ต้าหมิงไม่รีบไปยังชั้นที่ 3 และกลับมาพักผ่อนและอ่านข้อมูลที่ได้รับมาอย่างตั้งใจ รอบตัวของต้าหมิงมีหญิงสาวสามคนกำลังนวดให้ต้าหมิงและคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย หมิงเฉียนเองก็คอยอยู่ข้างๆต้าหมิงตลอด
ในตอนแรกนางคิดว่าต้าหมิงจะเต้นถามความลับของเผ่าภูติจากนางแต่สิ่งที่นางคิดกลับไม่เกิดขึ้นต้าหมิงไม่คิดจะถามหรือสนใจความลับของเผ่าภูติเลย ต้าหมิงสนใจแค่การประลองเท่านั้น
“นายท่านในชั้นที่ 3 นั้นมีแต่อัจฉริยะที่มีระดับพลังจอมพลทั้งหมดและยังมีจอมพลขั้นกลางอยู่จำนวนมากหรือแม้แต่จอมพลขั้นสูงก็ยังมีเพราะงั้นการประลองครั้งต่อไปท่านจะต้องระวังตัวให้มาก” เหม่ยซูกล่าว
“นั่นสินะ แม้แต่พวกหมิงเย่ที่ไปถึงชั้นที่ 3 นานแล้วยังไม่ได้คิดจะลงไปสนามประลองเลย พวกนางเอาแต่คอยเก็บข้อมูลของศัตรูอยู่เงียบๆ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย
“นั่นไม่แปลก เพราะเมื่อเทียบกับ 2 ชั้นแรก ตั้งแต่ชั้นที่ 3 ส่วนใหญ่จะไม่มีใครรอดชีวิตจากสังเวียนโลหิตเลย การประลองทั้งหมดคือการเข่นฆ่ากันเท่านั้น” หมิงเฉียนกล่าว
“ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสนใจ
“ใช่ แม้แต่อัจฉริยะของสามดินแดนก็ยังไม่กล้าประมาทและลงไปประลองง่ายๆ อย่างน้อยพวกเขาจะนัดหมายกับอีกฝ่ายเสียก่อนค่อยลงประลอง พวกเขาจะไม่ทำแบบนายท่านที่ท้าทายใครก็ได้” หมิงเฉียนกล่าว
“แบบนี้นี่เอง มันสามารถทำแบบนั้นก็ได้สินะ นัดหมายกับอีกฝ่ายนอกสนามประลองและถ้าตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายค่อยลงไปประลอง” ต้าหมิงกล่าว
ข่าวที่อสูรคลั่งมาถึงชั้นที่ 3 ทำให้จอมเวทย์ในชั้นที่ 3 พากันตื่นเต้น อสูรคลั่งเป็นแค่ขุนพลระดับสูงสุดเท่านั้นซึ่งสำหรับจอมพลแบบพวกเขามันเป็นเรื่องง่ายที่จะสังหารอสูรคลั่ง และทันทีที่สังหารอีกฝ่ายได้ก็จะได้รับของล้ำค่าทั้งหมดของอีกฝ่าย
“พวกเจ้าคิดว่าใครจะเป็นคนส่งจดหมายท้าประลองกับอสูรคลั่งก่อน”
“ข้าว่าน่าจะเป็นพวกหยางเซิ่นพวกนั้นมีความบาดหมางกันมาก่อนหยางเซิ่นน่าจะอยากแก้แค้น”
“เจ้าโง่ ถ้าข้าเป็นหยางเซิ่นข้าจะยังไม่ไปหาเรื่องอสูรคลั่งตอนนี้เด็ดขาด ใครก็รู้ว่าความสามารถของอสูรคลั่งตอนนี้เทียบได้กับระดับจอมพลแล้ว”
“ใช่แล้วระดับจอมพลขั้นต้นทั่วๆปอย่าหวังว่าจะทำอะไรอสูรคลั่งได้”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่ของหยางเซิ่นเองก็อยู่ชั้นที่ 3 เขาชื่ออะไรนะ หยางซัวใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว แม้พรสวรรค์ของเขาจะด้อยกว่าหยางเซิ่นแต่เขาก็เป็นถึงจอมพลขั้นกลางซึ่งถ้าเขาลงมือการจะสังหารอสูรคลั่งก็ไม่น่าจะยากอะไรมาก” ผู้คนพากันกล่าวอย่างสนุกปากขณะกำลังกินสุราในโรงเตี้ยม
เวลาผ่านไป 3 วันอสูรคลั่งยังไม่ปรากฎตัวออกมาทำให้หลายคนที่รอจะเคลื่อนใหวต้องหมดความอดทน ในตอนนั้นเองมีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นจอมเวทย์ระดับจอมพลขั้นกลางได้ถือจดหมายแผ่นหนึ่งเดินมาหน้าโรงเตี้ยม
“อสูรคลั่ง ข้า เหล่ยจั่วขอท้าประลองกับเจ้า เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่” เหล่ยจั่วคำรามออกมา
ต้าหมิงที่กำลังนอนพักอยู่ก็ได้ยินเสียงพร้อมกับรอยยิ้มที่ชั่วร้ายปรากฏ เขาไม่คิดว่าคนตระกูลเหล่ยจะอยู่ที่นี่
“นายท่านอีกฝ่ายเป็นถึงจอมพลขั้นกลางข้าคิดว่า...” เหม่ยซูกล่าวด้วยสีหน้ากังวล
“ไม่จำเป็นต้องกังวล” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับส่งสัญญาณให้กับหมิงเฉียนทันที
หมิงเฉียนเดินออกมาจากที่พักของต้าหมิงพร้อมกับใช้พลังเวทย์ของนางรับจดหมายจากเหล่ยจั่วทันที
“นายท่านของข้าตอบรับคำท้าทายของเจ้า ในอีก 2 วันเจอกันที่สังเวียนโลหิต” หมิงเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ายวนก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเช่นเดิม
เหล่าชายหนุ่มที่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของหมิงเฉียนก็พากันหลงใหลและมองร่างที่เย้ายวนของหมิงเฉียนเข้าไปในห้องของต้าหมิงด้วยความอิจฉา
หมิงเฉียนในตอนนี้เหมือนสาวใช้ที่คอยติดตามปรนนิบัติต้าหมิงอย่างดีหลายคนจึงอดที่จะคิดว่านางกลายเป็นของอสูรคลั่งไปแล้วแน่ๆ
“พูดถึงเรื่องหญิงสาว บังเอิญข้าไปได้ยินมาเรื่องหนึ่งเมื่อสองปีก่อนที่อสูรคลั่งปรากฏตัว ในตอนนั้นว่ากันว่าอสูรคลั่งปฏิเสธหญิงงามของเผ่าครึ่งอสูรอย่างต่อเนื่องจนเกิดให้หลายคนสงสัยเพราะเผ่าครึ่งอสูรนั้นมักจะทำตามความต้องการของตัวเองโดยไม่สนใจประเพณีของเผ่ามนุษย์
ในตอนนั้นผู้คนพากันสงสัยว่าอสูรคลั่งใช่คนของเผ่าครึ่งอสูรจริงๆงั้นเหรอ แต่ว่าข่าวต่อมากลับทำให้หลายคนต้องเชื่อว่าอสูรคลั่งเป็นคนของเผ่าครึ่งอสูรจริงและอสูรคลั่งคนนี้ก็ไม่ใช่สัตว์กินพืช แต่เป็นสัตว์กินเนื้อตัวยง ว่ากันว่าเขาจัดการหญิงสาวมากมายลับหลัง เพียงแต่อสูรคลั่งคนนี้ไม่คิดจะผูกมัดกับหญิงสาวคนใหนเลยแต่เมื่อมองเห็นสาวใช้ทั้งสามคนของอสูรคลั่งเห็นได้ชัดว่ามารตฐานของอสูรคลั่งสูงส่งอย่างมาก” ครึ่งอสูรรคนหนึ่งกล่าว
“นั่นสินะ กล้านำหญิงสาวเผ่าภูติไปเป็นสาวใช้มีเพียงแค่อสูรคลั่งที่กล้า”
“ส่วนเจ้าเหล่ยจั่วนั่นมันกล้าท้าทายอสูรคลั่งจริงๆ”
“นั่นหนะสิ ถึงแม้ระดับพลังของอสูรคลั่งจะด้อยกว่า แต่ด้านกำลังกายและการป้องกันอสูรคลั่งเหนือกว่าอย่างมากแถมทักษะการต่อสู้ของอสูรคลั่งก็สูงส่งอย่างมาก”
“มันไม่ใช่เรื่องแปลก สมบัติที่อสูรคลั่งได้รับมานั้นเย้านวนเกินไปและคนของตระกูลเหล่ยมันก็เป็นพวกโลภมากไม่สนใจคนอื่นอยู่แล้ว เจ้าดูสิทุกวันนี้เผ่ามนุษย์ยังทำสงครามกันเองโดยไม่เกรงกลัวว่าอีกสองดินแดนจะใช้โอกาสนี้จัดการกับดินแดนมนุษย์เลย”
“ข้าได้ข่าวมาว่าคนที่จุดชนวนคือจักรพรรดิอสนีเขาลงมือสังหารสามีของจักรพรรดิอัคคีต่อหน้าจักรพรรดิทั้งหมด”
“ชั่งเป็นชายที่ชั่วร้ายอย่างมาก โชคดีแล้วที่พวกเราไม่มีผู้นำแบบนี้” พวกครึ่งอสูรพากันกล่าวออกมาโดยไม่สนใจเหล่ยจั่วเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าพวกสายเลือดสกปรก พวกเจ้าไม่มีทางรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของท่านจักรพรรดิหรอกแล้วอีกอย่าง สมบัติของพวกอสูรข้าจะขอรับไปเอง” เหล่ยจั่วกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวะดินแดนมนุษย์อย่างพวกเจ้างั้นเหรอที่จะมาเทียบกับพวกเราได้ ถ้าพวกเราเอาจริง จักรพรรดิอสนีของพวกเจ้ากลัวว่าจะหนีหางจุดตูดไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พวกครึ่งอสูรพากันหัวเราะอย่างชอบใจ
แม้จะอยู่ในสังเวียนโลหิตแต่ความขัดแย้งของสามดินแดนก็ยังคงอยู่ ถึงจะต่อสู้ไม่ได้แต่การยั่วยุแบบนี้สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา