หลังจากเดินเข้ามาด้านใน เถ้าแก่ก็เริ่มถามขึ้นเฉินหยู่ขึ้นว่า “เชิญนั่ง คุณชื่อแซ่อะไรล่ะ?”
“แซ่เฉิง นาม หยู่ ไม่ทราบว่าจะให้ผมเรียกเถ้าแก่ว่าอะไรดีครับ?”
“ตาแก่เถียนน่ะ เถียนเหวินชิง”
“ลุงเถียน น่าจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่าวันนี้ผมมาทำไม!?”
“ก็ใช่ แต่เกรงว่าคุณเฉิงอาจจะต้องผิดหวังซะแล้วล่ะ หินศักดิ์สิทธ์ก้อนนั้นผมคงไม่ขายหรอกนะ”
“ลุงเถียน รู้หรือครับว่าหินนั้นคือหินอะไร?”
“ไม่รู้หรอก เพียงแต่หินก้อนนั้นไม่น่าจะใช่หินธรรมดาๆอาจพูดได้ว่า มีค่าไม่น้อยกว่าชีวิตของตาแก่คนหนึ่งล่ะมั้ง”
“อ๋อ? ไม่ทราบว่าลุงเถียนจะสามารถบอกที่มาของหินก้อนนี้ได้หรือเปล่าครับ?”
เถียนเหวินชิงมองมาที่เฉิงหยู่แล้วพูดขึ้นว่า “ ผมไม่รู้ว่าคุณเฉิงเป็นใครมาจากไหน แต่ดูเหมือนจะสนใจหินก้อนนั้นมากทีเดียว แสดงว่าต้องรู้ว่ามันไม่ธรรมดายังไง ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าให้ตาแก่คนนี้ฟังหน่อยได้ไหม แต่ยังไงผมก็คงไม่ขายล่ะนะ หวังว่า คุณเฉิงจะไม่รบเร้าผมอีก”
นับตั้งแต่แรกที่ได้พบกับเฉิงหยู่ เถียนเหวินชิงก็รู้ทันทีว่าเฉิงหยู่ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ ด้วยเพราะเขามีผู้ติดตามสวมใส่ชุดบอดี้การ์ดจำนวนหนึ่งอยู่ข้างหลัง
อีกทั้งตั้งแต่เริ่มต้นบทสนทนาจวบจนปัจจุบันเฉิงหยู่ ใช้คำพูดคำจาไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี แต่กลับเหมือนคนมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ทั้งๆที่ตัวเองนั้นแก่กว่าชายหนุ่มคนนี้มาก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ก็เสมือนกลับตนเองเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง
สำหรับคนอย่างเถ้าแก่ร้านขายของเก่า ต่อให้อีกฝ่ายจะมีเบื้องหลังทรงอำนาจแค่ไหน หรือมีใครหนุนหลังมากเพียงใด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาต่อรองกับคนๆนี้ได้ง่ายๆ ร้านของเถียนเหวินชิงนั้นใหญ่โตที่สุดในเมืองชิงผิงแห่งนี้แล้ว แถมความสัมพันธ์ของตนเองกับทางการก็ว่าอยู่ในระดับไม่เลวเลยทีเดียว แต่มันจะไปมีประโยชน์อะไร ถ้ายังโดนอีกฝ่ายตามตื้อไม่เลิกไม่ลาแบบนี้
เฉิงหยู่รู้ได้ถึงความกังวลขอ เถ้าแก่ เขาจึงพูดยิ้มๆ ขึ้นว่า “วางใจเถอะครับ ถ้าลุงเถียนยืนกรานว่าจะไม่ขาย ผมก็จะไม่รบเร้าเซ้าซี้อีกต่อไป ผมเพียงแค่อยากรู้ที่มาที่ไปของหินก้อนนี้เท่านั้นเองครับ”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี ฉันจะเล่าให้ฟังล่ะกัน” เถียนเหวินชิงมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างหวนย้อนนึกถึงอดีตนานมาแล้ว “เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน กิจการของฉันล้มเหลวขาดทุนย่อยยับหนี้สินท่วมหัว อับจนไร้สิ้นหนทาง ตอนนั้นคิดได้อยู่เรื่องเดียวคือตายๆไปซะทุกอย่างมันก็คงจะจบ ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจเดินทางไปที่เขาอู่ไท่ซาน เพื่อขอคำชี้นำจากพระพุทธองค์ โดยหวังท่านให้ช่วยเปิดผลทางสว่างให้กับฉัน ”
พอมาไปที่เขาอู่ไท่ซานฉันก็ได้อธิษฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังจากนั้นหมอดูทำนายชะตาคนหนึ่ง ก็ได้ทำนายทายทักฉันว่า โชคชะตามิอาจจะฝืนได้ อะไรที่ต้องปล่อยวางก็ต้องวาง
ในอดีตตอนนั้นวันๆก็มีแต่คนมาทวงหนี้ จะให้ปล่อยวางได้ยังไง ฉันคิดวนเวียนฆ่าตัวตายหลายร้อยครั้ง ในที่สุดก็ตัดสินใจบึ่งไปที่ขอบหน้าผาอู่ไท่ซานเตรียมตัวที่จะกระโดดลงไป ระหว่างที่กำลังเตรียมใจ ทันใดนั้นก็มีหลวงจีนแก่รูปหนึ่งดึงสติฉันกลับมา หลวงจีนรูปนั้นคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าอาวาส
หลังจากที่ท่านได้ฟังฉันระบายหมดทุกอย่าง เจ้าอาวาสก็ได้เทศนาธรรมให้ฟังมากมาย แต่เทศนาธรรมดังกล่าวกลับไม่เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย จนสุดท้ายเจ้าอาวาสก็จนปัญญา เลยให้ก้อนหินมาก้อนหนึ่ง แล้วก็แนะนำให้ฉันมาเปิดร้านขายหยก แล้วบูชาหินก้อนนี้เอาไว้ในร้าน
จากนั้นก็นำหินก้อนนั้นลงจากเขา ฉันขายทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายไปแล้วนำเงินก้อนหนึ่งมาเปิดร้านขายหยก จากนั้นก็นำหินก้อนนั้นมากราบไว้บูชาบนหิ้ง แต่คิดไม่ถึงจริงๆว่ากิจการกลับไปได้สวยอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นสั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี ทุกวันนี้ก็กลายเป็นร้านขายของเก่าอย่างที่เห็น
“ ราวกับว่าหินก้อนนั้นได้ฉุดฉันกลับมาจากความตาย หลังจากนั้นในทุกๆปีฉันจึงไปกราบไหว้เคารพเจ้าอาวาสที่อยู่บนเขาอู่ไท่ซาน แล้วก็บริจาคเงินทำบุญตามกำลังศรัทธา คราวนี้คุณรู้แล้วหรือยังว่าหินก้อนนี้สำคัญกว่าชีวิตฉันอย่างไง เพราะอะไรฉันถึงไม่ยอมขายมันให้คุณ? ” ท้ายที่สุดเถียนเหวินชิงก็พูดขึ้นด้วยความตื้นตัน แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าหากไม่ใช่เพราะหินก้อนนี้ บางทีเขาอาจจะกลายเป็นเถ้ากระดูกไปแล้ว
“ลุงเถียนวางใจเถอะครับ ผมจะไม่รบเร้าให้คุณขายหินมีมากก็นี้ให้กับผม แต่อยากจะขอทราบว่าเจ้าอาวาสยังมีหินเหลืออีกหรือเปล่า?” เฉิงหยู่พูดแล้วเมาไปยังอีกด้าน
เฉิงหยู่รู้ว่าทำไมการเอาหินก้อนนี้มาบูชา จึงทำให้กิจการรุ่งเรืองได้ขนาดนี้ ก็เลยถือวิสาสะพูดออกไปว่า “หยกเลี้ยงคน คนเลี้ยงหยก คนเลี้ยงหยกสามปี หยกเลี้ยงคนชั่วชีวิต”
เขาเอาศิลาวิญญาณมาไว้ในร้านขายหยก พลังกลิ่นอายฟ้าดินถูกปล่อยออกมาจากก้อนหินทั้งวันทั้งคืน หล่อหลอมหยกทุกชิ้นที่อยู่ในร้านจนทำให้สีสันของหยกสวยงามสดใส จึงทำให้ดึงดูดคนเข้ามามากมาย แล้วใครก็ตามที่ซื้อหยกจากร้านนี้ไป ก็จะทำให้คนๆ ใช้รู้สึกสดใส ร่างกายแข็งแรง ความสามารถดังกล่าวยิ่งทำให้ลูกค้าแห่แหนเข้ามาที่ร้านนี้มากขึ้น
“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก บางทีหินก้อนนี้อาจจะเป็นสมบัติของเทพเซียนก็ได้ ถ้าได้ครอบครองสักก้อนก็เหมือนเป็นพรจากสวรรค์แล้ว ฉันคิดว่าเจ้าอาวาสเองก็คงจะไม่มีแล้วล่ะ!” เถียนเหวินชิงพูดอย่างนี้ออกไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับท่านเจ้าอาวาสหรือมีใครเข้าไปวุ่นวาย
พอได้ยินลุงเถียนพูดอย่างนั้นเฉิงหยู่ก็ยิ้มๆ ลุงเถียนค่อนข้างระวังคำพูดมากทีเดียว ไม่ยอมให้คำพูดของตนเองไปส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ถึงแม้เขาจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับหินก้อนนี้มากนัก แต่เขาก็อยากจะลองขึ้นไปที่เขาอู่ไท่ซานดูสักหน่อย เพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆกับเจ้าอาวาสดูสักเล็กน้อย เจ้าอาวาสน่าจะรู้อะไรบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ให้กินนี้กับลุงเถียน แถมยังกำชับว่าให้ลุงเถียนกลับไปเปิดร้านขายหยก แล้วนำหินก้อนนี้บูชาไว้ในร้าน
พอคิดถึงตรงนี้แล้วเฉิงหยู่ก็เตรียมตัวกลับ ระหว่างนั้นเขาก็หยิบยาออกมาหนึ่งขวด ยาดังกล่าวคือยาอายุวัฒนะ กลิ่นหอมของยาตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง พอเถียนเหวินชิงได้สูดดมเขาก็รู้สึกถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากยานี้ คล้ายกับหินก้อนอย่างมาก
“เพื่อเป็นการขอบคุณ ผมขอมอบยาเม็ดนี้ให้กับลุงเถียน ดูจากสุขภาพของลุงเถียนตอนนี้แล้ว ถ้าได้กินยานี้เข้าไปจะทำให้อายุยืนยาวกว่าปกติ” เฉิงหยู่ แบมือออกแล้วส่งยาให้กับเถียนเหวินชิง เขาได้ครอบครองศิลาวิญญาณมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี โดยปกติร่างกายของเขาย่อมดีกว่าคนทั่วๆไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากได้ยาเม็ดนี้อีก อาจจะทำให้เขาอายุยืนถึงร้อยห้าสิบปีเลยก็ได้
“นี่มัน...” เถียนเหวินชิงรู้สึกประหลาดใจ ในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์ เขาย่อมรู้ดีว่าเม็ดยาเม็ดนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน คุณค่าของมันไม่ได้แตกต่างจากก้อนหินล้ำค่าที่ประดุจดั่งหลุดออกมาจากดินแดนเทพเซียน เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะใจกว้างถึงขนาดนี้ ยอมมอบของที่มีค่าสูงส่งชิ้นนี้ให้กับตัวเอง ทั้งๆที่ตนไม่ยอมขายก้อนหินดังกล่าวให้กับอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงลังเลที่จะรับน้ำใจของชายหนุ่ม
“รับไว้เถอะครับ ลุงเถียนอย่าได้คิดว่าไม่ได้ช่วยเหลือใดๆแก่ผม แล้วจะให้รับของของผมได้เช่นไร แต่ความเป็นจริงลุงได้ช่วยผมเอาไว้มาก เพราะผมได้รู้ข่าวเกี่ยวกับหินเซียนของคุณลุงก็ถือว่าช่วยได้มาก ดังนั้นท่านลุงวางใจได้ ผมไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ผมจะไม่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับเจ้าอาวาสอย่างแน่นอนครับ ” พูดจบ ก็ไม่สนท่าทีลังเลของเถียนเหวินชิง เขารีบยัดเยียดยาใส่มือของชายชราทันที จากนั้นก็เดินออกไป
พอเห็นเฉิงหยู่กำลังจะเดินออกร้าน อู๋ฉาง กับ เถาจิ่ว ก็รีบเดินตามไปติดๆทั้งสองค่อนข้างงงเล็กน้อย เพราะหินยังซื้อไม่สำเร็จ จะไม่เจรจาต่อรองกันหน่อยหรอ ?
“อู๋ฉางนายนั่งรถไปกับฉัน ฉันมีบางอย่างอยากจะคุยด้วยสักหน่อย” พอเห็นอู๋ฉางกำลังจะขึ้นรถเฉิงหยู่ ก็เรียกเขาทันที
ระหว่างเฉิงหยู่กำลังขับรถไปบนถนน อยู่ๆเขาก็เอ่ยถามอู๋ฉางขึ้นว่า “นายรู้จักเขาอู่ไท่ซานรึเปล่า?”
“รู้จักสิครับเขาอู่ไท่ซานอยู่ที่มณฑลซานซี เป็นหนึ่งในสี่วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมะ ทุกๆปีจะมีผู้คนมากมายมาสักการะบูชาขอพรจากพระพุทธรูป” อู๋ฉางไม่เข้าใจว่าเฉิงหยู่จะถามไปทำไม
“พุทธสถาน? นายซื้อตั๋วเครื่องบินให้ฉันที ฉันจะไปที่นั่นสักหน่อย”
“จะให้ผมไปด้วยไหมครับ เมื่อก่อนผมเคยไปเที่ยวเขาอู่ไท่ซาน มาครั้งหนึ่ง ถ้าหากคุณหยู่ต้องการทำธุระอาจจะสะดวกมากขึ้น” ถึงแม้ไม่รู้ว่าเฉิงหยู่จะไปที่เขาอู่ไท่ซานทำไม แต่เป็นไปได้ว่าจะต้องเกี่ยวกับหินก้อนนั้นแน่ๆ
“ก็ดี... ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี พรุ่งนี้ค่อยกลับ ” แล้วเฉิงหยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เหยาน่าจะมาติวพิเศษให้กับเขา แต่ดูเหมือนเขาคงต้องผิดนัดซะแล้ว เพราะเรื่องศิลาวิญญาณสำคัญกว่า เขาต้องการจะสะสางเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ายังสะสางไม่เสร็จเขาก็คงไม่มีกะจิตกะใจหรือตั้งใจเรียนแน่ ก็พอรู้อยู่บ้างว่าการผิดนัดครั้งนี้จะทำให้เหยาน่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
“ได้ครับ! ผมจะจัดการให้ตอนนี้เลย เดี๋ยวพวกเราตรงไปที่สนามบินหยุนไห่เลยก็ได้ครับ ” พูดจบอู๋ฉางรีบกดมือถือจัดการซื้อตั๋ว
สองชั่วโมงผ่านไปเฉิงหยู่ก็ขับรถมาถึงที่สนามบิน ส่วนอู๋ฉางก็โทรหาเถาจิ่วให้มาเอารถกลับไป
ทั้งสองรอเวลาขึ้นเครื่องบ่ายสามโมง สำหรับเฉิงหยู่นี่คือการนั่งเครื่องบินครั้งแรก เขามองดูบรรยากาศภายในห้องโดยสารก็รู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมสิ่งของใหญ่โตขนาดนี้ถึงบินขึ้นบนฟ้าได้ ถ้าหากว่าอยู่ในโลกเทพเซียนก็ว่าไปอย่าง แต่ของชิ้นใหญ่ขนาดนี้หากต้องการทำให้มันลอยขึ้นฟ้าก็ยังทำได้ยากอยู่ดี แถมยังต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมากด้วย ทว่าเจ้าสิ่งนี้แค่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงก็บินได้แล้ว โลกใบนี้ช่างสุดยอดจริงๆ
เฉิงหยู่นั่งชิดกับหน้าต่าง ส่วนอู๋ฉางนั่งชิดด้านในทางเดิน หลังจากนั้นเขาก็คอยทำตามอู๋ฉาง ไม่ว่าจะเป็นเตรียมพร้อมด้วยการรัดเข็มขัดนิรภัย ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเครื่องบินก็ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า เฉิงหยู่รู้สึกตื่นเต้นขณะมองลอดช่องหน้าต่างไปด้านนอก ในใจแอบคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะเชื่อถือได้หรือเปล่า ถ้าหากบินๆอยู่น้ำมันเกิดหมดขึ้นมากลางครันคงตกตายกันพอดี! แถมตอนนี้ตัวเองก็บินไม่ได้ด้วย! สงสัยคงต้องฝึกเหาะเหินใหม่ซะแล้วล่ะ
“คุณผู้ชายค่ะ ต้องการเครื่องดื่มอะไรหน่อยไหมค่ะ?” อันใดนั้นก็มีสาวเสียงละมุนดังขึ้นมาจากด้านข้างๆ เฉิงหยู่
เฉิงหยู่หันหน้าไปมอง ก็เห็นว่าเป็นแอร์โฮสเตจสาวสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มสีแดงส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มยืนยิ้มให้กับเขาอยู่ รอยยิ้มนั้นชวนให้คนเคลิบเคลิ้มจริงๆ แตสิ่งที่เขาแปลกใจที่สุด เสื้อผ้าที่ใส่นั้นช่างใหญ่เหลือเกิน หรือว่า…
เฉิงหยู่ตาเป็นประกาย “ถามผมหรือครับ?”
“ใช่ค่ะ คุณผู้ชายต้องการดื่มอะไรค่ะ?” ยังยิ้มอยู่ ? สวย
“ผมต้องการนม มีไหมครับ?” เฉิงหยู่ จ้องมองไปที่หน้าอกอันโดดเด่นแล้วเขาก็อุทานออกมาว่า “สะบึ๋มมาก” อู๋ฉางที่กำลังซดกาแฟอยู่ข้างๆ ถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคำนี้ ได้แต่ยิ้มแหะๆแล้วเช็ดปากที่เลอะเทอะ
“ขออภัยนะค่ะ คุณผู้ชาย บนเครื่องบินไม่มีบริการเครื่องดื่มประเภทนมค่ะเนื่องจากมีผู้โดยสารบางคนแพ้นม แล้วก็ยากต่อการเก็บรักษา ตอนนี้เราเลยมีแค่กาแฟ ชากับน้ำผลไม้เท่านั้นค่ะ ลองเลือกดูสักหนึ่งอย่างไหมคะ ” คำที่เฉิงหยู่หลุดปากออกมาไม่ได้ทำให้แอร์โฮสเตจสาวสั่นไหว ด้วยความเป็นมืออาชีพคำพูดจาบจ้วงนี้ไม่อาจทำให้เธอบกพร่องต่อหน้าที่ได้ อีกทั้งยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม
“อืม แบบนี้! ช่างน่าเสียดายจริงๆ คิดว่าจะได้บีบมันซะอีก” เฉิงหยู่ยังจ้องมองที่หน้าอกของเธอเขม็ง ทำสีหน้าเสียดาย ส่วนอู๋ฉางที่นั่งข้างๆ ถึงกลับอ้าปากค้างเหวอรับประทานกันเลยทีเดียว มันรีบแกล้งหยิบหนังสือขึ้นมาดู ทำทีว่าตนเองไม่รู้จักเฉิงหยู่ เขาไม่อยากรู้จักกับไอ้คนไร้ยางอายพรรค์นี้ ในใจรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี หรือนี่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเฉิงหยู่กันแน่! แล้วคนที่ดูเขร่งขรึมก่อนหน้าหายไปไหนหมดแล้ว?
“คุณผู้ชายต้องเลือกสักอย่างนะค่ะ เอาเครื่องดื่มนี้ไหมคะรสชาติไม่เลวเลยทีเดียว คุณจะต้องชอบแน่ เชื่อดิฉันนะค่ะ” แอร์โฮสเตจสาวสีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงแสดงท่าทีอ่อนโยน
“เอาล่ะๆ ! งั้นขอชาแก้วหนึ่งล่ะกัน! หวังว่าคราวหน้าจะได้พบกันอีกนะ บางทีอาจจะได้รับบริการเสิร์ฟนมสักครั้ง” เฉิงหยู่ หยิบแก้วชาขึ้นมา
คำพูดของเขาทำให้ผู้โดยสารรอบๆ รู้สึกสะอิดสะเอียน ช่างน่าไม่อายเสียจริงๆ ไม่เคยพบไม่เคยเห็นคนแบบนี้มาก่อน พวกเขาเกิดคำถามว่าทำไมตัวเองต้องมาร่วมเที่ยวบินกับคนน่ารังเกียจแบบนี้ด้วยนะ จนแทบอยากจะกระโดดลงจากเครื่องหนีไปให้พ้นๆจากคนแบบนี้เลยทีเดียวเชียว
ทว่าเฉิงหยู่ก็ไม่ได้สนใจสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง เขาหลับตาพริ้มแล้วดื่มชาอย่างมีความสุขสุดๆ!
จบตอน