เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 135 คุกทัณฑ์สวรรค์

    เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้  หลงเฉินรู้สึกใจหายและสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป


    “เป็นอะไรไป?”


    หม่าเทียนหยางงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของหลงเฉิน


    เมื่อครั้งที่หลงเฉินถามกานหลินเกี่ยวกับม่อเซียวหลาง  กานหลินก็ไม่เต็มใจจะบอกอะไรเขามากนัก เวลานี้เขาได้ยินเรื่องของม่อเซียวหลางจากหม่าเทียนหยางอีกครั้ง


    “พี่หม่า ท่านเห็นว่าข้าเป็นน้องของท่านหรือไม่?”


    เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายขณะมองไปที่หม่าเทียนหยาง


    เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ หลงเฉินก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมา  สีหน้าของหม่าเทียนหยางจึงสุขุมขึ้นพลางพยักหน้า


    “แม้ว่าพวกเราจะพบกันได้ไม่นาน  ข้าก็รู้สึกชอบพอนิสัยใจคอของเจ้า เช่นนั้นก็ถือว่าเจ้าเป็นดั่งน้องชายของข้า  หากพวกเราได้ร่วมต่อสู้และผ่านความเป็นความตายไปด้วยกัน  พวกเราก็จะเป็นพี่น้องกันอย่างแท้จริง”


    “เป็นดั่งพี่น้องก็เพียงพอแล้ว พูดตามตรง ข้าเพิ่งจะเข้าตระกูลหลิงอู่มาได้ไม่ถึงเดือน  ข้าอยากรู้เกี่ยวกับม่อเซียวหลางมากกว่านี้ ได้โปรดเล่าให้ข้าฟังด้วยเถอะ!”


    หม่าเทียนหยางผงะไปและหันกลับไปมองเหล่าอัจฉริยะจากเหล่าทอง จากนั้นก็เล่าให้หลงเฉินฟังด้วยท่าทีจริงจัง


    “ทางเหล่าสั่งไม่ให้พวกเราพูดเรื่องของเขา  หากเจ้าอยากจะรู้จริง ๆ และแม้ว่าข้ายินดีจะรับความเสี่ยก็ตาม แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่าเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับเขา”


    พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อกัน  หลงเฉินเพียงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของม่อเซียวหลางเท่านั้น  เขาจึงบอกหม่าเทียนหยางไปทุกสิ่ง


    หม่าเทียนหยางพยักหน้า  ในเมื่อหลงเฉินเป็นห่วงม่อเซียวหลางด้วยความรู้สึกกตัญญูรู้คุณที่มีต่อเขา  เห็นได้ชัดว่าหลงเฉินเป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เช่นนี้  เขาจึงเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา


    “อย่าเอาไปบอกใครในสิ่งที่ข้าพูดล่ะ ความสามารถของม่อเซียวหลางนั้นสูงส่งมาก  แม้แต่เหล่ายอดอัจฉริยะจากเหล่าคนในยังอิจฉาเขา  เมื่ออายุได้สิบสี่ปีเขาก็บรรลุระดับแก่นสวรรค์ขั้นต้นแล้ว  น่าสะพรึงกลัวไหมล่ะ?”


    อายุสิบสี่ปี  บรรลุถึงระดับแก่นสวรรค์ขั้นต้น?


    นั่นก็หมายความว่าเขาแข็งแกร่งกว่าตาเฒ่าหลิวเยวี๋ยนแห่งเหล่าคนนอก  ที่เมืองพฤกษาหมอก  หลงเฉินเปรียบเสมือนสัตว์ร้าย  แต่ในตระกูลหลิงอู่  ม่อเซียวหลางอาจเปรียบได้ดั่งปีศาจ


    “เมื่ออายุได้สิบปี ม่อเซียวหลางได้เข้าเหล่าเงินและการฝึกฝนของเขาก็ก้าวกระโดด  ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับตัวเขา  หากไม่ใช่เพราะความดึงดันของตัวเขาเองละก็ เขาคงได้เข้าเหล่าคนในไปนานแล้ว แทนที่จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”


    หลงเฉินงุนงง  หากม่อเซียวหลางมีความสามารถถึงเพียงนั้น เหตุใดเขาจึงไม่เข้าเหล่าคนใน?


    “แล้วเหตุใดเขาถึงไม่เข้าเหล่าคนในล่ะ?”


    หม่าเทียนหยางส่ายศีรษะ


    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน  เจ้ารู้เกี่ยวกับมหาศาสตราเทพทั้งห้าของตระกูลหลิงอู่หรือไม่?”


    “ศาสตราเทพ?”


    หลงเฉินไม่เคยได้ยินมาก่อน


    “ในบรรดามหาศาสตราเทพทั้งห้า อาวุธสี่ชิ้นจะถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าคนในทั้งสี่เหล่า ได้แก่ ง้าวศึกมังกรคราม ดาบอสูรวิหคแดง ดาบพยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์ และขวานเทพเต่าดำ ส่วนชิ้นสุดท้ายจะแบ่งปันกันในเหล่าคนนอกทั้งเก้า  ชื่อของมันคือดาบอสูรหมาป่าสวรรค์ ข้าคิดว่าม่อเซียวหลางต้องการดาบเล่มนั้นซึ่งเป็นสาเหตุที่เขาตัดสินใจจะอยู่ในเหล่าคนนอก และเขาก็ได้รับมันไปจริง ๆ  แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือไม่เพียงแต่เขาจะได้รับการยอมรับจากดาบอสูรหมาป่าสวรรค์  เขายังฝึกฝน [วิถีแห่งหมาป่าสวรรค์] และสามารถควบคุมมันได้อีกด้วย!”


    หลงเฉินไม่เคยรู้เรื่องมหาศาสตราเทพทั้งห้ามาก่อน แต่สิ่งที่เขาเป็นกังวลที่สุดก็คือม่อเซียวหลางอยู่ที่ใดในเวลานี้


    “พี่หม่า เกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังจากนั้น?”


    หม่าเทียนหยางส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ


    “เรื่องนี้... ข้าได้ยินว่าเขาสังหารยอดฝีมือจำนวนหนึ่งของเหล่าคนใน แม้กระทั่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์อีกหลายคน  เขาจึงถูกขังอยู่ในคุกทัณฑ์สวรรค์”


    “อะไรนะ?”


    หลงเฉินผงะไปทันที  เขานึกว่าม่อเซียวหลางจะหนีไปหลังจากก่อเรื่อง แต่เขากลับถูกจับเป็นนักโทษ  เขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของม่อเซียวหลาง และเมื่อคิดว่าเขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้  หลงเฉินจึงรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย


    “มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”


    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน  แต่ข้าได้ยินมาเช่นนั้น ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะป่าวประกาศชื่อผู้ตายหรอก แต่เขาคงทำได้เพียงโทษตัวเองที่ไม่ยอมเข้าเหล่าคนใน มันแปลกไม่ใช่รึที่คนจากเหล่าคนนอกจะสังหารยอดฝีมือจากเหล่าคนในที่มีระดับพลังสูงกว่า?”


    เมื่อนึกถึงม่อเซียวหลาง  หม่าเทียนหยางรู้สึกเสียใจเล็กน้อย


    “พี่หม่า คุกทัณฑ์สวรรค์อยู่ที่ใดรึ?”


    หลงเฉินสงบจิตใจและเอ่ยถาม


    หม่าเทียนหยางหันกลับมาและเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคร่งขรึม


    “คุกทัณฑ์สวรรค์เป็นสถานที่ที่ตระกูลหลิงอู่ใช้กักขังอาชญากรหลากหลายประเภท มันอันตรายอย่างมากและตั้งอยู่ในใจกลางของมิติห้วงนภา มีสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสูงมากมายคอยอารักขาอยู่ที่นั่น  เจ้าควรเลิกล้มความคิดที่จะไปช่วยเขาเสีย  แม้ว่าเจ้าจะมีฝีมือแต่มันก็เป็นเรื่องยากที่เจ้าจะผ่านเขตแก่นปฐพี ยังมิเอ่ยถึงเขตแก่นสวรรค์และคุกทัณฑ์สวรรค์อีกนะ”


    “มันอยู่ลึกเข้าไปในเขตแก่นสวรรค์ใช่หรือไม่?”


    หลงเฉินทำคอตกด้วยสีหน้าสิ้นหวัง


    หม่าเทียนหยางตบไหล่หลงเฉินและถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย


    “มีเรื่องราวมากมายในตระกูลหลิงอู่  พวกเราสองคนเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ในสายตาของตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้  หากเจ้าต้องการจะทำให้คนอื่นยอมรับในตัวเจ้าละก็  เจ้าควรจะรอจนกว่าตัวเจ้าจะกลายเป็นราชสีห์เสียก่อน”


    เมื่อได้ยินคำพูดของหม่าเทียนหยาง  หลงเฉินจึงตัดสินใจเก็บงำความคิดที่จะช่วยม่อเซียวหลางไว้ลึกสุดใจ


    เมื่อเอ่ยถึงม่อเซียวหลาง  หลงเฉินรู้สึกเคร่งขรึมมากขึ้น  หม่าเทียนหยางจึงไม่กวนใจเขาอีก  เขาชะลอฝีเท้าและพูดคุยกับเหล่าหนุ่มสาวที่ตามหลังมา 


    “เจ้ากระต่ายน้อยทั้งหลาย  พวกเราเกือบจะถึงเขตแก่นปฐพีแล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเจ้าจะต้องระวังตัวอย่างเต็มที่  หากมีใครตายละก็ ข้าจะไม่รับผิดชอบหรอกนะ!”


    เมื่อได้ยินว่าพวกเขาเกือบจะมาถึงเขตแก่นปฐพีแล้ว  พวกเขาตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวพลางมองไปรอบ ๆ อย่างวิตกกังวล  เมื่อได้รับคำสั่งให้ปกป้องพวกเขา หม่าเทียนหยางจึงไปรวมกลุ่มกับพวกเขาพร้อมกับหลงเฉิน


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกลับมารวมกลุ่ม  หนึ่งในกลุ่มหนุ่มสาวจึงพึมพำออกมา


    “มาเกาะกลุ่มกับพวกเราเช่นนี้หวังจะให้พวกเราปกป้องเจ้าสินะ? ช่างอ่อนหัดเสียจริง”


    หลงเฉินทำได้เพียงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ


    “อยู่กับพวกเขาไว้ล่ะ อีกไม่นานข้าอาจจะต้องต่อสู้และไม่สามารถดูแลเจ้าได้  อย่าวิ่งไปทั่วก็แล้วกัน”


    หม่าเทียนหยางจัดแจงให้หลงเฉินประจำตำแหน่ง


    อย่างไรก็ตาม  เมื่อหลงเฉินเข้าไปใกล้ ๆ หนุ่มสาวเหล่านั้นก็เริ่มแสดงท่าทีต่อต้านอย่างรวดเร็วและรีบจับกลุ่มกันเองพลางจ้องมองหลงเฉินด้วยความเป็นศัตรู


    “บัดซบ เจ้าพวกปีศาจน้อยนี่!”


    หม่าเทียนหยางกำลังจะเข้ามาห้าม แต่หลงเฉินหยุดเขาไว้


    “พี่หม่า ข้าไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วงนะ  ข้าสัญญาว่าข้าจะต้องปลอดภัยดีต่อให้พวกเขาไม่อยู่ใกล้ ๆ ก็เถอะ”


    เช่นนั้นแล้วหม่าเทียนหยางจึงพยักหน้า ในสายตาของเขา เมื่อหลงเฉินได้รับการแนะนำจากผู้อาวุโส เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าเด็ก ๆ พวกนี้อย่างแน่นอน


    “ขี้ขลาดตาขาว  เอาแต่ประจบสอพลอคนอื่น”


    “เขาคอยพูดจาเอาอกเอาใจผู้ดูแลหม่าอยู่นั่น  หากเขาวางแผนจะฮุบเอาวิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรไปล่ะ? พวกเราจะยอมให้เขาทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”


    หลงเฉินไม่สนใจพวกเขาและเดินเตร่อยู่ข้างหลัง


    หากไม่ใช่เพราะหม่าเทียนหยาง เขาคงไม่เดินกับเด็กพวกนี้อย่างแน่นอน


    เมื่อเขาได้ยินเรื่องของม่อเซียวหลางจากหม่าเทียนหยาง  ก็หมายความว่าเขาตัดสินใจถูกแล้วที่ตามมาด้วย


    “หากข่าวที่ข้าได้มาเป็นความจริง  สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ – หมีปีศาจยักษ์ คงอยู่ในถ้ำไม่ไกลจากนี้  เจ้าตัวนี้ดุร้ายและทรงพลังมาก ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ที่เพิ่งบรรลุระดับแก่นปฐพีก็รับมือมันได้ยาก รวมถึงตัวข้าเองด้วย”


    เมื่อได้ยินชื่อ ‘หมีปีศาจยักษ์’ เหล่าหนุ่มสาวต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว  หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น


    “ผู้ดูแลหม่า เราต้องฝึกฝนกับเจ้าหมีปีศาจยักษ์นั่นหรือ?”


    หม่าเทียนหยางหันหลังมาอย่างหมดความอดทน


    “เจ้าหนู เจ้าถามคำถามนี้มามากกว่าสิบครั้งแล้วนะ  เจ้ากลัวรึ? หากกลัวก็กลับไปเสียสิ พวกเจ้าคอยดูการต่อสู้อยู่เฉย ๆ ข้าไม่ได้สั่งให้ทำสิ่งสักหน่อย จะกลัวอะไรหนักหนา?”


    เมื่อนั่นเองที่เด็กคนนั้นก้มศีรษะลงและไม่กล้าพูดอะไรอีก


    “จากที่รู้มา  มีหมีปีศาจยักษ์อยู่ตรงนั้น ข้าจึงได้รับคำสั่งให้พาพวกเขามา  ข้าอยู่ในระดับแก่นปฐพีและถนัดใช้ความเร็ว ข้าเคยจัดการเจ้าหมีปีศาจยักษ์พวกนี้ไปสามตัวแล้ว พูดอีกอย่างก็คือข้าพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง เด็ก ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่าของเหล่า  ข้าจึงหวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา!”


    หม่าเทียนหยางจัดแจงให้พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในบริเวณที่สามารถมองเห็นการต่อสู้ได้  เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลงเฉิน  จากนั้นก็เดินเข้าไปในถ้ำอย่างอาจหาญ


    ที่นี่เป็นลำธารในภูเขาที่เงียบสงบ  มีสระน้ำตามธรรมชาติสีเขียวอมฟ้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ทางด้านข้างเป็นถ้ำที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยของตะไคร่ที่ถูกเหยียบลงไป ก้อนหินที่อยู่ใกล้เคียงก็มีรอยกรงเล็บขนาดยักษ์ซึ่งทำให้เกิดอาการหนาวสั่นไปตลอดแนวสันหลัง


    “ดูจากระดับความสูงของถ้ำ  ดูเหมือนเจ้าหมีปีศาจยักษ์นี่จะตัวใหญ่ใช่เล่น...”


    หลงเฉินคาดคะเน


    เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำของหมีปีศาจยักษ์  สีหน้าของหม่าเทียนหยางดุดันขึ้นขณะหยิบก้อนหินโยนเข้าไปในถ้ำพร้อมเสียงดังหวีดหวิว


    “เจ้าหมีโง่ ออกมาสิโว้ย!”


    เสียงตะโกนลั่นของหม่าเทียนหยางดังเข้าไปในถ้ำพร้อมกับก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามของหมียักษ์ก็ทำให้ถ้ำสั่นสะเทือน!


    “อะไรกัน!?”


    หม่าเทียนหยาง หลงเฉินและคนอื่น ๆ หน้าซีดเผือดไปตาม ๆ กัน  เมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินคือเสียงที่ต่างกันถึงสองเสียง!


    “มีสัตว์อสูรสองตัวรึ? หากมันอยู่ในถ้ำเดียวกันกับหมีปีศาจยักษ์ได้แสดงว่ามันต้องเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่แน่!”


    เมื่อคิดได้เช่นนี้  สีหน้าของหม่าเทียนหยางเปลี่ยนไปทันที  แม้แต่เขาก็ไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน


    เขามีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะบอกให้ทุกคน ‘หนี’ เมื่อสัตว์อสูรทั้งสองตัวสามารถทำให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายได้ถึงเพียงนี้


    หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและเห็นหมีปีศาจยักษ์ที่สูงราวสี่เมตรในขณะที่ยืนสี่เท้า ดูน่าสะพรึงกลัวและน่าเกรงขามยิ่งนัก


    สัตว์อสูรที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือหมีปีศาจยักษ์จำนวนสองตัว  พวกมันมีขนสีดำขลับทั่วทั้งตัวและมีเนื้อหนังที่หนาและแข็งดุจโลหะ ฟันของมันเหมือนสว่านเหล็ก  ดวงตาเผยให้เห็นถึงความกระหายเลือด


    หมียักษ์ทั้งสองตัวคำรามดังกึกก้อง เห็นได้ชัดว่าหม่าเทียนหยางทำให้พวกมันโกรธ เสียงคำรามเหล่านั้นดังมากจนทำให้เด็กผู้หญิงเริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว


    เมื่อเห็นว่าหมียักษ์สองตัวนี้เกรี้ยวกราดเพียงใด  หลงเฉินรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อยและมองไปที่ช่วงล่างของพวกมัน และคำตอบก็ปรากฏชัดเจน


    “ข้าก็แปลกใจอยู่ว่าเหตุใดหมีปีศาจยักษ์ที่มักอยู่ลำพังตัวเดียวถึงกลายเป็นสองตัว  ดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้นจะเจอคู่และกำลังจะผสมพันธุ์พอดี  แต่พี่หม่ากลับไปรบกวนพวกมันกลางคัน  ผลที่ได้... จึงเห็นได้ชัดนัก...”


    **********************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน