ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 สกิลใหม่ พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์

            ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือหลังจากสังหารคนไปมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะบางคนที่ตายในสภาพอนาถจนถึงขีดสุดเฉาอวี่และสวี่ซาซาต่างก็พะอืดพะอมจนแทบจะขย้อนหม่าล่าทั่งที่กินเข้าไปเมื่อคืนออกมาแต่ลู่เซิ่งกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่จะไม่แสดงอาการไม่สบายใจเลยแม้แต่น้อยเขายังแสดงสีหน้าเพลิดเพลินราวกับกำลังดื่มด่ำกับการชื่นชมฉากนองเลือดรอบกาย...

            ใช่แล้วมันคือสีหน้าของการดื่มด่ำ

            ยังดีที่ตอนนี้เฉาอวี่และสวี่ซาซาพอจะเริ่มเข้าใจในตัวลู่เซิ่งขึ้นมาบ้างแล้ว

            มิฉะนั้นหากทั้งสามคนเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรกและมาเห็นฉากแบบนี้เข้าพวกเขาจะต้องมองว่าลู่เซิ่งเป็นพวกโรคจิตที่มีจิตใจไม่ปกติอย่างแน่นอน...

            แต่ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจเลยว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร

            เพราะตั้งแต่ที่ได้ยินคำพูดผิดมนุษย์เรื่องการกินหัวใจคนจากปากของทาเคดะจิโร่ ในสายตาของเขานั้นพวกผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูเหล่านี้ก็ไม่มีค่าพอที่จะถูกเรียกว่าเป็นคนอีกต่อไป

            ด้วยคติที่ว่ายอมฆ่าผิดหนึ่งพันไม่ว่าดีกว่าปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว

            ประกอบกับเอฟเฟกต์จากสกิล‘คำพิพากษาสูงสุด: บาปแห่งสรรพชีวิต’ ของร่างจำลองของกาเบรียลยังไม่หมดลง

            ลู่เซิ่งจึงถือโอกาสนี้ลงมือจัดการให้สิ้นซากทำการล้างบางทุ่งราบร่ำไห้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

            โชคดีที่เฉาอวี่และสวี่ซาซาก็รู้ดีว่าผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูเหล่านี้คือศัตรูคู่อาฆาตของประเทศเสินเซี่ยยิ่งพวกมันตายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติของพวกเขามากเท่านั้น!

            ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบทั้งคู่จึงทำได้เพียงข่มความรู้สึกไม่สบายใจเอาไว้ในอกแม้ภาพเหตุการณ์จะนองเลือดเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้ก้าวออกมาห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย

            [ติ๊ง!]

            [ยินดีด้วย คุณสังหารผู้ใช้อาชีพเลเวล 102 จากประเทศศัตรูสำเร็จได้รับค่าประสบการณ์ 55,000 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ยินดีด้วย คุณเลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 100 ได้รับค่าสถานะพื้นฐาน5 หน่วย และค่าสถานะอิสระ 5 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ยินดีด้วย คุณได้เรียนรู้สกิล ‘พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์’ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางใหม่!]

            ......

            ในตอนนั้นเองพร้อมๆกับที่ผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูคนสุดท้ายที่ท่าข้ามร่ำไห้สิ้นใจตายอย่างสยดสยองบนแผงข้อมูลของลู่เซิ่งก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “เฮ้ย ฉันเลเวล 100 แล้วเหรอเนี่ย?”

            เมื่อเห็นว่าตัวเองเลเวลเพิ่มขึ้นถึงเลเวล100แบบงงๆ ดวงตาของลู่เซิ่งก็เป็นประกายเขาเปิดแผงสถานะของตัวเองขึ้นมาดูตามสัญชาตญาณทันที

            ในวินาทีต่อมาข้อมูลสถานะใหม่ล่าสุดก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา

            [โฮสต์: ลู่เซิ่ง]

            [อาชีพ: พาลาดิน]

            [ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ: การพิพากษา]

            [เลเวล: 100 (เปลี่ยนอาชีพครั้งที่หนึ่ง)]

            [ค่าพลังชีวิต: 4,290]

            [ค่ามานา: 1,090]

            [พละกำลัง: 617]

            [สติปัญญา: 109]

            [ความคล่องแคล่ว: 134]

            [จิตวิญญาณ: 109]

            [ความทนทาน: 429]

            [ค่าสถานะที่ยังไม่ได้จัดสรร: 5]

            [อุปกรณ์: เคียวปีศาจ, อ้อมกอดปีศาจ, โล่คุ้มครองปีศาจ, เล่ห์ปีศาจ, เสื้อคลุมอัศวินดำ]

            [ระดับดาวพลังรบ: 688 ดาว]

            [สกิล 1: โล่เทพพิทักษ์]

            [สกิล 2: พรจากสวรรค์ เลเวล 1]

            [สกิล 3: แสงเทพรักษา เลเวล 1]

            [สกิล 4: พิพากษาศักดิ์สิทธิ์ เลเวล 1]

            [สกิล 5: พิพากษาคลั่ง เลเวล 1]

            [สกิล 6: อัญเชิญ: ร่างจำลองเทวทูตหกปีก]

            [สกิล 7: พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์]

            .........

            เมื่อมองดูระดับดาวพลังรบของตนเองที่พุ่งสูงขึ้นถึง688ดาว และสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เปี่ยมล้นอยู่ในร่างกายในที่สุดลู่เซิ่งก็ไม่อาจสะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ได้เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมาดังๆ

            “กะแล้วเชียว การฆ่าคนนี่แหละคือวิธีเพิ่มเลเวลที่เร็วที่สุด ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

            เขานำค่าสถานะอิสระ5หน่วยที่เพิ่งได้รับจากการเลื่อนระดับ มาจัดสรรลงในค่าพละกำลังและค่าความทนทานเท่าๆ กัน

            หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนเขาจะค้นพบอะไรบางอย่างเข้า

            “เอ๊ะ? พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ? นี่เป็นสกิลความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างนั้นเหรอเนี่ย?”

            เมื่อเห็นสกิลใหม่ที่จู่ๆก็โผล่มาในช่องสกิล ลู่เซิ่งก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันเมื่อผู้ใช้อาชีพเลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพแล้ว ทุกๆครั้งที่เลเวลเพิ่มขึ้นครบ 100 เลเวลพวกเขาจะเรียนรู้สกิลความเชี่ยวชาญเฉพาะทางใหม่โดยอัตโนมัติ

            และสกิล‘พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์’ นี้เองก็คือสกิลเฉพาะทางใหม่ที่พาลาดินสายพิพากษาจะปลดล็อกได้ก็ต่อเมื่อถึงเลเวล 100เท่านั้น

            เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งจึงรีบอ่านรายละเอียดของสกิลนี้ทันที

            [พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์]

            หมายเหตุ:ทำพันธสัญญากับมอนสเตอร์หนึ่งตัว เพื่อให้มันกลายเป็นสัตว์พาหนะของคุณ!

            หมายเหตุ:เลเวลของสัตว์พาหนะจะอยู่ในระดับเดียวกับโฮสต์ภายใต้ผลกระทบของพลังแห่งพันธสัญญา!

            ......

            “เฮ้ย! ทำพันธสัญญากับมอนสเตอร์ได้ด้วยเหรอเนี่ย?”

            เมื่อเห็นรายละเอียดของสกิลลู่เซิ่งก็อุทานออกมาด้วยความดีใจทันที

            ต้องรู้ก่อนว่าบนดาวสีน้ำเงินแห่งนี้การควบคุมมอนสเตอร์เข้าต่อสู้นั้นถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้ฝึกสัตว์เท่านั้น

            แต่ลู่เซิ่งคาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเขาที่เป็นพาลาดินสายพิพากษาจะมีสกิลความเชี่ยวชาญด้านการฝึกสัตว์แบบนี้ด้วย

            ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกทีเขาก็เริ่มเข้าใจ

            เพราะอย่างไรเสียเขาก็คือพาลาดินและอาชีพนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นอัศวิน

            ในเมื่อเป็นอัศวินถ้าไม่มีสัตว์พาหนะคู่ใจ แล้วจะนับว่าเป็นอัศวินได้ยังไงกัน

            “ถ้าฉันสามารถทำสัญญากับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งได้สักตัวนั่นจะไม่เท่ากับว่าฉันมีไพ่ตายเพิ่มขึ้นมาอีกใบเหรอ?”

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นลู่เซิ่งก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไปเขาฉีกยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นอยู่ตรงนั้น

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

            ............

            ในขณะที่ลู่เซิ่งเพิ่งจะเลื่อนระดับถึงเลเวล100และกำลังตั้งอกตั้งใจศึกษาความสามารถของสกิลเฉพาะทางใหม่อยู่นั้น

            อีกด้านหนึ่งณ พื้นที่เก็บเลเวลขนาดเล็กนิรนามแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกระดูกโลหิตอันเป็นเขตปลอดภัยของประเทศเสินเซี่ยไปไม่ถึงสิบลี้

            ตุบ!

            หลังจากที่ต้องหนีตายอย่างไม่หยุดหย่อนมาตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ

            ในที่สุดพละกำลังของลั่วเซวียนเซวียนก็มาถึงขีดจำกัด เธอก้าวพลาดเสียหลักและล้มลงกับพื้น

            “เฮะๆ ในที่สุดก็หนีไม่รอดแล้วสินะ?”

            เมื่อเห็นลั่วเซวียนเซวียนนอนหอบหายใจอย่างหนักใบหน้าขาวซีด และแถบเลือดลดลงจนเกือบเหลือแค่ครึ่งเดียวกลุ่มผู้ไล่ล่าทั้งสี่คนต่างก็เผยรอยยิ้มเหมือนยกภูเขาออกจากอก

            “อย่ามัวเสียเวลากับยัยนี่เลย รีบจัดการให้จบๆ ไปซะ!” ชายในชุดซามูไรกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

            “แต่แม่สาวน้อยคนนี้สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ ถ้าฆ่าทิ้งไปเฉยๆก็น่าเสียดายแย่เลยไม่ใช่เหรอ?”

            เมื่อมองดูใบหน้าอันงดงามของลั่วเซวียนเซวียนดวงตาของจารูก็ฉายแววราคะที่ยากจะปกปิด เขาพึมพำออกมาว่า“ให้ฉันได้...”

            เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกหญิงลึกลับสวมหน้ากากพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน

            “เหอะ!ได้ยินมานานแล้วว่าพวกผู้ชายจากประเทศเสินหนิวอย่างพวกแกไม่เว้นแม้แต่ 'มอนสเตอร์กิ้งก่า' ในป่าคนบนดาวสีน้ำเงินเลยตั้งฉายาให้ว่า พี่สามกิ้งก่า [*] วันนี้ได้เห็นกับตาสมคำร่ำลือจริงๆ”

            “ยัยวอหนู มีปัญญาแกก็ลองพูดคำเมื่อกี้ซ้ำอีกรอบสิ”

            จารูได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดเหมือนสุนัขโดนเหยียบหางเขาทำท่าจะเปิดฉากสู้กับหญิงลึกลับสวมหน้ากากทันที

            “พอได้แล้ว!”

            โชคดีที่ในเวลานี้พัคยูจีที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนดูไม่ไหว จึงก้าวออกมาเตือนเสียงดังว่า“ถึงแม้ผู้หญิงคนนี้จะดูเหมือนตะเกียงที่น้ำมันใกล้หมดแต่พรสวรรค์การต่อสู้ของเธอนั้นน่ากลัวเกินไปแม้จะเป็นการดิ้นรนก่อนตายก็อาจจะสร้างความเสียหายหนักให้กับพวกเราได้ดังนั้นทุกคนอย่าได้ประมาทเด็ดขาด เข้าไปพร้อมกันใช้สกิลที่แรงที่สุดโจมตีใส่จนแถบเลือดของเธอให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือปัญหาตามมาภายหลัง เข้าใจไหม?”

            “เข้าใจแล้ว!”

            คนอื่นๆอีกสามคนรีบขานรับทันที แม้แต่จารูเองก็ไม่ได้โต้แย้งต่อ

            เพราะพวกเขาต่างเคยเห็นความสามารถของลั่วเซวียนเซวียนมาแล้วและรู้ดีว่าพรสวรรค์การต่อสู้ของเธอนั้นอยู่ในระดับที่เหนือมนุษย์เพียงใด

            ทั้งสี่คนไม่กล้าประมาทพวกเขาค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง พร้อมกับกระจายตัวล้อมลั่วเซวียนเซวียนเอาไว้

            เชิงอรรถ

            [*]พี่สามกิ้งก่า (蜥蜴三) เป็นคำที่ชาวเน็ตจีนอ้างอิงถึงข่าวอื้อฉาวในปี2022 ที่ชายชาวอินเดีย 4 คนถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดตัวเงินตัวทองในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและที่เรียกว่าพี่สาม มาจากการที่ชาวจีนเรียกคนอินเดียว่าอาซาน (阿三)เมื่อนำมารวมกับเหตุการณ์ข้างต้นจึงกลายเป็นฉายาจิกกัดว่าพี่สามกิ้งก่า