สุดยอดนักผจญภัย

    ทรมาณเวอร์จิล

    จากเมืองฟอลเบิร์กไปยังเมืองหลวงเฟลรอสใช้เวลายี่สิบสองวันและยังต้องผ่านเมืองอีกห้าเมืองก่อนที่จะถึงเมืองหลวงเฟลรอส

    ที่บอกมาคือการขี่ม้าของเอลฟ์จะใช้เวลาประมาณนี้แต่สำหรับพวกไลท์ที่สามารถบินได้พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงสามวันก็มาถึงเมืองหลวงเฟลรอสแล้ว

    แต่ทว่าตอนที่พวกไลท์กำลังจะเดินออกจากเมืองฟอลเบิร์กก็มีคนยืนดักรออยู่

    ซึ่งคนๆนั้นก็คือเวอร์จิล

    “ ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ที่แท้เธอก็คือนักผจญภัยระดับSSคนที่แปดของสมาคมนักผจญภัยของเผ่ามนุษย์ ” เวอร์จิลพูดขึ้นพร้อมกับมองมาที่ไลท์ด้วยแววตาจริงจัง

    “ ไปสืบมาแล้วหรอครับคุณเวอร์จิล ” ไลท์มองไปที่เวอร์จิลพร้อมกับยิ้มออกมา

    “ แน่นอนสิ เพราะฉันคาใจว่าพวกเธอเป็นใครกันแน่ ฉันจึงส่งคนไปสืบข่าวของพวกเธอดูทำให้รู้ว่าพวกเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ แล้วที่ฉันมารอเธอที่นี้ก็เพราะฉันแค่อยากลองปะมือกับตัวตนระดับSSของเผ่ามนุษย์ดูสักหน่อยว่าความแข็งแกร่งมันจะห่างกันมากแค่ไหน ” เวอร์จิลพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่นมั่นและไฟแห่งการต่อสู้

    “ ถ้าหากคุณเวอร์จิลจะสู้กับฉันก็ได้แต่ฉันมีข้อแม้อย่างหนึ่ง ” ไลท์พูดขึ้น

    “ อะไรงั้นหรอ? ”เวอร์จิลสงสัย

    “ คุณเวอร์จิลจะต้องสู้กับสมาชิกทีมของฉันทุกคนก่อนถึงจะมาสู้กับฉันได้ ” ไลท์พูดขึ้น

    เวอร์จิลลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะตอบตกลง

    “ มันไม่ใช่การต่อสู้ที่จริงจังอะไรนักหรอก เพียงแค่อยากให้สมาชิกทีมของฉันต่อสู้กับระดับSเท่านั้น ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม แต่ไลท์ไม่ได้พูดออกมาทั้งหมดว่าสมาชิกทีมของเขาแต่ละคนสามารถสู้สูสีกับตัวตนระดับSเลยทีเดียว

    เวอร์จิลพาเดธปาร์ตี้ทั้งหมดไปนอกเมืองฟอลเบิร์กที่ห่างไปกว่าสามสิบกิโลเมตร ซึ่งสถานที่ที่จะประลองกันก็คือทุ่งหญ้าขนาดใหญ่

    คนแรกที่จะถูกส่งออกไปสู้ก็คือคอลรุย

    คอลรุยสวมชุดคลุมเดธปาร์ตี้พร้อมกับหยิบปืนไรเฟิลออกมา

    เวอร์จิลมองดูคอลรุยหยิบปืนไรเฟิลออกมาก็ขมวดคิ้ว 

    “ นายไม่ต้องไปหาที่ซ่อนหรอ? ” เวอร์จิลถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะเขาเห็นคอลรุยยืนอยู่ที่เดิมโดยที่ไม่คิดที่จะไปหาที่ซ่อนเลย 

    ไม่ใช่ว่าพวกมือปืนไรเฟิลของมนุษย์นี้จะต้องหาที่ซุ่มยิงงั้นหรอ หรือว่าฉันเก็บตัวนานเกินไปจนมนุษย์ที่ใช้ปืนไรเฟิลไม่ต้องไปหาที่ซุ่มยิงกันแล้ว? 

    “ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฉันเป็นมือปืนที่ไม่ต้องไปหาที่ซุ่มเหมือนกับคนอื่นๆ ” คอลรุยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ งั้นหรอน่าสนใจจริงๆ ” เวอร์จิลพึมพำออกมา

    “ แล้วก็อีกอย่างนะครับคุณเวอร์จิล ผมเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มแล้ว ” คอลรุยยิ้มออกมา

    “ เธอคือคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มงั้นหรอ ” เวอร์จิลมองมาที่คอลรุยด้วยแววตาประหลาดใจก่อนที่สีหน้าของเขาจะดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

    ไลท์ที่เห็นสีหน้าผ่อนคลายของเวอร์จิลก็ลอบยกยิ้มในใจ

    ไลท์ยืนอยู่ตรงกลางโดยที่มีเวอร์จิลและคอลรุยยืนอยู่กันคนละฝั่งห่างออกไปกว่าสามสิบเมตร

    เวอร์จิลหยิบคฑาสีเขียวออกมาพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้

    ไลท์มองดูทั้งสองก่อนที่จะตะโกนขึ้นว่า “ เริ่มได้ ” 

    สิ้นเสียงของไลท์กระสุนนัดหนึ่งก็พุ่งผ่านแก้มของเวอร์จิลไปอย่างรวดเร็วจนเวอร์จิลยังไม่ทันขยับตัวเลยด้วยซ้ำ

    เวอร์จิลนิ่งอึ้งก่อนที่จะค่อยๆนำมือมาจับแก้มของตัวของและพบว่ามีเลือดไหลออกมา

    “ คุณเวอร์จิล คุณจะประมาทไปหน่อยไหม แล้วก็อย่าดูถูกพวกเราสิครับแม้ว่าคนที่่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มของพวกเราก็สามารถฆ่าระดับSได้นะครับถ้าหากประมาทในการต่อสู้ ” ไลท์ที่มาอยู่ด้านข้างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ขี้เล่น

    “ ขะ…เข้าใจแล้ว ” เวอร์จิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับมีใบหน้าที่จริงจัง เขาไม่คิดเลยว่ามือปืนของเดธปาร์ตี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้แม้ว่าจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดก็ตาม

    คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังสามารถฆ่าเขาได้ถ้าหากเขาไม่ระวังตัว นี้แสดงให้เห็นว่าเดธปาร์ตี้แต่ละคนมีทักษะความสามารถที่เป็นเลิศ

    ครั้งนี้เวอร์จิลตั้งใจมากกว่าเดิมและไม่ประมาทอีกต่อไป 

    เวอร์จิลเป็นเอลฟ์จอมเวทย์ธาตุลมและธาตุไม้ เขาเชี่ยวชาญสองธาตุ ไม่ใช่แค่เวอร์จิลเท่านั้นที่เชี่ยวชาญสองธาตุ เอลฟ์ส่วนใหญ่ก็มีสองธาตุ แต่ธาตุหนึ่งคือธาตุหลักและอีกธาตุคือธาตุรอง

    ธาตุหลักของเวอร์จิลคือธาตุไม้ ส่วนธาตุรองก็คือธาตุลม

    หลังจากที่เริ่มการต่อสู้อีกครั้งเวอร์จิลก็รีบบินขึ้นท้องฟ้าแล้วก็ยิงกระสุนลมใส่คอลรุยอย่างต่อเนื่อง 

    กระสุนลมจำนวนมหาศาลพุ่งใส่คอลรุยด้วยความเร็วสูง

    คอลรุยกระโดดหนีด้วยความเร็วและสามารถหลบกระสุนลมของเวอร์จิลได้อย่างสบายๆก่อนที่ชาร์จลมปราณใส่ปืนไรเฟิลและยิงฝนกระสุนเป็นการตอบโต้

    กระสุนจำนวนมหาศาลปะทะกับกระสุนลมของเวอร์จิลจนทำให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่อง เพียงแต่ความแรงของกระสุนปืของคอลรุยดูเหมือนจะทรงพลังกว่ามันจึงทำค่อยๆเข้าหาตัวเวอร์จิลอย่างรวดเร็ว

    เวอร์จิลที่เห็นดังนั้นก็ใช้เวทย์ไม้ในการสร้างต้นไม้ยักษ์จำนวนมากขึ้นมารับฝนกระสุนของคอยรุย 

    “ เป็นทักษะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ” เวอร์จิลชื่นชมและยิ่งจริงจังมากกว่าเก่า

    เวอร์จิลรีบใช้เวทย์ไม้ในการสร้างเป็นป้อมปืนรอบๆตัวคอลยรุยก่อนที่จะยิงกระสุนไม้ออกมาจากป้อมปืนไม้

    ความแรงของป้อมปืนนั้นมีมากกว่ากระสุนลมหลายเท่า

    คอลรุยไม่ได้หลบหนีเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆและใส่ลมปราณเข้าไปในปืนไรเฟิลก่อนที่จะบินขึ้นท้องฟ้าและเล็งปืนใส่เวอร์จิล

    “ อะไรกันบินได้ด้วยงั้นหรอ!! ” เวอร์จิลตกใจแต่ทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่าเมื่อวานผู้ชายสองคนนี้ก็บินลงมาจากท้องฟ้า 

    “ ให้ตายเถอะพวกนี้มันเป็นปีศาจหรือยังไง ” เวอร์จิลบ่นออกมาเพราะเขาคุ้นชินที่ว่าตัวตนระดับAไม่สามารถบินบนท้องฟ้าได้ แต่ตอนนี้ด้านหน้าของเขาคือตัวตนระดับAที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้

    สาเหตุที่เวอร์จิลคิดว่าไลก้าและคนอื่นๆอยู่ในระดับAก็เพราะออร่าของพวกเขาอยู่ในระดับAนั่นเอง

    “ กระสุนสังหาร ” คอลรุยพูดขึ้น

    ทันใดนั้นปืนไรเฟิลของคอลรุยก็กลายเป็นสีเขียวเข้มก่อนที่จะปล่อยลำแสงสีเขียวที่รุนแรงมากพุ่งใส่เวอร์จิลด้วยความเร็วสูง

    ความแรงของท่านี้คือพอๆกับการที่ตัวตนระดับSใช้ทักษะเลยด้วยซ้ำ

    เวอร์จิลที่รู้ว่าตอนนี้เขาคงไม่สามารถต้านทานกระสุนปืนของคอลรุยได้แล้วเขาจีบรีบบินหนีทันที แต่ทว่าทันทีที่เวอร์จิลขยับตัวจู่ๆก็มีลำแสงสีเขียวอีกหลายเส้นพุ่งใส่เขา

    กระสุนสังหารเมื่อใกล้ถึงจุดที่เวอร์จิลอยู่มันก็แตกออกเป็นเส้นเล็กๆเพื่อทำให้คู่ต่อสู้หาทางหลบหนีได้ยาก 

    แม้ว่าความแรงของกระสุนสังหารจะเบาลงไปบ้างแต่ถ้าหากโดนหลายๆนัดล่ะก็สาหัสเอาเรื่อง แม้ว่าท่านี้จะคล้ายๆกับฝนกระสุนแต่ทว่าท่ากระสุนสังหารจะมีความรุนแรงกว่ามากซึ่งแรงกว่าฝนกระสุนถึงสามเท่า

    “ ไม่ทันแล้ว ” เวอร์จิลกัดฟันและใช้เวทย์ไม้ในการสร้างม่านป้องกันทันที 

    แต่น่าเสียดายที่เขาดูถูกความรุนแรงของกระสุนสังหารของคอลรุยมากไป เพราะม่านไม้ของเขาถูกทำลายอย่างรวดเร็ว 

    เวอร์จิลแค่นเสียงก่อนที่จะชี้คฑามาด้านหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ มหาเวทย์พฤกษาก่อเกิดรูปแบบที่สาม : เทวรูปพฤกษาดามุย ” 

    ทันใดนั้นก็มีวงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาด้านหลังของเวอร์จิลและกลายเป็นเทวรูปที่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ปรากฏออกมา

    เทวรูปรูปร่างเหมือนกับเอลฟ์ที่ตัวสูงกว่าห้าสิบเมตรในมือถือดาบและโล่ ใบหน้าที่ดุดัน 

    เทวรูปใช้โล่ที่ถือรับการโจมตีของคอลรุยได้อย่างสบาย

    “ นี้แค่ประลองกันนะเนี้ยถึงกับต้องใช้มหาเวทย์เลยงั้นหรอ ” ไลก้าที่ดูอยู่พูดด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อ

    “ ก็ใครใช้ให้ท่ากระสุนสังหารของคอลรุยรุนแรงขนาดนี้กันล่ะ ” เวโรนิก้าส่ายหน้า

    ท่ากระสุนสังหารของคอลรุยคือการรวบรวมลมปราณจำนวนมากและบีบอัดเป็นก้อนและยิงออกมาทีเดียว ทำให้มันมีความความรุนแรงและความรวดเร็ว

    ต้องยอมรับเลยว่าท่านี้ของคอลรุยถ้าหากไม่เตรียมตัวให้ดีต่อให้เป็นพวกเขาก็ต้องได้รับบาดเจ็บกันบ้างล่ะ 

    เมื่อไลท์เห็นว่าเวอร์จิลใช้มหาเวทย์แล้วเขาก็สั่งให้หยุดการต่อสู้ทันที เพราะพวกเขาแค่ประลองฝีมือกันไม่ได้ให้ต่อสู้กันแบบสุดความสามารถ 

    “ นี้ไลท์ เจ้าหมอนี้คือคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มงั้นหรอ? ” เวอร์จิลถามไลท์ด้วยความไม่อยากเชื่อ

    “ ใช่แล้วล่ะ ” ไลท์พยักหน้า

    เวอร์จิลมองไปที่คอลรุยที่กำลังเดินไปหาที่นั่งพร้อมกับหยิบปืนออกมาทำความสะอาดด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ

    คนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มกลับบังคับให้เขาต้องใช้มหาเวทย์ออกมาได้แสดงว่าแบบนี้คนอื่นในกลุ่มก็ต้องทำได้ด้วยสิ 

    “ นี้เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าจะเป็นแบบนี้ ” เวอร์จิลหรี่ตามองมาที่ไลท์ด้วยความไม่พอใจ

    ไลท์ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร 

    แค่รอยยิ้มของไลท์ก็นับว่าเป็นคำตอบแล้วสำหรับเวอร์จิล

    “ นี้ยังเหลืออีกตั้งห้าคนก่อนที่จะถึงเธอ ฉันคงไม่ตายก่อนใช่ไหม? ” เวอร์จิลถึงกับกุมขมับ

    “ ไม่ต้องรวมฉันหรอก ฉันไม่สนใจที่จะต่อสู้กับพวกระดับSแม้แต่น้้อย ” เฮลเฟลชที่ไม่รู้มาจากไหนก็พูดขึ้นด้านหลังของไลท์และเวอร์จิล

    “ งั้นก็ตัดเฮลเฟลชทิ้งไปก็เหลือแค่สี่คน คุณเวอร์จิลจะนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนไหม ” ไลท์ถามขึ้น

    “ พักสิต้องพักอยู่แล้ว คนแก่ๆแบบฉันจะไปสู้คนหนุ่มๆแบบเธอได้อย่างไง ” เวอร์จิลตอบพร้อมกับทิ้งตัวลงไปนั่งบนพื้นหญ้า

    “ คุณเวอร์จิลอายุเท่าไหร่แล้วครับปีนี้? ” ไลท์ถามด้วยความสงสัย

    “ ปีนี้ฉันก็อายุหนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบสองปี ” เวอร์จิลตอบ

    “ เอ่อ…นี้ก็นับว่าเยอะพอควรเลยนะ ” ไลท์ยิ้มแห้งๆ

    “ ไม่แปลกหรอกเผ่าเอลฟ์อย่างพวกเราอายุยืนยาว อายุพันปีแบบฉันมีให้เห็นกันเยอะแยะไป เผ่ามนุษย์อย่างพวกเธอก็มีอายุแค่สามถึงสี่ร้อยปีเท่านั้นนิ ที่ฉันหมายถึงพวกจอมเวทย์ไม่ก็นักสู้นะ ไม่ใช่คนธรรมดาที่มีอายุเพียงแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น ” เวอร์จิลพูดขึ้น

    สำหรับมนุษย์แล้ว คนธรรมดาจะมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบปี เพราะพวกเขาใช้ละอองมานาในการหายใจ ทำให้ร่างกายของพวกเขามีความแข็งแรงในระดับหนึ่งและทำให้อายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์ที่โลกเก่าของไลท์ 

    ส่วนทางด้านจอมเวทย์หรือนักสู้ ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

    เพียงแต่ต้องเป็นตัวตนระดับCขึ้นไป เพราะต่ำกว่านั้นก็ยังอยู่ในพื้นฐานของมนุษย์อยู่

    ระดับCจะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นมาอีกห้าสิบปี รวมเป็นสองร้อยปี

    ระดับBจะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยปี รวมเป็นสองร้อยห้าสิบปี

    ระดับAจะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นมาห้าสิบปี รวมเป็นสามร้อยปี

    ส่วนระดับSจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยปี รวมเป็นสี่ร้อยปี และสุดท้ายระดับSSก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยปีรวมเป็นห้าร้อยปี 

    ถ้าหากไม่ตายเพราะป่วยหรือการต่อสู้ซะก่อนก็จะมีอายุขัยประมาณนี้ แต่ส่วนมากก็อยู่ไม่ถึงอายุขัยกันหรอกเพราะจะถูกฆ่าตายกันก่อนมากกว่า เพราะยังไงโลกนี้ก็เต็มไปด้วยอันตรายแม้แต่คนที่แข็งแกร่งก็ยังถูกฆ่าได้ถ้าหากประมาท

    หลังจากที่พักเหนื่อยอยู่พักใหญ่ต่อมาก็ถึงคิวของเวโรนิก้า

    “ ครั้งนี้คือสาวน้อยคนนี้งั้นหรอ ” เวอร์จิลพูดพร้อมกับมองไปที่เวโรนิก้าที่สวมสนับมือพร้อมกับแววตาที่จริงจังและเขาจะไม่ประมาทเหมือนกับตอนที่สู้กับคอลรุยอีกแล้ว

    ผ่านไปครึ่งชั่วโมง

    เวอร์จิลก็นอนหมดสภาพบนพื้นหญ้าพร้อมกับรอยช้ำตามร่างกาย ปากก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วง

    “ ปีศาจยัยสาวน้อยคนนี้ก็เป็นปีศาจ ” เวอร์จิลพึมพำออกมา

    ครึ่งชั่วโมงที่ผ่านเขาถูกเวโรนิก้าไล่ต้อนจนหมดสภาพ ไม่ว่าเขาจะใช้เวทย์อะไรก็ไม่สามารถทำให้เวโรนิก้าบาดเจ็บได้เลยแถมเขาก็ยังถูกหมัดของเวโรนิก้าต่อยจนช้ำไปทั้งตัว

    “ เจ้าพวกนี้มันระดับAแน่หรอ ” เวอร์จิลถอนหายใจออกมาก่อนที่จะมองไปยังไลก้า เดซี่และเบเรียลด้วยแววตาท้อใจ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องถูกทรมาณแบบนี้อีกสักพักใหญ่ๆเลยสินะ

    และมันก็เป็นตามที่เวอร์จิลคิด เขาถูกยำใหญ่ตั้งแต่ไลก้า เดซี่และเบเรียล 

    เวอร์จิลมองดูเดธปาร์ตี้ด้วยแววตาหวาดกลัว เพราะแต่ละคนสามารถต่อสู้กับเขาได้อย่างสูสี ไม่สิต้องบอกว่าสบายๆเลยมากกว่า ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขาสัมผัสได้ถึงออร่าระดับAในการต่อสู้ล่ะก็เขาก็คงคิดว่าสมาชิกของเดธปาร์ตี้ทุกคนคือตัวตนระดับSแล้วแน่ๆ 

    “ ไลท์ฉันขอเด็กคนนี้มาหมั่นกับหลานชายของฉันได้ไหม? ” เวอร์จิลพูดพร้อมกับชี้ไปที่เดซี่

    เวอร์จิลรู้สึกประทับใจกับความแข็งแกร่งของเดซี่ ทำให้เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้อีกไม่นานก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับSได้ และคาดว่าในอนาคตเธอจะต้องกลายเป็นตัวตนระดับSSได้อย่างแน่นอน นี้คือความรู้สึกที่เขามีต่อเดซี่

    ไลท์มองมาที่เวอร์จิลด้วยความประหลาดใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าเวอร์จิลจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา 

    “ แล้วคุณไม่กลัวหรอว่าสายเลือดของคุณจะกลายเป็นสายเลือดผสม? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ ถ้าหากเธอมีความแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ทุกอย่างก็ย่อมมีข้อยกเว้น ” เวอร์จิลยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

    “ มันก็จริงนะ ” ไลท์เห็นด้วย เพราะโลกใบนี้ทุกคนนับถือความแข็งแกร่งเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นเผ่าไหนก็ตามความแข็งแกร่งมาก่อนเสมอ 

    “ เรื่องนี้ต้องถามเจ้าตัว ถึงฉันจะเป็นอาจารย์ของเธอ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับเธอได้ ” ไลท์พูด

    หลังจากที่เวอร์จิลพักอยู่นานกว่าชั่วโมงเขาก็พร้อมที่จะสู้กับไลท์แล้ว