เสียงเลี้ยงฉลองสวนเสเฮฮาสำหรับวันสิ้นปี หยุดไปประมาณเที่ยงคืน เป็นสัญญาณว่าการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว
เธอนอนฟังเสียงเพลงและความครื้นเครงโดยอดที่จะยิ้มอย่างเศร้าใจคนเดียวไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครตั้งตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เธอเฝ้าภาวนาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ให้สิ่งที่เธอเคยเผชิญมาเป็นแค่เพียงความฝันของเธอคนเดียว
ร่างบางนอนเบิกตาโพลงบนเตียงกว้างใหญ่ ความคิดมากมายสับสนปนเปกันในหัว ความหนักอึ้งกดทับลงบนหัวใจ ความหวาดกลัวแทรกซึมเข้ามาตามผิวกายทำให้หนาวสั่น เฝ้าคิดทบทวนว่าเธอพลาดอะไรไปบ้างหรือเปล่า ความพร้อมที่เธอเตรียมไว้จะเพียงพอไหม เธอจะมีกำลังเพียงพอที่จะสามารถปกป้องทุกๆ คนที่เธอรักได้หรือเปล่า เธอพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอไม่สามารถหลับตาลงได้ กว่าเธอจะเผลอหลับไปก็เป็นเวลาเกือบค่อนเช้า…..
เธออยู่ในห้วงของความฝันไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีเมื่อมีเสียงดังของคนพูดคุยกันอยู่บริเวณลานบ้าน
อ้ายฉิงสะดุ้งสุดตัว….
คำถามแรกที่เธอถามกับตนเองเมื่อเธอตั้งสติได้ คือ…. นี่เวลากี่โมงแล้ว…
ตั้งแต่ย้อนกลับมาเธอไม่เคยหลับลึกไปขนาดนี้ เธอจะมีสตินึกรู้กับตนเองตลอดเวลาด้วยความเคยชินจากในอดีต สงสัยในเวลาที่ผ่านมา เธอจะทำงานหนักจนเกินไปทำให้เธออ่อนเพลียและหลับลึกไป จนไม่รู้สึกตัวขนาดนี้ มือบางควานหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อกดดูเวลา
11.55 น.
นี่มันเลยเวลาที่จะเกิดปรากฏการณ์แห่งหายนะครั้งแรกมาแล้วนี่…. เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้วปรากฏการณ์นี้เกิดในช่วงเวลาตอนเช้าตรู่ของวัน ที่ผู้คนออกไปข้างนอกเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่และเที่ยวกับครอบครัว
แสดงว่า….
ในชาตินี้มันจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างที่เธอเคยประสบพบเจอมาใช่ไหม????
ตึกๆ ตึกๆ ….
เธอรู้สึกหัวใจพองโต ที่จะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายอย่างในอดีต เธอได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้นยินดี
ไม่นานหูของเธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนในบริเวณลานบ้าน เท้าเรียวสวยก้าวลงจากเตียงจุดมุ่งหมายคือหน้าต่างที่อยู่ภายในห้องนอนของเธอ มือบางเอื้อมไปเปิดผ้าม่านออกดู
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เธอตกใจจนแทบสิ้นสติ ……
ท้องฟ้าที่เมื่อวานยังเห็นเป็นสีฟ้าที่สวยสดใส แต่ที่ปรากฏให้เห็นตอนนี้กลับเป็นสีมืดดำที่ดำสนิทราวกับมีใครนำสีไปทาไว้
เธอสังเกตเห็นจากหน้าต่างชั้นบนในห้องนอนของเธอ ว่ามีฝูงนกบินอยู่บนท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก และสัตว์ต่างๆ พากันวิ่งหนีอย่างสับสนอลหม่าน คนงานของเธอเป็นจำนวนมากออกมาชี้ชวนกันให้ดูท้องฟ้าในบริเวณกลางลานที่โล่งแจ้ง
ไวเท่าความคิด ร่างบอบบางวิ่งลงจากชั้นบนมาที่ลานหน้าบ้านด้วยเท้าที่เปลือยเปล่า
ที่ลานบ้าน….เธอเห็นร่างทั้งสองที่เธอคำนึงถึงและห่วงหาอยู่ทุกขณะจิต เท้าทั้งสองไม่รอช้ารีบพาร่างกายของเธอวิ่งตรงไปหาพวกเขา เธอต้องการมองเห็นให้แน่ใจว่าทั้งสองไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ
ชายมีอายุรูปร่างสมาร์ทหันกลับมาทันเห็นร่างที่คุ้นตาพุ่งเข้าทางนี้ ปฏิกริยาตอบสนองอัตโนมัติของร่างกายของเขาคือการยกแขนแกร่งขึ้นพื่อรับร่างบางที่พุ่งเข้ามาในอ้อมกอดแบบไม่ทันตั้งตัว
“เจ้าตัวเล็กของป๊าเป็นอะไร” เขาก้มลงเพื่อที่จะถามคนที่อยู่ในวงแขนของตนเอง
“วิ่งมาอย่างงี้ ป๊าตกใจหมด หากล้มไปเจ็บตัวจะทำอย่างไร หือออ”
“ทำไมน้องไม่ใส่รองเท้าก่อนออกมา วิ่งเท้าเปล่าออกจากบ้านมาอย่างนี้ได้อย่างไร”
ทั้งสามยังไม่ทันที่จะซักไซ้ไล่เรียงอะไรกันมากมาย ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อปรากฏเสียงดังกัมปนาทขึ้นในขอบเขตของการได้ยิน
ครื้นนนนน ครื้อออนนนนนน……..
เสียงครื้ดดดดังยาวสนั่น พร้อมกับแผ่นดินที่เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ท้องฟ้ามืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ในระยะไกล
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณด้วยความตื่นตระหนก
กรี๊ดดด……
โอ้ยยยย……..
เฮ้ยยยย…..
เสียงหวีดร้องดังขึ้นรอบด้าน แผ่นดินที่สั่นไหวทำให้คนทั่วบริเวณไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ แรงสะเทือนใต้ฝ่าเท้าที่ยืนอยู่ทำให้หัวใจจมดิ่ง ขณะที่พื้นเบื้องล่างเริ่มสั่นสะเทือนแรงขึ้นทีละวินาที
ขณะพยายามทรงตัว เสียงกระจกสั่นครืนดังระงม เธอได้ยินเสียงของตกแต่งบนชั้นล้มระเนระนาด เธอเหลือบไปเห็นหนังสือในห้องโถงที่เธอเปิดประตูค้างไว้หล่นจากชั้นราวพายุพัด เสียงเฟอร์นิเจอร์เสียดสีกับพื้นดังกึกก้องตามแรงสั่นที่ไล่ขึ้นมาถึงผนังและเพดาน
เสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ทำหน้าที่ของมันทันทีแต่ก็อดที่จะแกว่งไปมาราวกับจะสามารถแตกออกได้ทุกเมื่อ ฝุ่นผงพัดปลิวไปทั่วทั้งบริเวณ ต้นไม้บางต้นล้มระเนระนาด สิ่งปลูกสร้างเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างพังครืนลงมา
เสียงไซเรนจากภายนอกเริ่มดังขึ้นให้ได้ยิน เสียงโครมครามดังขึ้นทั่วบริเวณทำให้เธอกัดฟันแน่น กำมือแนบอกอยู่ในอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดเธอไว้ พลางภาวนาให้ทุกคนที่เธอรักปลอดภัย ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงแห่งความหวาดหวั่น
การสั่นสะเทือนเกิดติดต่อกันอีกหลายครั้ง ท่ามกลางผู้คนที่หมอบลงแนบพื้น ไม่สามารถยืนทรงตัวอยู่ได้ ราวกับจะถูกพลังของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่บังคับให้หมอบกราบยอมศิโรราบต่อสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยความสดุดี
โลกทั้งใบเหมือนสั่นสะเทือนด้วยแรงที่ไร้ความปรานี….
เหมือนเวลาหมุนผ่านนานชั่วกัปชั่วกัลป์ แรงสั่นสะเทือนที่สร้างความเสียหายยังมหาศาลที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ค่อยๆ เบาบางลง
ร่างที่ยังมีชีวิตค่อยๆ ยืนขึ้นท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของความเสียหายที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ พลังที่แสดงออกมาให้เห็นว่ามนุษย์ตัวจ้อยไม่มีทางที่จะต้านทานได้เลย …. เสียงร้องระงมดังขึ้นทั่วบริเวณจากความเจ็บปวดที่ได้รับ หรือร้องอาลัยให้กับร่างที่ดับสูญ……ไปกับความมืดที่ยังกลืนกินโลกอันเป็นที่รักของเราอยู่…..
ขณะที่เกิดปรากฎการณ์นี้…..บางสถานที่ในหลายมุมทั่วโลก…
เกิดเหตุการณ์ประหลาด ท่ามกลางรอยแยกขนาดใหญ่ที่ฉีกผ่านพื้นดินราวกับแผลสดของโลกนั้น ปรากฏแสงเรืองรองสีม่วงน้ำเงินฉายวาบขึ้นจากความมืดเบื้องล่าง ราวกับบางสิ่งกำลังหายใจอยู่ใต้พื้นผิวของโลก หินชนิดหนึ่งค่อย ๆ โผล่พ้นขึ้นมา ท่ามกลางกลุ่มไอร้อนและฝุ่นละอองที่ลอยกระจายรอบขอบแผ่นดินที่แตกร้าว
มันไม่เหมือนหินทั่วไป ผิวของมันเนียนราวกระจก แต่กลับแฝงด้วยเส้นลวดลายคล้ายสายฟ้า ที่เรืองแสงจาง ๆ จากภายในราวกับมีชีวิต สีของหินนั้นเปลี่ยนไปตามมุมที่แสงตกกระทบ บางครั้งเป็นม่วงเข้ม บางคราวเป็นน้ำเงินคราม หรือไม่ก็เปล่งประกายสีเงินวูบวาบคล้ายแสงดาว
พื้นผิวของมันเย็นเฉียบแม้อยู่ท่ามกลางไอร้อนจากรอยแยก และมีแรงสั่นสะเทือนเต็มไปด้วยพลังงานเบา ๆ แผ่ออกมาจากใจกลางของก้อนหินนั้น คล้ายมันมีจังหวะการเต้นของหัวใจที่สอดคล้องกับแผ่นดิน มวลพลังงานลึกลับบางอย่างแผ่ซ่านออกมา ทำให้แม้แต่ต้นหญ้ารอบ ๆ ยังเอนตัวหลบคล้ายหวาดกลัว
ภายหลังที่ผู้คนมีการค้นพบมัน นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามันคือหินอะไร???
แต่มันถูกกู้เก็บรวบรวมเพื่อนำกลับมาวิจัยในห้องแลปที่ใหญ่ที่สุดของศูนย์วิจัยสหประชาชาติ มันถูกเรียกขานในภายหลังว่า “เทมโพไลต์” Tempolite ซึ่งหมายถึง "หินพลังงานชีพจรของเวลาโลก" เนื่องจาก เทมโพไลต์ ถูกค้นพบว่ามันขึ้นมาปรากฎสู่พื้นโลกตามรอยแยกของเปลือกโลก หลังจากที่มีปรากฎการณ์ของแผ่นดินไหวที่รุนแรง
หลังจากการเก็บกู้เทมโพไลต์ นักจัยทั้งหลาย พบว่ามันเป็นหินที่มีพลังงานแปลกประหลาดบางอย่างในตัว และมันยังแผ่พลังงานบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามันคือพลังงานอะไรออกมา ฉะนั้นนานาชาติจึงนำมันกลับมาทำการวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อจะค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ของ หินเทมโพไลต์
และหินที่ถูกค้นพบนี้ “เทมโพไลต์” จะนำความหวังที่แฝงด้วยหายนะมาสู่โลกอย่างแท้จริงอย่างที่ใครๆ ก็ไม่คาดคิด…..