บทที่ 21หมัดขั้นเชี่ยวชาญ
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆเกล็ดขาวโพลนกดกิ่งไห่ถังจนโค้งต่ำกลบฝังพื้นอิฐเขียวในลานเรือนจนเหลือเพียงความเวิ้งว้าง
เฉาเฟิงพาจ้าวเทียนซิงออกไปเมืองทางใต้แล้วเห็นว่าพาไปพบยอดฝีมือเพื่อเรียนวิชาธนูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปราณโลหิต
จ้าวเทียนซิงมีพื้นฐานการยิงธนูที่ดีอยู่แล้วหากได้วิชาที่เหมาะสม พละกำลังย่อมก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนลู่เฟิงเองก็ยินดีกับสหายไม่น้อย
'เมื่อเทียนซิงเรียนสำเร็จข้าก็สามารถใช้แต้มพลังวิญญาณศึกษาประสบการณ์ยิงธนูของเขาได้'
เขาคิดพลางยิ้มออกมาและทอดสายตามองแผงระบบ
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 299/300 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
เหลืออีกเพียงแต้มเดียวก็จะทะลวงขั้น!
ลู่เฟิงก้าวออกไปกลางลานตั้งท่าร่างหมัดสิบสองรูปแบบทันที
ลมหมัดอันหนักหน่วงปะทะความหนาวเย็นพัดพาเกล็ดหิมะให้หมุนวนเป็นเกลียว ทุกย่างก้าวมั่นคงดุจศิลาทุกหมัดเชื่องช้าแต่ซ่อนคม เสียงลมหายใจสอดรับกับการเคลื่อนไหวอย่างเด่นชัด
ฮ่า! ฮู่!
จังหวะหมัดเริ่มเร่งความเร็วขึ้นฝ่ามือราวกับคมดาบผ่ารัตติกาล กำปั้นดุจลูกศรทะลวงเหล็กกล้าแรงลมบดขยี้เกล็ดหิมะรอบกายจนแตกกระจาย ราวหยกละเอียดปราณโลหิตภายในร่างคำรามกึกก้องดุจสายน้ำหลาก
ตูม!
ผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชาร่างของลู่เฟิงสั่นสะท้าน กระแสความร้อนสายหนึ่งพุ่งทะยานจากตันเถียนกวาดผ่านทั่วทั้งร่างในพริบตา
[ค่าประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+7][ทักษะ: หมัดสิบสองรูปแบบ(ขั้นเชี่ยวชาญ) ความคืบหน้า: 6/800 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
การทะลวงขั้นในครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งอย่างสิ้นเชิงนอกจากภาพเงาหมัดนับไม่ถ้วนที่ผุดขึ้นในจิต ความเจ็บแสบร้อนยังลามไปทั่วอวัยวะกระดูก และเส้นลมปราณ
แม้แต่ดวงตาก็ปวดแปลบราวถูกเข็มแทงลู่เฟิงกัดฟันแน่น หลับตานิ่งเพื่อรับความเข้าใจอันลึกซึ้งที่หลั่งไหลเข้ามา
ครู่ต่อมาเมื่อเขาลืมตาขึ้นแรงกดดันอันดุดันก็ระเบิดออกจากร่าง กวาดเอาหิมะหนารอบตัวให้ปลิวสะบัด
เส้นเอ็นและกระดูกสั่นประสานพลังอุ่นร้อนหลั่งไหลไปทั่วแขนขา โลกตรงหน้าคล้ายกับช้าลงเกล็ดหิมะหกเหลี่ยมแต่ละชิ้นที่ร่วงหล่นละสายตาปรากฏชัดเจนราวกระดาษตัด
'รูปแบบอินทรีขั้นเชี่ยวชาญทำให้สายตามองเห็นสิ่งละเอียดอ่อนได้ถึงเพียงนี้...'
เมื่อหมัดสิบสองรูปแบบเข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาก็ยกระดับขึ้นอย่างน่าตกใจซึ่งความเปลี่ยนแปลงระดับนี้คนทั่วไปต้องทะลวงถึงขั้นบำรุงโลหิตจึงจะเริ่มสัมผัสได้
ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์คนอื่นเพียงฝึกได้รูปแบบเดียวก็มีสิทธิ์เข้าพรรคอย่างเป็นทางการ
ลู่เฟิงพุ่งตัวเหยียบกำแพงทะยานร่างขึ้นไปด้านบน ก่อนกางแขนร่อนลงกลางลานแผ่วเบาราวกับเหยี่ยว
แม้เขาจะยังไม่ได้ฝึกวิชาตัวเบาอย่างเป็นทางการแต่รูปแบบนางแอ่น รูปแบบเหยี่ยว และรูปแบบปลาก็ทำให้ร่างกายคล่องแคล่วว่องไวเกินคนธรรมดาไปมาก
ลู่เฟิงเดินไปหยุดหน้าตุ้มหินลูกใหญ่ที่สุดริมกำแพงมันคือตุ้มหินขนาดสามร้อยชั่งซึ่งใหย่ที่สุด
เขาใช้นิ้วทั้งห้าจิกด้ามจับแน่นดุจกรงเล็บอินทรีก่อนจะออกแรงยกมันขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างมั่นคงท่าร่างของเขาไร้รอยสั่นคลอน
ฟู่...
หลังยกขึ้นลงอยู่หลายครั้งเขาก็วางมันลงแม้ตอนนี้จะยังไม่ควบแน่นปราณโลหิต แต่พละกำลังของเขากลับเหนือสามัญไปไกลแล้ว
เมื่อคุ้นชินกับพลังใหม่ลู่เฟิงจึงไปขอผ้าสีดำจากนางจางมาตัดเป็นผ้าปิดหน้าสามเหลี่ยมซ่อนไว้ในอกเสื้อ
จากนั้นเหน็บขวานผ่าฟืนไว้ที่เอวหนึ่งเล่มและแอบหยิบขวานอีกเล่มซ่อนไว้ในเสื้อ ก่อนจะก้าวเดินออกจากพรรคเจ็ดดารา
บ้านตระกูลลู่อยู่ในเขตนอกเมืองตอนเหนือห่างจากสาขาพรรคไม่มาก เดินเพียงหนึ่งถ้วยชาก็มาถึงทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
สิงโตหินหน้าประตูถูกผลักล้มบานประตูใหญ่ถูกทุบจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ลานบ้านเละเทะไม่มีชิ้นดีโอ่งน้ำแตกกระจาย แหจับปลาถูกฉีกขาด ฟืนไม้ระเกะระกะ
แม้แต่ม้านั่งผ่าฟืนก็ถูกทุบจนแหลกเป็นเศษไม้
'หลิวต้า...'
นัยน์ตาของลู่เฟิงฉายประกายเย็นเยียบ
"เสี่ยวเฟิง?"
เสียงของจ้าวหูดังมาจากทางขวา
ทันทีที่สบตากับลู่เฟิงจ้าวหูกลับชะงักกึกไปชั่วครู่คล้ายถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง ทั้งที่เป็นลู่เฟิงคนเดิมแต่ไม่ได้เจอกันเพียงครึ่งเดือน กลิ่นอายรอบตัวกลับเปลี่ยนไปจนน่าหวั่นใจ
"ท่านอาจ้าวใบหน้าและขาของท่านไปโดนอะไรมา?"
ลู่เฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นรอยบวมช้ำและการเดินกะเผลกของอีกฝ่าย
"ถูกหลิวต้ากับพวกของมันรุมซ้อมมาน่ะสิ..."
จ้าวหูเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแค้นเคือง
"ไม่รู้หวงโส่วเหลียงเป็นบ้าอะไรไม่เพียงแต่อยากได้บ้านบรรพบุรุษของเจ้า แต่มันยังจะเอาบ้านผุๆ ของข้าด้วย”
“พอข้าไม่ยอมพวกมันก็ส่งหลิวต้าบุกเข้ามาพังบ้านแล้วซ้อมข้าจนเป็นแบบนี้หากไม่ติดว่าห่วงลูกเมีย ข้าคงยอมตายสู้กับพวกมันไปแล้ว!"
ลู่เฟิงขมวดคิ้ว
"หวงโส่วเหลียงต้องการบ้านของท่านด้วยรึ?"
บ้านตระกูลลู่ยังพอมีราคาแต่บ้านของจ้าวหูทั้งเก่า และทรุดโทรมมาก
"ไม่ใช่แค่บ้านเราสองหลังหรอก"
จ้าวหูเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ
"ทั้งบ้านของจางหมาจื่อในตรอกสายลมบ้านหลี่ซื่อในตรอกน้ำดำ และบ้านเฉินเฉียงในตรอกธัญพืชต่างก็ถูกพวกหลิวต้าไปเยี่ยมเยียน มาจนเละเทะเหมือนกันหมด"
ลู่เฟิงยิ่งงุนงงตรอกสายลม ตรอกน้ำดำ และตรอกธัญพืชไม่ได้อยู่ติดกันเลยแต่กลับกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง หวงโส่วเหลียงคิดจะทำอะไรกันแน่?
เงินทองของมันมากพอจะซื้อเรือนดีๆในเมืองชั้นในได้ อีกทั้งหวงอวี่บุตรชายก็เป็นถึงหัวหน้าย่อยในพรรคดาบโลหิตเหตุใดต้องมาไล่ฮุบที่ดินซอมซ่อของคนจนในเมืองชั้นนอกเช่นนี้?
'เป็นแผนของหวงอวี่หรือเป็นความต้องการของพรรคดาบโลหิตกันแน่?'
เรื่องนี้มีเงื่อนงำผิดปกติอย่างมากลู่เฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะคลานผ่านรูโหว่ของประตูเข้าไปในลานบ้านยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วจึงคลานกลับออกมา
จากนั้นเขาหยิบกุญแจทองแดงขึ้นมาไขแม่กุญแจผลักเปิดบานประตูใหญ่แล้วเดินเข้าไปตามปกติ
จ้าวหูมองภาพนั้นด้วยความอึ้งชั่วครู่ก่อนจะรีบเดินตามเข้าไป
"เสี่ยวเฟิงเจ้าหลบหน้าพวกมันต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างไรข้าว่าเจ้าขายบ้านหลังนี้แล้วหนีไปเมืองทางใต้เสียเถอะอย่างน้อยก็มีชีวิตรอด"
"ข้าเข้าใจ"
ใบหน้าของลู่เฟิงยังคงสงบเรียบเฉยทว่าในใจกลับมีรอยยิ้มเย็นเยียบ เขาหันไปถามต่อ
"ท่านอาจ้าวแล้วพวกนักเลงคุมท่าที่รุมตีบุตรชายคนโตของตระกูลหลิวจนตาย ทางการจับตัวได้หรือยัง?"
"เหอะ!"
จ้าวหูส่ายหน้าพลางหัวเราะขมขื่น
"คนตายไม่ใช่ลูกผู้ลากมากดีทางการจะเสียแรงไปตามจับคนร้ายทำไมกัน? ใครๆ ก็รู้ว่าพวกนักเลงคุมท่าเป็นคนของพรรคดาบโลหิตใครจะกล้าไปหาเรื่องพรรคดาบโลหิตกันเล่า"
ลู่เฟิงพยักหน้าไม่เอ่ยคำใดอีก
เขาต้องการแค่ยืนยันให้แน่ใจก่อนจะลงมือเฉาเฟิงบอกเขาให้แสดงความเด็ดขาดออกมาให้ดูแต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องบ้าคลั่งหากเขาจะลงมือเขาจะต้องจัดการทุกอย่างให้สะอาดหมดจด!