ตอนที่ 61 บทเรียนอันน่าจดจำ
ขณะที่จางเหว่ยกำลังปั้นจักรยานไปยังหมู่บ้านอันผิงอีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้เดินมาถึงลำธารที่พวกเขามักจะนั่งพักเป็นประจำแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้น ฟู่เยี่ยนก็สังเกตได้ว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามพวกเธออยู่ซึ่งเธอได้สังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วด้วยและฟู่ต้าจวงที่เป็นถึงหน่วยสอดแนมของกองทัพก็ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหนิวชุ่ยฮวาจู่จื่อก็ได้คอยมาเดินสอดส่องอยู่ในละแวกบ้านของฟู่ต้าหย่งอยู่เป็นเวลาหลายวันแล้วเขากำลังรอให้ทุกคนออกไปจากบ้าน แต่แม้ว่าจะรอมาหลายวัน เขาก็ยังไม่พบโอกาสเลย
บ้านของฟู่ต้าหย่งนั้นมักจะมีคนอยู่บ้านเสมอและตอนนี้ยังมีฟู่ต้าจวงที่เป็นทหารอยู่ที่นี่อีกด้วย
และในที่สุดวันนี้เขาก็ได้พบว่าคนส่วนใหญ่ได้ออกจากบ้านและกำลังจะมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาเดิมทีจู่จื่อคิดว่าพวกเขาทุกคนจะออกไปด้วยกันดังนั้นเขาจึงจะใช้โอกาสนี้แอบเข้าไปในบ้านของพวกเขา
แต่แล้วเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ยังคงเป็นเวลากลางวันซึ่งเสี่ยงที่จะมีคนเห็นเขาได้ง่ายดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะสะกดรอยตามทุกคนไปเพื่อที่จะดูว่าพวกเขาขึ้นไปทำอะไรบนภูเขาหรือว่าบนภูเขาจะมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ?
แน่นอนว่าบนภูเขานั้นไม่ค่อยมีชาวบ้านขึ้นไปเท่าไหร่อยู่แล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้จู่จื่อจึงได้แอบสะกดรอยตามพวกเขาไปทันทีทั้งยังคอยรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกจับได้อีกด้วย
ทว่าการกระทำเหล่านี้กลับถูกฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วและเธอเองก็รู้สึกไม่พอใจมาก ๆ อีกด้วยซึ่งเดิมทีเธอนั้นมีความคับแค้นใจต่อหนิวชุ่ยฮวาอยู่แล้วและตอนนี้ยังต้องมาเจอกับลูกชายของหนิวชุ่ยฮวาอีกซึ่งต้องบอกเลยว่าทั้งสองคนเหมาะที่จะเป็นแม่ลูกกันจริง ๆ
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้มีความคิดที่อยากจะสอนบทเรียนให้กับเขาเพื่อทำให้เขาไม่กล้ามาเพ่นพ่านแถวบ้านของเธออีกเธอไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวของเธอแบบนี้ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้
แม้ว่าเรื่องการผลิตเหล้านั้นจะไม่ได้เป็นความลับมากนักก็ตามแต่ตอนนี้ครอบครัวของเธอยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขายมันได้อย่างถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องของการขายยันต์แคล้วคลาดอีกด้วยหากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอนเพราะเธออาจจะถูกกล่าวหาว่า ‘เผยแพร่ไสยศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว’ซึ่งเธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้เลย
ทันใดนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพี่รองของเธอที่ตอนนี้กำลังเล่นอยู่น้ำอยู่ข้าง ๆ ลำธารก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“พี่รอง มาทางนี้หน่อยสิคะ หนูมีบางอย่างจะคุยกับพี่”ฟู่เยี่ยนตะโกนเรียกฟู่เซินด้วยสีหน้าที่ดูลึกลับ
เมื่อฟู่เซินมาถึงฟู่เยี่ยนก็ได้พูดบางอย่างกับเขา และเมื่อฟู่เซินได้ฟังดวงตาของเขาก็ยิ่งเบิกกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นวิธีนี้แล้วล่ะก็จู่จื่อจะต้องได้รับบทเรียนที่น่าจดจำอย่างแน่นอน !
ในตอนนี้ทุกคนในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งก็ได้พักผ่อนจนหายเหนื่อยกันแล้วดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มออกเดินทางขึ้นไปบนภูเขาต่อ ทันใดนั้นเองจู่จื่อก็ได้สังเกตเห็นฟู่เซินและน้องสาวได้เดินแยกออกไปอีกทางซึ่งเส้นทางนั้นไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวกับฟู่ต้าหย่ง
ขณะที่สองพี่น้องกำลังจะเดินแยกตัวออกไปนั้นฟู่ต้าหย่งยังได้พูดเตือนพวกเขาให้รีบกลับมาอีกด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของจู่จื่อก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ในที่สุดโอกาสของเขาก็ได้มาถึงแล้ว !
จู่จื่อซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าและเมื่อเห็นว่าคนอื่นได้เดินหายไปหมดแล้วเขาจึงได้เดินตามไปยังทิศทางที่ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนกำลังเดินไปซึ่งเส้นทางที่สองพี่น้องกำลังมุ่งหน้าไปนั้นเป็นเส้นทางที่เหล่านายพรานมักจะไปล่าสัตว์และยังมีคนไม่มากนักที่จะรู้เส้นทางนี้
หลังจากที่ติดตามฟู่ต้าหย่งมาที่นี่อยู่หลายครั้งฟู่เซินก็จำเส้นทางของที่นี่ได้เป็นอย่างดี
ฮึ่มครั้งนี้เขาและเสี่ยวฮั่วจะต้องสอนบทเรียนอันน่าจดจำให้กับจู่จื่ออย่างสาสม
ส่วนทางด้านจู่จื่อก็ได้แหวกพงหญ้าออกก่อนจะรีบเดินตามไปทันที ซึ่งขณะที่เขากำลังสะกดรอยตามอยู่นั้น เขายังคงแอบก่นด่าอยู่ในใจและรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทำไมเขาถึงไม่เคยเข้ามาในที่แห่งนี้มาก่อนเลยล่ะมันเป็นถนนที่เดินยากมาก ทั้งยังเป็นป่ารกอีกด้วยฉะนั้นจะต้องมีบางอย่างถูกซ่อนอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน !
ในตอนนี้ จู่จื่อกำลังคิดว่าเขาได้ค้นพบความลับบางอย่างเข้าแล้วจึงทำให้เขามีแรงกระตุ้นมากขึ้น ส่วนทางฟู่เยี่ยนและฟู่เซินแม้ว่าทั้งสองจะเคยมาที่แห่งนี้แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ถูกหญ้าที่อยู่ตามข้างทางบาดซึ่งมันทำให้เกิดอาการคันพร้อมกับมีผื่นแดงขึ้นทั่งร่างกายเต็มไปหมด
จู่จื่อเองก็เดินไปด้วยเกาไปด้วยเช่นกันซึ่งขณะที่เขากำลังเดินอยู่นั้น ก็ได้ยินสองพี่น้องพูดคุยกันว่า
“พี่รอง มันอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอคะ ? พี่แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้ฟังผิด? ”
“แน่ใจสิ พ่อเป็นคนบอกฉันเองว่ามันอยู่ที่นี่เราลองมาช่วยกันหามันดูก่อนดีกว่า”
“พี่รอง ดูนั่นสิ ใช่ที่นั่นหรือเปล่า ? ”
“ดูเหมือนว่าจะใช่นะ เรารีบไปขุดมันกันเถอะ ! ”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้จู่จื่อก็รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว ! ในที่สุดเขาก็หาเจอแล้ว ! เยี่ยมมากชีวิตต่อจากนี้ของเขาจะต้องเป็นชีวิตที่ดีมากอย่างแน่นนอน !
ตอนนี้เขากำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ซึ่งเขาต้องทนกับอาการคันและผื่นแดงที่ขึ้นตามร่างกายอยู่แบบนั้นโดยไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ทำไมถึงได้นานขนาดนี้กันล่ะ ?
“พี่รอง พ่อให้เราเอามันไปแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นเราเอามันไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว รีบไปกันเถอะค่ะ”
“อืม ฉันจะฝังมันเอาไว้ เผื่อมีใครผ่านไปผ่านมา จะได้หามันไม่เจอ”
เมื่อจู่จื่อได้ยินว่าสองพี่น้องกำลังจะกลับออกไปเขาจึงได้รีบซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าอีกครั้ง และเมื่อเสียงฝีเท้าหายไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ คลานออกมาจากพงหญ้าก่อนจะรีบวิ่งไปยังจุดที่สองพี่น้องขุดบางอย่างเมื่อครู่นี้ทันที
จู่จื่อมองไปยังหลุมที่เพิ่งถูกกลบทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวและอยากจะเข้าไปขุดมันขึ้นมาเสียเดี๋ยวนี้เลยแต่ขณะที่กำลังวิ่งเข้าไปนั้น เขาก็รู้สึกว่าร่างของเขากำลังจะล้มลง !
ทันใดนั้นเอง จู่จื่อก็ได้ตะโกนออกมาก่อนที่เขาจะตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่เขาโกรธมากจนตอนนี้ตัวเขาเองเริ่มหายใจไม่ค่อยออกแล้ว
ในตอนนี้ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนที่เพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจนจึงรู้ได้ทันทีว่าเขาตกลงไปในหลุมพรางแล้ว ทั้งสองจึงได้หันมามองหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งกลับไปหาฟู่ต้าหย่ง
ส่วนจู่จื่อที่คิดว่ามันคือสมบัตินั้นตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าสิ่งที่ฟู่เซินพูดถึงเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่ต้นราสเบอร์รี่เท่านั้น
ตอนที่อยู่ริมลำธารฟู่เยี่ยนได้คุยกับฟู่เซินคุยกันถึงการมาที่นี่ในครั้งก่อนซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้เจอต้นราสเบอร์รี่เข้าโดยบังเอิญ ทว่าเมื่อหลายปีก่อนที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยกับดักล่าสัตว์ของนายพรานแต่ฟู่ต้าหย่งก็ได้เอาอาวุธอันตรายในกับดังเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฟู่เซินก็ดูหงุดหงิดเป็นอย่างมากเพราะครั้งหนึ่งนั้นเขาเคยคิดที่จะหลอกฟู่ซินให้ติดกับดักนี้เช่นกันแต่ไม่คิดเลยว่าฟู่ซินจะไหวตัวทันและกลับกลายเป็นเขาเองที่ถูกหลอกให้ตกลงไปในกับดักแทน
แม้ว่ากับดักจะมีขนาดใหญ่พอสมควรแต่ก็ยังมีเสาที่สามารถปีนขึ้นมาได้อย่างสบาย ๆดังนั้นมันจึงไม่ได้อันตรายอะไรมากนักแต่สิ่งที่ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่จู่จื่อตกลงไปในนั้นเขากลับโกรธจนหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนก็ได้ตามฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆ ทัน ซึ่งก่อนหน้าที่ตอนที่อยู่ริมลำธารฟู่เยี่ยนยังได้แอบพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงบนหญ้าที่อยู่ข้างลำธารเอาไว้ทำให้ตอนนี้เธอแทบจะทนรอแกะที่จะมาเล็มหญ้าไม่ไหวแล้ว
ส่วนฟู่ต้าจวงนั้นกลับได้ยินตะโกนของจู่จื่อดังแว่วเข้ามาในหูของเขาแม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ไกลมากก็ตามหากดูจากการกระทำก่อนหน้านี้ของหลานชายและหลานสาวแล้วความคิดหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินได้มาถึงยังสถานที่ที่ทุกคนกำลังตัดไม้แล้วก่อนจะพบว่าที่นี่มีเพียงฟู่ต้าจวงที่รอพวกเขาอยู่เท่านั้นส่วนฟู่ต้าหย่งได้พาฟู่เหมี่ยวและคนอื่น ๆ เดินล่วงหน้าไปแล้ว
“ไปทำอะไรมา ? ” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับมองไปยังหลานทั้งสองคนด้วยดวงตาที่เฉียบคม
“พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยครับพวกเราก็แค่ไปเก็บราสเบอร์รี่เพื่อที่จะเอากลับไปปลูกที่บ้านเท่านั้นเอง”ฟู่เซินพูดพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอารองเลยด้วยซ้ำ
“คงไม่ได้หลอกจู่จื่อไปตกกับดักหรอกใช่ไหม ? ” เมื่อเห็นท่าทางของหลานชายฟู่ต้าจวงจึงได้เอ่ยถามออกไป
“คือว่า... อ่า...” ฟู่เซินที่เห็นสีหน้าของฟู่ต้าจวงก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก
ในตอนแรกนั้น สองพี่น้องคิดว่าอารองจะถามต่อแต่จู่ ๆ เขาก็ได้บอกให้พวกเขาเดินตามไปโดยไม่ถามอะไรอีกฟู่เซินและฟู่เยี่ยนจึงหันมามองหน้ากันพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ทันทีที่มาถึงเขาก็พบว่าฟู่ต้าหย่งได้ตัดไม้เป็นท่อนเล็ก ๆ และกำลังมัดมันเข้าด้วยกันอยู่ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ได้พาน้อง ๆ เก็บใบไม้เล่นอยู่บริเวณใกล้ ๆ
“พี่ใหญ่ ตัดเสร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ ? ”
“อืม เรียบร้อยแล้วล่ะ เหลือแค่มัดมันเข้าด้วยกันเท่านั้นเองเราจะได้รับกลับยังไงล่ะ พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จางเหว่ยจะมาหาเราที่บ้านเรามีเวลาไม่มากแล้ว รีบลงจากภูเขาจะดีกว่า”
“อืม ให้ฉันช่วยเถอะ เสี่ยวมู่ นายเองก็รีบมาช่วยด้วยสิ ! ”หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าจวงและฟูเซินก็ได้เข้าไปช่วยจากนั้นพวกเขาก็ได้เก็บกวาดบริเวณนั้นให้เรียบร้อย
ขณะที่กำลังจะออกเดินทางนั้นฟู่ต้าหย่งก็ได้สั่งให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว ดูเด็ก ๆ ข้างหลังส่วนเขาและฟู่ต้าจวงจะออกเดินนำไปก่อนซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่เขาได้รับในการมาตัดไม้ก่อนหน้านี้เสี่ยวฮั่วมักจะทำให้เขาประหลาดใจเสมอเลย และไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็นสัตว์ชนิดไหนที่ติดกับดัก
ซึ่งอีกไม่กี่วันฟู่ต้าจวงก็จะต้องเดินทางกลับแล้วดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงคิดที่จะหาของฝากให้น้องชายของเขาได้นำมันกลับไปด้วยนั่นเอง
แต่ก่อนที่จะเดินไปถึงลำธารพวกเขาก็ได้กลิ่นคาวของเลือดโชยมาตามสายลม !