ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 193 ชายแดนเหนือ

            “ผู้อาวุโสหมี่เจ้าจะทำอะไร !”ปราณกระบี่สุดแกร่งไร้เทียมทานพุ่งพรวดทำลายพลังสายนั้นในบัดดลผู้อาวุโสกระบี่หันมองไปทางสตรีสูงศักดิ์ของสมาพันธ์ด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มการกระทำของนางนับว่าเกินกว่าเหตุไปแล้ว

             

            ดวงจิตของนางกระตุกวูบเมื่อครู่นางพึ่งก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อาวุโสเจ็ดสำนักศักดิ์สิทธิ์ไป

             

            “ผู้อาวุโสซีข้าต้องขออภัยด้วย เมื่อครู่ข้าเพียงยับยั้งโทสะมิได้”

             

            “หึ หากใครกล้าก้าวก่ายการทดสอบอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือน !” ผู้อาวุโสกระบี่ประกาศกร้าวไม่มีใครไม่กล้ารับฟัง

             

            หนิงเฟยหลงรับรู้ได้ถึงพลังสองสายที่ทำลายกันเองก็ประสานมือขึ้นคำนับไปทางแท่นสูงเพื่อเป็นการขอบคุณ

             

            การทดสอบของหนิงเฟยหลงสร้างความฮือฮาให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบเป็นอย่างมากพวกเขาล้วนอยากที่จะทำได้อย่างหนิงเฟยหลงบ้าง แต่นั่นมันเป็นไปได้ยากเหลือเกินแต่ก็ไม่แน่สำหรับยอดอัจฉริยะทั้งสิบ เพราะพวกเขาจะไม่ได้เจอกับแรงกดดันเพิ่มอย่างหนิงเฟยหลงอีก

             

            และก็เป็นดังคาดผู้คนที่เหลือล้วนไม่มีใครได้รับบททดสอบที่ยากเย็นดังเขาเลยยอดอัจฉริยะทั้งสิบนอกจากหลู่เหวินแล้วก็ยังมีอีกสองคนที่ได้จำนวนครั้งเท่ากันสามคนได้ห้าครั้ง หนึ่งคนได้เจ็ดครั้ง สองคนได้แปดครั้ง และคนสุดท้ายได้สิบครั้ง

             

            หากดูเผิน ๆ คนพวกนี้จะแข็งแกร่งกว่าหนิงเฟยหลงแต่อันที่จริงแล้วพวกเขาล้วนอ่อนแอกว่าทั้งสิ้น

             

            แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเก็บซ่อนพลังของตนไม่แน่ว่าอาจมีใครหลายคนในที่นี้มีพลังเทียบเท่าหรือสูงส่งกว่าหนิงเฟยหลงก็เป็นได้

             

            ...

             

            “การทดสอบรอบที่สองสิ้นสุด”เสียงประกาศของผู้อาวุโสมังกรฟ้าทำให้การทดสอบทั้งหมดหยุดลงกลองศึกถูกเก็บไปในทันทีในจำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบกว่าสามหมื่นคนตกรอบไปในรอบแรกกว่าสองหมื่นรอบที่สองจึงเหลือเพียงหนึ่งหมื่น ผู้ที่ลั่นกลองรบได้สำเร็จมีเพียงหนึ่งรอยคนจากทั้งสิ้นหนึ่งหมื่น

             

            “การทดสอบรอบที่สามจะเป็นการทดสอบที่สำคัญที่สุดมันจะเป็นตัวบ่งบอกความสามารถของพวกเจ้า จงทำมันให้ดีที่สุด”ผู้อาวุโสมังกรฟ้ากล่าวจบผู้อาวุโสอัสนีก็สร้างคลื่นพลังสายฟ้าขึ้นกลางอากาศปรากฏเป็นแผนที่ทวีปเป่ยโจวขึ้น

             

            “นี่คือแผนที่ทวีปเป่ยโจว พวกเจ้าจะได้รับภารกิจให้เข้าร่วมต่อต้านการรุกรานของพวกคนเถื่อนทางเหนือภารกิจของพวกเจ้าจะส่งไปอยู่ตามค่ายทหารที่เจ้าสังกัดผู้ที่ไม่สามารถลั่นกลองศึกได้จะได้เป็นเพียงทหารเลวเท่านั้นส่วนผู้ที่สามารถลั่นกลองศึกให้นับตามจำนวนดังนี้

             

            หนึ่งถึงสองครั้งให้รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่สามถึงห้าครั้งให้รับตำแหน่งหัวหน้ากองร้อย หกถึงเก้าครั้งให้รับตำแหน่งหัวหน้ากองพันส่วนสิบครั้งขึ้นไปให้รับตำแหน่งรองแม่ทัพ และพวกเจ้ายังสามารถเลือกผู้ติดตามตนเองไปได้ไม่เกินสี่คนคะแนนที่พวกเจ้าจะได้รับมาจากผลงานทางการทหาร และจำนวนศัตรูที่สังหารได้จะมีเพียงเจ็ดคนเท่านั้นที่จะถูกรับเลือกให้เป็นว่าที่ราชันย์สาวกและทั้งเจ็ดคนนี้จะต้องเข้ารับการทดสอบที่สี่หรือก็คือการประลองเพื่อหาบุคคลที่โดดเด่นที่สุดรับตำแหน่งราชันย์สาวกถือประกาศิตชิงเฉวียน และครอบครองลูกท้อทองคำ”

             

            ‘ลูกท้อทองคำอย่างงั้นรึ ? ข้าต้องเอามันมาให้ได้’ หนิงเฟยหลงมุ่งมั่นจะทำการทดสอบในครั้งนี้ให้ดีที่สุดลูกท้อทองคำคิดไม่ถึงว่าเขาไม่ต้องเดินทางไปตะวันออกเพื่อแก่งแย่งกับใครหรือเอาชีวิตเป็นเดิมพันขอเพียงแค่เป็นผู้ที่รับชัยชนะในท้ายที่สุดก็จะได้มันมาครอง

             

            “ค่ายทหารแบ่งออกเป็นหนึ่งค่ายหลวงคุมทหารห้าแสนนายประจำการที่นครหลวงแห่งนี้ และสองค่ายรองได้แก่ หนึ่งค่ายตะวันตกหนึ่งค่ายตะวันออก แบ่งค่ายขนาดกลางลงไปอีกตามจำนวนเขตพื้นที่ที่ฝั่งนั้น ๆยึดครองไว้ได้ โดยควบคุมค่ายย่อยอีกทีนึง รายละเอียดปลีกย่อยมากกว่านี้พวกเจ้าไปทำความเข้าใจกันเอง”ผู้อาวุโสมังกรฟ้าวาดมือออกไปคราหนึ่งแผ่นไม้สลักอักษรก็ปรากฏขึ้นบนมือของผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคน

             

            “พวกเจ้าจงเดินทางไปตามที่ได้รับมอบหมาย การทดสอบนี้จะใช้เวลาหนึ่งปีภายในหนึ่งปีนี้จงจำเอาไว้ว่า แม้พวกเจ้าไม่อาจรุกคืบอาณาเขตคนเถื่อนได้ ก็จงอย่าถอยแม้แต่ก้าวหากว่าปราการใด หรือค่ายใดแตกพ่ายเป็นเหตุให้สูญเสียพื้นที่ไปข้าจะไม่ละเว้นกลุ่มคนพวกนั้น !” ผู้อาวุโสอัสนีเมฆาประกาศกร้าว ดวงเนตรประกายวูบวาบเป็นการย้ำเตือน

             

            ...

             

            หนิงเฟยหลง เฟิงเหลย และโต่วเยี่ยนฉวี่ตกลงจะอยู่กลุ่มเดียวกัน แผ่นป้ายของพวกเขาจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเนื่องจากเฟิงเหลย และโต่วเยี่ยนฉวี่สามารถลั่นกลองได้หนึ่งครั้งพวกเขาจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่ภายใต้สายบังคับบัญชาของหนิงเฟยหลงซึ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้ากองพันพวกเขาต้องออกเดินทางไปรายงานตัวที่ค่ายทหารในทันที

             

            สถานที่ที่เขาได้รับมอบหมายดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่นักเขาได้ถูกส่งให้ไปอยู่ชายแดนเหนือในเขตจ้าวเก่าเดินทางร่วมสองเดือนจึงไปถึงระหว่างนี้ยังไม่เริ่มการทดสอบใด ๆจนกว่าผู้เข้าร่วมจะถึงจุดหมายครบถ้วน

             

            สิ่งที่เขาพบอย่างแรกเมื่อมาถึงคือ กองทหารที่อ่อนแอ และหิวโซพวกเขาดูไม่เหมือนทหารด้วยซ้ำไป คล้ายผู้อดอยากเสียมากกว่าหนิงเฟยหลงถึงกับกุมขมับที่น่าหนักใจยิ่งกว่านั้นคือค่ายทหารของเขามีทหารทั้งเพียงสองพันนายเท่านั้นซึ่งน้อยกว่าค่ายอื่นมาก แต่ที่สำคัญเขาต้องพบปัญหาที่หนักหนาเอาการเลยทีเดียว

             

            กองทัพคนเถื่อนหนึ่งหมื่นนาย !

             

            กองทัพคนเถื่อนหนึ่งหมื่นนายตั้งทัพเผชิญหน้ากับกองทัพของเขาห่างออกไปห้าสิบลี้กองทัพค่ายนี้ของเขามีเพียงสองพันคนทั้งสองพันคนก็ยังดูอ่อนแอดูท่าสิ้นหวังเหลือเกิน เฟิงเหลยปวดหัวตุบ ๆโต่วเยี่ยนฉวี่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอยู่นาน

             

            “ผู้บัญชาการค่ายอยู่ที่ใดหรือ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยถามทหารที่แนะนำค่ายทหารนายนั้นส่ายศีรษะเล็กน้อยแววตาดูเศร้าสร้อย

             

            “ก่อนที่ท่านจะมาหนึ่งเดือนที่นี่ได้เกิดศึกขึ้นท่านแม่ทัพนำทหารสามพันคนเข้าต่อสู้อย่างห้าวหาญกับทัพคนเถื่อนหนึ่งหมื่นนายผลสุดท้ายทหารทั้งสามพัน ไม่มีใครเหลือรอดกลับมา แม้แต่ท่านแม่ทัพเองก็.....”

             

            “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นในเวลานี้ใครดูแลค่าย ?”

             

            “หัวหน้ากองพันเผิงชิวขอรับ”ทหารนายนี้มีท่าทีหวาดกลัวหัวหน้ากองพันคนนี้เป็นพิเศษหนิงเฟยหลงดูแล้วก็รู้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนดีอะไร

             

            “ดี พาข้าไปหาเขาหน่อย” นายทหารผงกศีรษะรับคำแล้วก็นำทางคนทั้งสามไป

             

            มาถึงตึกใหญ่หลังเดียวที่สร้างขึ้นในค่ายแห่งนี้เดิมทีใช้เป็นตึกบัญชาการแต่มันได้กลายเป็นที่พักส่วนตัวของหัวหน้ากองพันเผิงไปเสียแล้วเข้าไปข้างในก็พบของกินของใช้มากมาย แม้ว่าไม่ได้ดูโอ่อ่าหรูหราแต่ก็ฟุ่มเฟือยอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากทหารเลวด้านนอกอย่างที่สุดพวกเขาต้องอดมื้อกินมื้ออยู่ข้างนอกแต่ผู้นำของพวกเขากลับยังนั่งเสวยสุขอยู่มิเว้นว่าง

             

            ในความคิดของคนทั้งสามหัวหน้ากองพันเผิงช่างชั่วร้ายเสียนี่กระไร

             

            “โอะโอ้ นั่นท่านทั้งสามผู้ที่จะมาช่วยข้าขจัดความมืดมนใช่หรือไม่ ?ยินดีต้อนรับ เชิญ ๆ ทุกท่านเชิญนั่งก่อน พอดีข้ากำลังตรวจรายงานอยู่ขอเวลาสักครู่นะ” เผิงชิวรีบเข้ามาทักทายทั้งสามด้วยความเป็นกันเองทักยังดูท่าทีมีความกระฉับกระเฉงต่อหน้าที่ต่างจากที่พวกเขาคิดเป็นอย่างมากทั้งยังมีเอกสารกองโตวางไว้อยู่บนโต๊ะของเขา

             

            หนิงเฟยหลงลดอคติลงเล็กน้อย เขาจึงสอบถามหน้าที่รับผิดชอบของเขา“หัวหน้ากองพันเผิงข้าเหวินเหลียงได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มารับตำแหน่งหัวหน้ากองพันที่นี่และสองคนนี้ก็คือสหายของข้ามารับตำแหน่งที่นี่เช่นกันมิทราบว่าท่านได้จัดการให้พวกข้าอยู่ในกองทัพส่วนใด ?”

             

            “อ้อ ข้านั้นไม่สามารถจัดการให้พวกท่านได้หรอกนะตำแหน่งข้าก็เพียงหัวหน้ากองพันเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจเหนือท่านเลยเอาเช่นนี้ทหารจำนวนสองพันนายนี้ท่านจงเลือกไปสักพันให้พวกเขาอยู่ภายใต้คำสั่งของท่านเองก่อนเมื่อใดที่ทางราชสำนักส่งแม่ทัพคนใหม่เข้ามาบัญชาการ เราค่อยเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่สาย”

             

            “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก ข้า และสหายขอลา”

             

            “ไม่ส่งนะ” เผิงชิวโบกมือลาทั้งสามคนพร้อมกับยิ้มให้จนทั้งสามละสายตาไป“เฮ้อ...ช่างยุ่งยากเสียจริง !”

             

            ...

             

            วันรุ่งขึ้นหนิงเฟยหลงสั่งทหารมารวมตัว เขาคัดเลือกทหารจำนวนหนึ่งพันนาย และจัดหมวดหมู่ให้ใหม่ส่วนอีกหนึ่งพันเขาก็ไม่ได้ละเลยช่วยจัดแจงไว้ให้เผิงชิวทหารทุกนายล้วนอิดโรยหนิงเฟยหลงจึงไม่เลือกที่จะฝึกฝนในวันนี้เขาออกตรวจตรารอบบริเวณค่าย ทั้งยังตรวจสอบเสบียงก็เป็นที่น่าเหลือเชื่อนักยุ้งฉางกลับว่างเปล่า !

             

            “แย่แล้วยุ้งฉางไร้ซึ่งเสบียงเหตุใดถึงไม่มีกองเสบียงมาส่งเล่า ?”หนิงเฟยหลงรีบเข้าไปสอบถามที่เผิงชิวก็ได้แต่คำตอบว่าไม่ทราบกองเสบียงนั้นมาไม่เป็นเวลาเท่านั้นเขาไร้ทางเลือกนอกจากต้องปล่อยให้ทหารอดอยากพร้อมกับเปิดเสบียงส่วนตัวให้กับหนิงเฟยหลงดู มันก็ว่างเปล่าเช่นกัน

             

            จะมีก็แต่เสบียงเล็กน้อยที่มีให้เห็นยามที่หนิงเฟยหลงมาครั้งแรกเท่านั้นที่เวลานี้ได้หายไปหมดแล้ว

             

            “เหวินเหลียงท่านมีความคิดใด ?” เฟิงเหลยดูเป็นกังวลกองทัพของเขานอกจากทหารจะไม่พร้อมรบเสบียงก็ยังไม่มีอีกด้วยเช่นนี้แล้วจะรั้งข้าศึกครบปีได้อย่างไร?

             

            “ข้าคิดว่าเราต้องล่า ใช่ล่าสัตว์” โต่วเยี่ยนฉวี่เสนอขึ้นมาหนิงเฟยหลงดูท่าจะเห็นด้วย

             

            “บริเวณนี้มีลำธารป่าเขาอยู่มิห่างไม่แน่ว่าอาจมีสัตว์ป่ามากพอให้ใช้ประทังชีวิตก่อนที่จะเสบียงจะส่งมาก็เป็นได้”อันที่จริงทหารเหล่านั้นก็ทราบดี หากไม่มีเสบียงก็แค่ไปล่าก็ได้แต่ก็เพราะว่าการไปล่าของพวกเขาเนี่ยแหละที่ทำให้สัตว์ป่าแทบไม่เหลือจะมีก็แต่สัตว์อสูรที่น่าหวาดหวั่นพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะล่าพวกมันได้ก็ได้แต่ขุดรากไม้ หัวมันประทังชีวิตจนร่างกายผอมแห้งเช่นนี้

             

            แต่สำหรับหนิงเฟยหลงและพรรคพวกสัตว์อสูรนับเป็นอะไรได้ในสายตาพวกเขา

             

             

            .....................................


            แผนที่ประกอบอย่างง่ายอาจจะเพิ่มความเข้าใจในส่วนเนื้อหาต่อไปนี้ หรืออาจจะทำให้งงกว่าเดิมก็เป็นไปได้ครับ เริ่มจากเป่ยโจวครั้งในอดีตก่อนการรุกรานของคนเถื่อนก่อนเลย...จนถึง 500 ปีแห่งการรุกราน ดูได้ที่ เพจชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ นะครับ ต่อไปข่าวสารข้อมูลจะแจ้งทางนั้นครับ ขอบคุณผู้ติดตามทุกท่าน 


             .....................................