อาจารย์ดูตื่นตระหนกขึ้นมากะทันหันซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน
ตั้งแต่รู้จักอาจารย์มาเขามักจะมีนิสัยหงุดหงิดง่าย แต่ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวแบบนี้มาก่อนโดยเฉพาะ เพราะของแค่ร่มคันหนึ่ง
“อาจารย์เป็นอะไรไป!” ผมพูดพลางหยิบร่มสีดำขึ้นจากพื้น
อาจารย์สูดลมหายใจลึกใบหน้าของเขาดูแปลกประหลาดขณะจ้องมองร่มในมือผม “ฉันรู้แล้วว่าทำไมร่มนี่ดูไม่ปกติ…ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นของวิเศษจากตึกเก้าศพ”
“ของวิเศษ?” ผมขมวดคิ้วถามอย่างงุนงง
อาจารย์พยักหน้า“ร่มนี่ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยกระดาษร่ม โครงร่ม วัสดุที่ใช้สร้างล้วนไม่ใช่ของที่พบได้ทั่วไปที่สำคัญ…มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางสร้างมันขึ้นมาได้! ถ้าฉันดูไม่ผิด ร่มนี้มีชื่อว่า‘ร่มปรภพ’”
“ร่มปรภพ…?” ผมอุทานอย่างตกใจ
อาจารย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ใช่! วัสดุของร่มนี้พิเศษมาก ไม่เปียกน้ำไม่ติดไฟ แม้แต่มีดกรีดก็ไม่ขาด”
“ผู้ที่ถือร่มนี้สามารถหลบซ่อนจากแสงอาทิตย์และเดินในแดนปรโลกได้วิญญาณที่มีร่มนี้สามารถออกมาเดินท่ามกลางแสงแดดได้เช่นกัน มันถึงถูกเรียกว่า‘ร่มปรภพ’ หรืออีกชื่อหนึ่ง ‘ร่มแห่งคนตาย’”
“โดยปกติแล้ว ไม่มีใครสามารถแตะต้องมันได้…ใครแตะ คนนั้นตาย”
“ฮะ! เอ่อ นี่…”
ผมมองร่มในมือด้วยความตกตะลึง
แต่ลึกๆผมเชื่อว่าเสี่ยวอวี่ไม่มีทางทำร้ายผมแน่
เหมือนอาจารย์รู้ว่าผมกำลังคิดอะไรเขาจึงพูดต่อ “อย่าตกใจไป ฉันพูดถึงแค่คนทั่วไปเท่านั้นร่มนี้ ถึงแม้จะถูกเรียกว่าร่มปรภพหรือร่มแห่งคนตายแต่ก็มีบางคนที่มีชะตาพิเศษสามารถถือมันได้ เช่นคนที่เกิดมาพร้อมโชคชะตา ‘เจ็ดหยิน[1]’‘แม่น้ำเหลือง[2]’‘ตี้จั่ง[3]’หรือแม้แต่ ‘สี่มหาเคราะห์’ อย่างนาย คนพวกนี้สามารถใช้ร่มนี่ได้โดยไม่ถูกพลังอาฆาตบนร่มกัดกิน”
ผมถอนหายใจโล่งอกว่าแล้ว…เสี่ยวอวี่ไม่มีทางทำร้ายผมแน่
ที่แท้ร่มที่เธอให้ผมก็มีที่มาเช่นนี้
แต่อาจารย์ยังคงมีสีหน้าหนักใจ“เสี่ยวเจียง ร่มนี่นายได้มายังไง”
“เสี่ยวอวี่ให้ผมมา เธอบอกให้ผมพกติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัว” ผมตอบตามตรง
เมื่ออาจารย์ได้ฟังคิ้วของเขากระตุกทันที “แต่เธอ…ไม่ใช่ว่าถูกขังอยู่ในตึกเก้าศพเหรอเธอหนีออกมาได้? หรือว่านายกลับไปที่ตึกนั้นอีก?”
ผมส่ายหน้า“ผมไม่ได้ไปที่ตึกเก้าศพร่มนี่เป็นของที่เสี่ยวอวี่นำออกมาให้ผมเอง แต่ที่ออกมาไม่ใช่ร่างจริงของเธอ”
“เธอยังบอกอีกว่า สิ่งที่อยู่ใต้ตึกนั้นอาจสังเกตเห็นผมแล้วและยังบอกว่าผมเป็น ‘กุญแจ’”
ผมหันไปมองอาจารย์ด้วยแววตาสงสัย“อาจารย์ ที่ใต้ตึกเก้าศพมีอะไรแล้วทำไมดวงชะตาของผมถึงเป็นกุญแจ?”
อาจารย์มีสีหน้าหนักใจเขาถอนหายใจ ก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึม “ความจริงแม้แต่ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามีอะไรอยู่ที่ใต้ตึกนั้น สิ่งเดียวที่รู้คือ…มีอาถรรพ์ร้ายถูกกักขังอยู่ที่นั่นและการที่สร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาบนพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญมันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้พลังหยางของเหล่านักเรียนกดทับเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านล่าง”
“ลุงจางซานเป็นผู้ดูแลที่สืบทอดหน้าที่นี้มาหลายรุ่นภายในตึกนั้นมีความลับซ่อนอยู่มากมาย แม้แต่ฉันก็ไม่เข้าใจทั้งหมด”
อาจารย์มองผมด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ในเมื่อเด็กคนนั้นพูดแบบนี้ ต่อไปนายต้องปกป้องตัวเองให้ดีห้ามเปิดเผยวันเดือนปีเกิดของตัวเองให้ใครรู้โดยเด็ดขาด”น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความกังวล
แม้แต่เขาเองยังไม่รู้ว่าใต้ตึกนั้นซ่อนอะไรไว้แล้วมันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวแค่ไหนกันแน่
แต่ผมก็พยักหน้ารับคำสั่งอาจารย์อย่างหนักแน่น
จากนั้นผมนึกถึงสิ่งที่เสี่ยวอวี่บอกผมก่อนจากลา“อาจารย์ เสี่ยวอวี่บอกผมว่าถ้าหาศพพยาบาทเบญจธาตุได้ เธออาจสามารถออกจากตึกเก้าศพได้”
“ศพพยาบาทเบญจธาตุ?”อาจารย์เบิกตากว้าง ดวงตาฉายแววตื่นตระหนก
“อาจารย์ ศพพยาบาทเบญจธาตุนี่คืออะไรแล้วจะหามันได้จากที่ไหน”
ผมแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมันเลย จึงหวังว่าจะได้คำตอบจากอาจารย์
อาจารย์สูดหายใจลึก สีหน้าหนักใจ “โดยปกติศพพยาบาทหนึ่งธาตุก็ร้ายกาจมากแล้วแต่ศพพยาบาทเบญจธาตุหมายถึงศพที่รวมพลังของธาตุทั้งห้า ทอง ไม้ น้ำ ไฟและดินเอาไว้ แบบนี้ฉันเองก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อน”
“แต่ถ้ามันมีอยู่จริงล่ะก็นั่นคงเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด มันมีครบทั้งห้าธาตุ ไม่มีธาตุใดขาดนั่นหมายความว่า ศพแบบนี้ไร้จุดอ่อนโดยสิ้นเชิง”
“ความอาฆาตถึงขีดสุด ความร้ายกาจก็เช่นกันพันปีอาจไม่มีปรากฏขึ้นมาสักตน และหากมีจริงล่ะก็...เกรงว่าคงยากจะรับมือ!”
ได้ยินดังนั้น หัวใจของผมพลันหนักอึ้ง
แม้แต่นักพรตระดับสูงอย่างอาจารย์ยังแสดงสีหน้าเช่นนี้เมื่อได้ยินชื่อ‘ศพพยาบาทเบญจธาตุ’
แล้วผมที่พลังฝึกตนแค่นี้เล่า
แต่ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนผมก็ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปให้ถึง
ตบะไม่พองั้นผมจะฆ่าวิญญาณร้ายให้มากขึ้น
ตราบใดที่ผมสะสมปราณต้นกำเนิดได้เพียงพอพลังฝึกตนของผมย่อมพัฒนาขึ้นเอง
สักวันหนึ่ง…ผมต้องช่วยเสี่ยวอวี่ออกจากตึกเก้าศพให้ได้ช่วยเธอออกจากสถานที่อันชั่วร้ายและลี้ลับนั่น
อาจารย์เห็นผมนิ่งเงียบจึงเอ่ยถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ผมเล่าทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
ตั้งแต่เมื่อคืนที่ไปยังป้ายรถบัสถงซินได้พบร่างจำแลงของเสี่ยวอวี่ ได้รับร่มสีดำมา เรื่องที่เธอพูดกับผมทุกอย่างรวมถึงเหตุการณ์ที่ผมได้ไปพักโรงแรม และช่วยเหลือวิญญาณจูเจินเจิน
ผมเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบัง
อาจารย์ฟังจบก็ถอนหายใจยาวก่อนใช้มือข้างหนึ่งคำนวณดวงชะตา
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมาด้วยเสียงหนักแน่น
สุดท้ายก็บอกว่าผมกับเสี่ยวอวี่มีทัณฑ์รักติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ซ้ำยังมีกรรม...
กรรมอะไรนั้นเขาไม่ได้พูดต่อ กลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
อาจารย์บอกว่ายันต์สีดำที่ผมเห็นบนร่างของจูเจินเจินในโรงแรมอาจเป็น‘ยันต์เลี้ยงศพ’
ศพที่ผมเห็นอาจไม่ได้ถูกซ่อนเอาไว้เพียงเพื่อปิดบังอาชญากรรม
มีความเป็นไปได้สูงว่ามีคนจงใจเลี้ยงศพนั้นเอาไว้
สถานการณ์ที่ผมบอกอาจารย์คล้ายกับ‘ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิต’ ทางแถบเซียงซี
อาจารย์อธิบายว่าศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิตคือการใช้พลังชีวิตและไอมนุษย์เลี้ยงศพซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงศพด้วยพลังจากพื้นดินหรือไอศพตามปกติ
ไม่เช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นห่อศพด้วยพลาสติกถนอมอาหารและซ่อนไว้ในโรงแรม
โรงแรมนั้นเต็มไปด้วยไอมนุษย์
ซ้ำยังใช้ยันต์เลี้ยงศพเพื่อให้มั่นใจว่าศพจะไม่เน่า
ส่วนการซ่อนศพไว้ใต้อ่างอาบน้ำก็เพื่อให้ดูดซับพลังชีวิตจากแขกที่เข้าพักได้มากขึ้น
พอถึงเวลาที่เหมาะสมศพที่ถูกเลี้ยงจนสำเร็จจะกลายเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ควบคุม
ศพที่ถูกเลี้ยงด้วยวิธีนี้แทบไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาเลยเพียงแต่มันไม่มีจิตใจ ไม่มีความคิด เป็นแค่หุ่นเชิดที่ไร้วิญญาณ
ที่น่ากลัวกว่านั้นศพที่ใช้ในศาสตร์นี้ต้องเป็นศพของคนที่ตายอย่างทรมานและต้องเป็นคนที่ถูกปล่อยให้เลือดไหลจนแห้งเหือด
ทุกเงื่อนไขที่ผมพบตรงกับสิ่งที่อาจารย์บรรยายถึงศาสตร์นี้ทุกประการ
ตอนแรกผมคิดว่าแฟนเก่าของจูเจินเจินแปะยันต์ไว้แค่เพื่อป้องกันแมลงและซ่อนกลิ่นศพ
แต่ตอนนี้…ดูเหมือนเขาตั้งใจฆ่าเธอเพื่อนำไปใช้ในศาสตร์เลี้ยงศพโดยเฉพาะ
“อาจารย์ แบบนี้แปลว่าแฟนเก่าของจูเจินเจินเป็น ‘ผู้เลี้ยงศพ’ ใช่ไหม” ผมถามออกไปอย่างตกตะลึง
อาจารย์พยักหน้า“เกือบจะแน่นอนนายควรจับตาดูเรื่องนี้ให้ดี”
พูดจบอาจารย์มองไปที่ร่มสีดำในมือผมอีกครั้ง
“ร่มนี่ไม่ติดไฟ ไม่เปียกน้ำ และมีพลังป้องกันสูงสุดเป็นเครื่องรางป้องกันที่ดีที่สุดที่นายจะมีได้ เก็บรักษามันให้ดีล่ะฉันแนะนำให้หากระดาษดำมาหุ้มร่มไว้ชั้นหนึ่งเพื่อกันไม่ให้คนในวงการจำมันได้จะได้ไม่ก่อปัญหาโดยไม่จำเป็น”
ผมมองร่มปรภพในมือรู้ซึ้งถึงคุณค่าของมัน
นี่คือสมบัติล้ำค่าที่เสี่ยวอวี่มอบให้
ผมพยักหน้า“อาจารย์วางใจได้ เดี๋ยวผมจะหากระดาษดำมาห่อมันไว้”
อาจารย์พยักหน้ารับคำก่อนหันกลับไปดูแลตู้ปลาใบใหญ่ของเขาต่อ
ส่วนผมหิ้วกระเป๋าเดินขึ้นไปที่ห้องพักบนชั้นสอง
ทันทีที่ผมเดินมาถึงประตูห้องเสียงบางอย่างก็ดังมาจากห้องข้างๆ ห้องซึ่งอาจารย์ล็อกไว้แน่นหนา
“แปะ…แปะ…แปะ…”
เสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงคนกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ในห้องข้างๆ…
[1] ดวงเจ็ดหยิน หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตามีธาตุหยินใน เวลา-วัน-เดือน-ปีเกิดตามหลักการดูชะตาแปดอักษรเยอะผิดปกติ ส่งผลให้พลังชีวิตอ่อนแอ เห็นสิ่งลี้ลับง่ายและดึงดูดวิญญาณ
[2] ดวงแม่น้ำเหลือง หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตาธาตุตกตำแหน่งตายหลายจุด(เป็นขั้นกว่าของดวงเจ็ดหยิน) ส่งผลให้ความตายเข้าหาบ่อยๆ มีชะตาตายก่อนวัยอันควร
[3] ดวงตี้จั่ง หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตามีธาตุหยินเยอะ (พอๆ กับดวงเจ็ดหยิน)แต่มีธาตุน้ำหรือดินเสริมหนุน มักจะมีวิญญาณมาข้องแวะขอความช่วยเหลือบ่อยๆตามชื่อของดวงชะตา (ตี้จั่ง หรือ พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์เป็นพระโพธิสัตว์ผู้คอยโปรดวิญญาณในยมโลก ท่านทรงตั้งปณิธานไว้ว่า ตราบใดที่ขุมนรกยังมีสรรพสัตว์รับทุกข์อยู่ท่านจะไม่เข้าสู่พุทธภูมิ)