เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ หลงเฉินรู้สึกใจหายและสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“เป็นอะไรไป?”
หม่าเทียนหยางงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของหลงเฉิน
เมื่อครั้งที่หลงเฉินถามกานหลินเกี่ยวกับม่อเซียวหลาง กานหลินก็ไม่เต็มใจจะบอกอะไรเขามากนัก เวลานี้เขาได้ยินเรื่องของม่อเซียวหลางจากหม่าเทียนหยางอีกครั้ง
“พี่หม่า ท่านเห็นว่าข้าเป็นน้องของท่านหรือไม่?”
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายขณะมองไปที่หม่าเทียนหยาง
เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ หลงเฉินก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมา สีหน้าของหม่าเทียนหยางจึงสุขุมขึ้นพลางพยักหน้า
“แม้ว่าพวกเราจะพบกันได้ไม่นาน ข้าก็รู้สึกชอบพอนิสัยใจคอของเจ้า เช่นนั้นก็ถือว่าเจ้าเป็นดั่งน้องชายของข้า หากพวกเราได้ร่วมต่อสู้และผ่านความเป็นความตายไปด้วยกัน พวกเราก็จะเป็นพี่น้องกันอย่างแท้จริง”
“เป็นดั่งพี่น้องก็เพียงพอแล้ว พูดตามตรง ข้าเพิ่งจะเข้าตระกูลหลิงอู่มาได้ไม่ถึงเดือน ข้าอยากรู้เกี่ยวกับม่อเซียวหลางมากกว่านี้ ได้โปรดเล่าให้ข้าฟังด้วยเถอะ!”
หม่าเทียนหยางผงะไปและหันกลับไปมองเหล่าอัจฉริยะจากเหล่าทอง จากนั้นก็เล่าให้หลงเฉินฟังด้วยท่าทีจริงจัง
“ทางเหล่าสั่งไม่ให้พวกเราพูดเรื่องของเขา หากเจ้าอยากจะรู้จริง ๆ และแม้ว่าข้ายินดีจะรับความเสี่ยก็ตาม แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่าเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับเขา”
พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อกัน หลงเฉินเพียงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของม่อเซียวหลางเท่านั้น เขาจึงบอกหม่าเทียนหยางไปทุกสิ่ง
หม่าเทียนหยางพยักหน้า ในเมื่อหลงเฉินเป็นห่วงม่อเซียวหลางด้วยความรู้สึกกตัญญูรู้คุณที่มีต่อเขา เห็นได้ชัดว่าหลงเฉินเป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
“อย่าเอาไปบอกใครในสิ่งที่ข้าพูดล่ะ ความสามารถของม่อเซียวหลางนั้นสูงส่งมาก แม้แต่เหล่ายอดอัจฉริยะจากเหล่าคนในยังอิจฉาเขา เมื่ออายุได้สิบสี่ปีเขาก็บรรลุระดับแก่นสวรรค์ขั้นต้นแล้ว น่าสะพรึงกลัวไหมล่ะ?”
อายุสิบสี่ปี บรรลุถึงระดับแก่นสวรรค์ขั้นต้น?
นั่นก็หมายความว่าเขาแข็งแกร่งกว่าตาเฒ่าหลิวเยวี๋ยนแห่งเหล่าคนนอก ที่เมืองพฤกษาหมอก หลงเฉินเปรียบเสมือนสัตว์ร้าย แต่ในตระกูลหลิงอู่ ม่อเซียวหลางอาจเปรียบได้ดั่งปีศาจ
“เมื่ออายุได้สิบปี ม่อเซียวหลางได้เข้าเหล่าเงินและการฝึกฝนของเขาก็ก้าวกระโดด ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับตัวเขา หากไม่ใช่เพราะความดึงดันของตัวเขาเองละก็ เขาคงได้เข้าเหล่าคนในไปนานแล้ว แทนที่จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
หลงเฉินงุนงง หากม่อเซียวหลางมีความสามารถถึงเพียงนั้น เหตุใดเขาจึงไม่เข้าเหล่าคนใน?
“แล้วเหตุใดเขาถึงไม่เข้าเหล่าคนในล่ะ?”
หม่าเทียนหยางส่ายศีรษะ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เจ้ารู้เกี่ยวกับมหาศาสตราเทพทั้งห้าของตระกูลหลิงอู่หรือไม่?”
“ศาสตราเทพ?”
หลงเฉินไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ในบรรดามหาศาสตราเทพทั้งห้า อาวุธสี่ชิ้นจะถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าคนในทั้งสี่เหล่า ได้แก่ ง้าวศึกมังกรคราม ดาบอสูรวิหคแดง ดาบพยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์ และขวานเทพเต่าดำ ส่วนชิ้นสุดท้ายจะแบ่งปันกันในเหล่าคนนอกทั้งเก้า ชื่อของมันคือดาบอสูรหมาป่าสวรรค์ ข้าคิดว่าม่อเซียวหลางต้องการดาบเล่มนั้นซึ่งเป็นสาเหตุที่เขาตัดสินใจจะอยู่ในเหล่าคนนอก และเขาก็ได้รับมันไปจริง ๆ แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือไม่เพียงแต่เขาจะได้รับการยอมรับจากดาบอสูรหมาป่าสวรรค์ เขายังฝึกฝน [วิถีแห่งหมาป่าสวรรค์] และสามารถควบคุมมันได้อีกด้วย!”
หลงเฉินไม่เคยรู้เรื่องมหาศาสตราเทพทั้งห้ามาก่อน แต่สิ่งที่เขาเป็นกังวลที่สุดก็คือม่อเซียวหลางอยู่ที่ใดในเวลานี้
“พี่หม่า เกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังจากนั้น?”
หม่าเทียนหยางส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ
“เรื่องนี้... ข้าได้ยินว่าเขาสังหารยอดฝีมือจำนวนหนึ่งของเหล่าคนใน แม้กระทั่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์อีกหลายคน เขาจึงถูกขังอยู่ในคุกทัณฑ์สวรรค์”
“อะไรนะ?”
หลงเฉินผงะไปทันที เขานึกว่าม่อเซียวหลางจะหนีไปหลังจากก่อเรื่อง แต่เขากลับถูกจับเป็นนักโทษ เขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของม่อเซียวหลาง และเมื่อคิดว่าเขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ หลงเฉินจึงรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าได้ยินมาเช่นนั้น ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะป่าวประกาศชื่อผู้ตายหรอก แต่เขาคงทำได้เพียงโทษตัวเองที่ไม่ยอมเข้าเหล่าคนใน มันแปลกไม่ใช่รึที่คนจากเหล่าคนนอกจะสังหารยอดฝีมือจากเหล่าคนในที่มีระดับพลังสูงกว่า?”
เมื่อนึกถึงม่อเซียวหลาง หม่าเทียนหยางรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
“พี่หม่า คุกทัณฑ์สวรรค์อยู่ที่ใดรึ?”
หลงเฉินสงบจิตใจและเอ่ยถาม
หม่าเทียนหยางหันกลับมาและเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“คุกทัณฑ์สวรรค์เป็นสถานที่ที่ตระกูลหลิงอู่ใช้กักขังอาชญากรหลากหลายประเภท มันอันตรายอย่างมากและตั้งอยู่ในใจกลางของมิติห้วงนภา มีสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสูงมากมายคอยอารักขาอยู่ที่นั่น เจ้าควรเลิกล้มความคิดที่จะไปช่วยเขาเสีย แม้ว่าเจ้าจะมีฝีมือแต่มันก็เป็นเรื่องยากที่เจ้าจะผ่านเขตแก่นปฐพี ยังมิเอ่ยถึงเขตแก่นสวรรค์และคุกทัณฑ์สวรรค์อีกนะ”
“มันอยู่ลึกเข้าไปในเขตแก่นสวรรค์ใช่หรือไม่?”
หลงเฉินทำคอตกด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
หม่าเทียนหยางตบไหล่หลงเฉินและถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
“มีเรื่องราวมากมายในตระกูลหลิงอู่ พวกเราสองคนเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ในสายตาของตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หากเจ้าต้องการจะทำให้คนอื่นยอมรับในตัวเจ้าละก็ เจ้าควรจะรอจนกว่าตัวเจ้าจะกลายเป็นราชสีห์เสียก่อน”
เมื่อได้ยินคำพูดของหม่าเทียนหยาง หลงเฉินจึงตัดสินใจเก็บงำความคิดที่จะช่วยม่อเซียวหลางไว้ลึกสุดใจ
เมื่อเอ่ยถึงม่อเซียวหลาง หลงเฉินรู้สึกเคร่งขรึมมากขึ้น หม่าเทียนหยางจึงไม่กวนใจเขาอีก เขาชะลอฝีเท้าและพูดคุยกับเหล่าหนุ่มสาวที่ตามหลังมา
“เจ้ากระต่ายน้อยทั้งหลาย พวกเราเกือบจะถึงเขตแก่นปฐพีแล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเจ้าจะต้องระวังตัวอย่างเต็มที่ หากมีใครตายละก็ ข้าจะไม่รับผิดชอบหรอกนะ!”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาเกือบจะมาถึงเขตแก่นปฐพีแล้ว พวกเขาตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวพลางมองไปรอบ ๆ อย่างวิตกกังวล เมื่อได้รับคำสั่งให้ปกป้องพวกเขา หม่าเทียนหยางจึงไปรวมกลุ่มกับพวกเขาพร้อมกับหลงเฉิน
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกลับมารวมกลุ่ม หนึ่งในกลุ่มหนุ่มสาวจึงพึมพำออกมา
“มาเกาะกลุ่มกับพวกเราเช่นนี้หวังจะให้พวกเราปกป้องเจ้าสินะ? ช่างอ่อนหัดเสียจริง”
หลงเฉินทำได้เพียงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“อยู่กับพวกเขาไว้ล่ะ อีกไม่นานข้าอาจจะต้องต่อสู้และไม่สามารถดูแลเจ้าได้ อย่าวิ่งไปทั่วก็แล้วกัน”
หม่าเทียนหยางจัดแจงให้หลงเฉินประจำตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อหลงเฉินเข้าไปใกล้ ๆ หนุ่มสาวเหล่านั้นก็เริ่มแสดงท่าทีต่อต้านอย่างรวดเร็วและรีบจับกลุ่มกันเองพลางจ้องมองหลงเฉินด้วยความเป็นศัตรู
“บัดซบ เจ้าพวกปีศาจน้อยนี่!”
หม่าเทียนหยางกำลังจะเข้ามาห้าม แต่หลงเฉินหยุดเขาไว้
“พี่หม่า ข้าไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วงนะ ข้าสัญญาว่าข้าจะต้องปลอดภัยดีต่อให้พวกเขาไม่อยู่ใกล้ ๆ ก็เถอะ”
เช่นนั้นแล้วหม่าเทียนหยางจึงพยักหน้า ในสายตาของเขา เมื่อหลงเฉินได้รับการแนะนำจากผู้อาวุโส เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าเด็ก ๆ พวกนี้อย่างแน่นอน
“ขี้ขลาดตาขาว เอาแต่ประจบสอพลอคนอื่น”
“เขาคอยพูดจาเอาอกเอาใจผู้ดูแลหม่าอยู่นั่น หากเขาวางแผนจะฮุบเอาวิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรไปล่ะ? พวกเราจะยอมให้เขาทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”
หลงเฉินไม่สนใจพวกเขาและเดินเตร่อยู่ข้างหลัง
หากไม่ใช่เพราะหม่าเทียนหยาง เขาคงไม่เดินกับเด็กพวกนี้อย่างแน่นอน
เมื่อเขาได้ยินเรื่องของม่อเซียวหลางจากหม่าเทียนหยาง ก็หมายความว่าเขาตัดสินใจถูกแล้วที่ตามมาด้วย
“หากข่าวที่ข้าได้มาเป็นความจริง สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ – หมีปีศาจยักษ์ คงอยู่ในถ้ำไม่ไกลจากนี้ เจ้าตัวนี้ดุร้ายและทรงพลังมาก ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ที่เพิ่งบรรลุระดับแก่นปฐพีก็รับมือมันได้ยาก รวมถึงตัวข้าเองด้วย”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘หมีปีศาจยักษ์’ เหล่าหนุ่มสาวต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น
“ผู้ดูแลหม่า เราต้องฝึกฝนกับเจ้าหมีปีศาจยักษ์นั่นหรือ?”
หม่าเทียนหยางหันหลังมาอย่างหมดความอดทน
“เจ้าหนู เจ้าถามคำถามนี้มามากกว่าสิบครั้งแล้วนะ เจ้ากลัวรึ? หากกลัวก็กลับไปเสียสิ พวกเจ้าคอยดูการต่อสู้อยู่เฉย ๆ ข้าไม่ได้สั่งให้ทำสิ่งสักหน่อย จะกลัวอะไรหนักหนา?”
เมื่อนั่นเองที่เด็กคนนั้นก้มศีรษะลงและไม่กล้าพูดอะไรอีก
“จากที่รู้มา มีหมีปีศาจยักษ์อยู่ตรงนั้น ข้าจึงได้รับคำสั่งให้พาพวกเขามา ข้าอยู่ในระดับแก่นปฐพีและถนัดใช้ความเร็ว ข้าเคยจัดการเจ้าหมีปีศาจยักษ์พวกนี้ไปสามตัวแล้ว พูดอีกอย่างก็คือข้าพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง เด็ก ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่าของเหล่า ข้าจึงหวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา!”
หม่าเทียนหยางจัดแจงให้พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในบริเวณที่สามารถมองเห็นการต่อสู้ได้ เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลงเฉิน จากนั้นก็เดินเข้าไปในถ้ำอย่างอาจหาญ
ที่นี่เป็นลำธารในภูเขาที่เงียบสงบ มีสระน้ำตามธรรมชาติสีเขียวอมฟ้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ทางด้านข้างเป็นถ้ำที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยของตะไคร่ที่ถูกเหยียบลงไป ก้อนหินที่อยู่ใกล้เคียงก็มีรอยกรงเล็บขนาดยักษ์ซึ่งทำให้เกิดอาการหนาวสั่นไปตลอดแนวสันหลัง
“ดูจากระดับความสูงของถ้ำ ดูเหมือนเจ้าหมีปีศาจยักษ์นี่จะตัวใหญ่ใช่เล่น...”
หลงเฉินคาดคะเน
เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำของหมีปีศาจยักษ์ สีหน้าของหม่าเทียนหยางดุดันขึ้นขณะหยิบก้อนหินโยนเข้าไปในถ้ำพร้อมเสียงดังหวีดหวิว
“เจ้าหมีโง่ ออกมาสิโว้ย!”
เสียงตะโกนลั่นของหม่าเทียนหยางดังเข้าไปในถ้ำพร้อมกับก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามของหมียักษ์ก็ทำให้ถ้ำสั่นสะเทือน!
“อะไรกัน!?”
หม่าเทียนหยาง หลงเฉินและคนอื่น ๆ หน้าซีดเผือดไปตาม ๆ กัน เมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินคือเสียงที่ต่างกันถึงสองเสียง!
“มีสัตว์อสูรสองตัวรึ? หากมันอยู่ในถ้ำเดียวกันกับหมีปีศาจยักษ์ได้แสดงว่ามันต้องเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่แน่!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของหม่าเทียนหยางเปลี่ยนไปทันที แม้แต่เขาก็ไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน
เขามีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะบอกให้ทุกคน ‘หนี’ เมื่อสัตว์อสูรทั้งสองตัวสามารถทำให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายได้ถึงเพียงนี้
หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและเห็นหมีปีศาจยักษ์ที่สูงราวสี่เมตรในขณะที่ยืนสี่เท้า ดูน่าสะพรึงกลัวและน่าเกรงขามยิ่งนัก
สัตว์อสูรที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือหมีปีศาจยักษ์จำนวนสองตัว พวกมันมีขนสีดำขลับทั่วทั้งตัวและมีเนื้อหนังที่หนาและแข็งดุจโลหะ ฟันของมันเหมือนสว่านเหล็ก ดวงตาเผยให้เห็นถึงความกระหายเลือด
หมียักษ์ทั้งสองตัวคำรามดังกึกก้อง เห็นได้ชัดว่าหม่าเทียนหยางทำให้พวกมันโกรธ เสียงคำรามเหล่านั้นดังมากจนทำให้เด็กผู้หญิงเริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว
เมื่อเห็นว่าหมียักษ์สองตัวนี้เกรี้ยวกราดเพียงใด หลงเฉินรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อยและมองไปที่ช่วงล่างของพวกมัน และคำตอบก็ปรากฏชัดเจน
“ข้าก็แปลกใจอยู่ว่าเหตุใดหมีปีศาจยักษ์ที่มักอยู่ลำพังตัวเดียวถึงกลายเป็นสองตัว ดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้นจะเจอคู่และกำลังจะผสมพันธุ์พอดี แต่พี่หม่ากลับไปรบกวนพวกมันกลางคัน ผลที่ได้... จึงเห็นได้ชัดนัก...”
**********************