กบของผมกลัวว่าผมจะตายจึงเดินทางทะลุมิติ

    EP-107 เซรั่มที่สมบูรณ์แบบ

    “อะไรนะ ลูกจะออกจากบ้านไปอยู่หอคนเดียวเหรอ แบบนั้นไม่ได้นะ แม่ไม่อนุญาตเด็ดขาด!” หวังเสี่ยวหัวคัดค้านหัวชนฝา จะบ้าน่ะสิที่ปล่อยให้ลูกสาวไปอยู่ข้างนอกคนเดียว แม่ที่ไหนเขาทำกัน

    “แม่คะหนูตัดสินใจแล้ว แม่ห้ามหนูไม่ได้หรอกค่ะ” หวังปู้อี้ไม่มองย้อนกลับไป สำหรับเธอแม่เป็นเพียงผู้หญิงที่รักแต่พี่ชายคนโต ความรักไม่เคยตกมาถึงลูกสาวคนเล็ก และนั่นก็ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่รั้งหวังปู้อี้ไว้ แต่เหมือนหวังเสี่ยวหัวจะทำลายมันโดยไม่รู้ตัว

    “ปู้อี้ลูกแม่ หากออกไปอยู่ข้างนอกลูกต้องใช้เงินนะ ค่าเช่าห้องในหยูโจวไม่ใช่ถูกๆ นอกจากนั้นมีเหตุผลอะไร อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วแท้ๆ ใกล้กับที่เรียนออก” หวังเสี่ยวหัวพยายามหาเหตุผลมาเหนี่ยวรั้ง

    “ขอโทษนะคะแม่ แต่เรื่องนี้หนูได้ตัดสินใจแล้ว”

    หวังเสี่ยงหัวทำได้เพียงยืนอยู่หน้าบานประตูแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร สุดท้ายจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดไปที่หมายเลขของลูกชายคนโต

    “แม่เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ ถึงได้โทรหาผมตอนทำงาน”

    หวังเทียนซือตอนนี้กำลังนั่งอยู่ที่บาร์ โดยปกติเวลานี้เขาได้บอกแม่ไว้ก่อนแล้วว่าทำอะไรอยู่ หล่อนจึงไม่โทรมารบกวน ดังนั้นเมื่อหล่อนโทรมาทั้งที่รู้อยู่แล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าอาจเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น

    “ไม่มีอะไรมาก แค่ปู้อี้น่ะสิกำลังจะย้ายของออกจากบ้าน เห็นว่าอยากออกไปอยู่หอข้างนอกน่ะ”

    “ทำไมน้องถึงอยากไป เป็นไปได้ไหมที่แม่ทะเลาะกับน้อง?”

    “ไม่ไม่ แม่ไม่ได้ทะเลาะอะไรกับปู้อี้เลย มันก็เป็นเรื่องปรกติเหมือนกับทุกวันนั่นแหละ อีกอย่างหนึ่งที่แม่โทรหาคืออยากให้ลูกเกลี้ยกล่อมปู้อี้หน่อยน่ะ”

    “โอเคครับ ผมเข้าใจถึงเรื่องที่แม่อยากให้ทำแล้ว แต่ตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่ ไว้กลับไปที่บ้านพรุ่งนี้ผมจะคุยกับน้องให้แล้วกัน”

    “ได้สิ งั้นลูกทำงานของลูกไปนะ แม่ไม่กวนแล้ว”

    .......

    เนี่ยฝานไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านสกุลหวัง หลังจากกลับมาถึงบ้าน ทักทายภรรยาแล้วจึงกลับเข้าไปในห้อง เดินทางสู่โลกภาพยนตร์ทั้งสามที่เวลากำลังเดินอยู่

    โลกของลูซี่ธุรกิจกำลังดำเนินต่อไปผ่านกลุ่มผู้บริหารที่ถูกควบคุมเจตจำนงใหม่โดยเนี่ยฝาน

    สำหรับโลกของหนี่ฉางก็ไม่ต่างกัน ฮ่องเต้ถูกควบคุมตัว พลังส่วนหนึ่งของราชวงศ์กลายเป็นของหนี่ฉางและเตียวเสี้ยน

    ส่วนโลกที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือวิกฤตทางชีวเคมี เมื่อเนี่ยฝานกลับมาก็เป็นบ่ายแก่ๆ ของอีกวัน ดวงอาทิตย์กลายเป็นสีส้ม มองออกไปนอกเมืองเห็นรถยนต์จำนวนหนึ่งถูกจอดทิ้งไว้ ประตูลวดหนามถูกวางเพื่อสร้างอุปสรรค รวมถึงการขุดหน้าดินเพื่อทำเป็นที่กำบังและป้องกันการรุกคืบของซอมบี้ที่หลั่งไหลเข้ามา

    “กลับมาแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง ได้อะไรกลับมาไหม”

    เนื่องจากเนี่ยฝานบินบนท้องฟ้าได้ จึงมีข้อแก้ตัวในการออกไปสำรวจสถานที่ต่างๆ ในแต่ละครั้ง เมื่อเห็นเขากลับมาจิลจึงไม่แปลกใจ

    “อาหารและน้ำดื่ม มันอยู่ในกระเป๋าตรงนั้น”

    เนี่ยฝานไม่สามารถกลับมาตัวเปล่าได้ ก่อนการข้ามประตูเขาจึงต้องจัดเตรียมสิ่งของโดยเฉพาะ และอาหารรวมถึงน้ำดื่มต่างถูกฉีกชื่อแบรนด์ออก ทำให้ยากที่จะระบุถึงวันปีที่ผลิต ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกใบนี้

    “เยอะมาก แบกกลับมาคนเดียวคงจะเหนื่อยนะ ไปพักสักหน่อยสิ”

    “ไม่เหนื่อยเลยสักนิด เพื่อจิลแล้วผมทำได้”

    เนี่ยฝานไม่ลืมที่จะหยอกดเย้า แม้ว่าตำรวจสาวจะกลายเป็นของเขาแล้วก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นเหมือนดอกไม้ที่ต้องการเอาใจใส่ทุกวัน คำพูดของเนี่ยฝานทำให้หญิงสาวยิ้มหน้าบาน และดึงเขาเข้ามาจูบปากด้วยความกระหายใคร่

    “นายหายตัวไปนาน ทุกคนต่างเป็นห่วงโดยเฉพาะอลิซ” หลังจากแยกจากกันจิลจึงอธิบายสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง

    “อย่างนั้นเหรอ เอาตรงๆ ไม่ต้องห่วงผมหรอก ด้วยพลังของผมซอมบี้ไม่สามารถปิดล้อมผมได้อยู่แล้ว”

    จิลพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากนั้นเธอจึงชี้แจงถึงสถานการณ์ภายในดีทอยล์

    “ตอนนี้หลายเมืองพังทลายลง ไวรัสกำลังแพร่ระบาดด้วยความเร็ว ภายในหนึ่งเดือนมีสถานที่หลายแห่งสูญเสียการติดต่อ แต่ในขณะนั้นอลิซได้รวบรวมผู้คนและเสบียงจำนวนมาก สถานการณ์ของเมืองจึงดีขึ้น และนอกจากนั้นคาริอัส เจเจ ลิโป้รวมถึงโจโฉ ได้รับสมัครคนจำนวนหนึ่งเพื่อคุ้มกันเมือง”

    เมื่อเห็นว่าเนี่ยฝานกำลังเล่นกับขาของเธออยู่เหมือนไม่ได้ฟัง จิลจึงตีเขาไปทีหนึ่ง

    “โอ๊ย...ตีผมทำไมเนี่ย ผมฟังอยู่นะ”

    “ฮึ่ม! ใครจะรู้ว่านายฟังหรือไม่ฟังล่ะ ก็เล่นกับขาฉันซะตั้งขนาดนั้น” จิลตำหนิเขาและเริ่มเล่าต่อ “หลังจากจัดทีมได้แล้วจึงเริ่มลาดตระเวนรอบเมือง จัดเรียงความสงบ แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มผู้ป่ระท้วงออกมา คนพวกนี้อ้างว่าเราเป็นพวกหัวรุนแรงและใช้อาวุธเข้าข่มขู่ จึงหวังให้เราปลดอาวุธออกซะ แล้วแบ่งอาหารให้กับทุกคนเท่าๆ กัน”

    “แล้วเธอทำยังไง”

    “อลิซและฉันรวมถึงคนอื่นๆ ได้มีการปรึกษาหารือกันถึงเรื่องนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสลายกองกำลังแล้วปลดอาวุธแจกจ่ายอาหารให้กับทุกคน เราจึงตั้งกฏทำงานเพื่อแลกกับอาหารขึ้นมา เช่นการออกไปข้างนอกเพื่อค้นหาเสบียง เสื้อผ้าหรือกระสุนปืน ทุกอย่างต่างแลกเปลี่ยนได้ รวมถึงทองคำ”

    ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนเมื่อหายนะมาถึง เงินกระดาษจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า แต่ทองคำยังเป็นค่าเงินที่แข็ง ดังนั้นจึงสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าเพื่อความอยู่รอดได้

    “โอเคผมเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว แล้วทีนี้ให้ผมพบกับคนเหล่านั้นที่คัดเลือกมาเป็นหนึ่งในทีมหน่อย”

    “นายจะทำอะไร?”

    “ไม่มีอะไร แค่ทดสอบพวกเขานิดหน่อย ว่าไว้ใจได้ไหมเท่านั้นเอง”

    จิลไม่คิดว่าเนี่ยฝานโกหกและจะทำสิ่งไม่ดี หลังจากนั้นเธอจึงหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา แล้วบอกกับพวกที่ลาดตระเวนในเมืองอยู่ให้กลับมาที่ปราสาท เนี่ยฝานขอพื้นที่ให้ตัวเองกับคนเหล่านั้น เขาไม่ชอบคนที่ไว้ใจไม่ได้ โดยเฉพาะบุคคลที่รับเข้ามาและมีปัญจัยที่ไม่เสถียร จำเป็นต้องควบคุม ‘เจตจำนง’

    เมื่อเห็นว่าทุกคนมาแล้ว เนี่ยฝานไม่ปล่อยให้พวกเขาถามแล้วเริ่มปลูกฝังสิ่งใหม่ด้วยโซ่ทันที อาจเป็นเพราะใช้งานมันมาหลายครั้ง พลังจิตของเนี่ยฝานจึงทะยานขึ้น แต่อย่างใดก็ดีเขายังคงได้รับผลกระทบหลังจากเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของคนทั้ง 20 คนพร้อมกัน

    เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมองเนี่ยฝานอีกครั้ง คราวนี้จึงมีแต่ความภักดี

    เนี่ยฝานกลับเข้ามาในปราสาทด้านบน เข้าไปในห้องแลปของ ดร.แซมม่อน

    เรดควีนได้แจ้งการมาถึงของเนี่ยฝานแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายหนึ่ง

    “ผลการวิจัยเป็นยังไงบ้าง มีความคืบหน้ากับไวรัส-ที บ้างไหม”

    “มันได้ผล มันได้ผล ดูนี่สินี่คือเซรั่มที่ผมพัฒนาจากข้อมูลที่คุณได้นำมาให้” ดร.แซมม่อน ยื่นเซรั่มในหลอดสีแดงให้เนี่ยฝานดูผลงานใกล้ๆ

    “นี่คือ...”

    “ไวรัสที่สมบูรณ์แบบ! มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวหลังจากรวมข้อมูลที่คุณนำมาให้ผม จริงอยู่ที่ไวรัส-ที แต่เดิมมีความเกรี้ยวกราด มันจะแพร่เชื้อทำลายเซลล์ต่างๆ ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนคนให้เป็นซอมบี้ ดังนั้นผมจึงเพิ่มปัจจัยของยีนสัตว์ที่คุณให้ผมมา”

    เนี่ยฝานเลิกคิ้วเล็กน้อย ข้อมูลที่ถูกนำมาเป็นผลงานการวิจัยของ ดร.รอยล์ ที่กำลังทำงานอยู่ในรังผึ้ง นั่นคืออัจฉริยะด้านการวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ของสัตว์แล้วนำมารวมกับยีนของมนุษย์เพื่อเพิ่มพลังมหาศาล

    ในโลกนิยายปาฏิหาริย์ แม้ว่า ดร.รอยล์ จะไม่เก่งด้านต่อสู้ แต่ผลงานด้านการวิจัยรับรองว่าไม่มีใครเก่งมากไปกว่าเขา

    “เนื่องจากการแบ่งตัวของเซลล์จากไวรัส-ที มีอัตราที่ยุ่งเหยิงและวุ่นวายเกินไป ผมจึงเพิ่มดีเอ็นเอของจิ้งจกเข้าไปในสายพันธุ์ เพื่อสร้างความสมดุลใหม่ ผลที่ได้คือไวรัส-ที มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ด้วยจิ้งจกทีที่มีความสามารถในการงอกใหม่ ก็เหมือนกับเซลล์ที่ถูกทำลายไปได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทน ดังนั้นแทนที่จะถูกทำลายด้วยไวรัส มันจึงสร้างความสมดุลขึ้นมาแทน!”

    การอธิบายของ ดร.แซมม่อน เข้าใจได้ไม่ยาก ดังนั้นเนี่ยฝานจึงตื่นเต้นไม่แพ้กัน

    “มีการทดลองกับมนุษย์แล้วหรือยัง”

    “ยัง...แต่ผมได้ทดลองกับหนูแล้ว พวกมันแข็งแกร่งขึ้น ทรงพลัง นอกจากนั้นถึงจะถูกผมตัดแขนหรือตัดขา ก็สามารถงอกออกมาใหม่ได้ง่ายๆ และจากผลการทดลอง หนูเพียงแค่เสียโปรตีนในช่วง 4 วัน”

    คล้ายกับเรื่องกบของผมกลัวว่าผมจะตายจึงเดินทางทะลุมิติ ที่คุณอ่าน