ปารมีนั่งประจันหน้ากับนักรบ อยู่ในห้องที่เธอคิดว่าน่าจะเป็ห้องทำงานของเขาเอง เพราะมันทั้งกว้าง ทั้งใหญ่ ทั้งหรูหรา สมกับเป็ห้องทำงานของประธานอย่างเขา
หลังจากที่เธอได้รู้ว่านักรบนั้นเป็พวกเดียวกับนายชัยวัฒน์ ความคิดและสายตาของปารมีนั้นก็เริ่มมีอคติกับนักรบทันที แต่ทว่าที่เธอมาวันนี้นั้นเธอมาเพราะเื่ของจอมทัพ ซึ่งเธอได้รับปากเขาเอาไว้ว่าจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจอมทัพนั้นดีขึ้น
‘เธอต้องคิดถึงลูกศิษย์เป็หลัก อย่าเอาเื่ส่วนตัวมาปนกัน’
เธอพยายามสะกดจิตตัวเอง จากนั้นเธอก็ปรับสีหน้าเป็ปกติ ยังคงยิ้มแย้มเช่นเคย แม้ว่ายิ้มนั้นจะไปไม่ถึงดวงตาก็ตาม
“ว่าแต่ ที่คุณนักรบมีเื่จะปรึกษาฉันเกี่ยวกับจอมทัพนั้น คือเื่อะไรเหรอคะ”
นักรบที่นั่งมองสังเกตการณ์ปารมีอยู่เมื่อครู่นั้นก็ปรับสีหน้านิ่งเรียบและเอ่ยออกไปน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“เมื่อวาน— จอมกลับดึก แล้วก็มีรอยแผลฟกช้ำเต็มตัวไปหมด ผมแค่อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
อันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่ามันเกิดอะไร แต่ว่าเขานั้นอยากจะฟังจากปากของปารมีและสังเกตท่าทางของเธอเสียมากกว่า
ปารมีหรี่ตามองนักรบอย่างระแวงแว๊บหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเป็ทางการ
“พอดี— เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับนักเรียนโรงเรียนฝั่งตรงข้ามกันนิดหน่อย เพราะความเข้าใจผิดกันน่ะค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันได้เคลียร์ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“อาจารย์แนะแนวมีหน้าที่นั้นด้วยเหรอครับ มันเป็หน้าที่ของอาจารย์ฝ่ายปกครองไม่ใช่เหรอครับ”
นักรบถามกลับไปแบบหยั่งเชิง ซึ่งปารมีนั้นก็สังเกตได้เธอจึงตอบกลับไป
“เมื่อวาน ท่าน ผอ. ได้มอบตำแหน่งอาจารย์ฝ่ายปกครองให้ฉันดูแลค่ะ ฉันก็เลยควบเป็ทั้งอาจารย์แนะแนวและอาจารย์ฝ่ายปกครองด้วยค่ะ”
“หืม— ทำไม ผอ. เขาตัดสินใจแบบนั้นละครับ ให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นิ่ม ๆ อย่างคุณมาทำหน้าที่ที่ต้องปกครองนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัยเนี่ยนะครับ ผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ว่ามั้ยครับ”
นักรบเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ซึ่งท่าทีนี้มันทำให้ปารมีนั้นรู้สึกหมั่นไส้นักรบเป็อย่างมาก
‘นิ่ม ๆ งั้นเหรอ— ..’
แต่เธอก็ต้องเก็บอารมณ์นั้นให้ลึกเข้าไว้ พร้อมกับข่มความรู้สึกที่อยากจะตั้นหน้าผู้ชายคนนี้เอาไว้ด้วยรอยยิ้มตามสไตล์ ‘ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นิ่ม ๆ ’ อย่างเธอ
“นั่นสิคะ— ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมท่าน ผอ. ถึงได้ตัดสินใจแบบนั้นเหมือนกันค่ะ”
“งั้นเหรอครับ...”
นักรบเอ่ยแค่นั้น จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ทำให้บรรยากาศในห้องนั้นเริ่มที่จะอึดอัด และปารมีเองนั้นก็อยากจะออกไปจากที่นี่เต็มแก่แล้ว
“ว่าแต่— คุณนักรบมีอะไรจะปรึกษาเกี่ยวกับจอมทัพอีกมั้ยคะ พอดีฉันมีธุระต่อน่ะค่ะ”
ปารมีเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นักรบนั้นไม่ได้ตอบคำถามเธอในทันที เขานั่งมองปารมีด้วยสายตาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่มีครับ”
“งั้น ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ว่าแล้วปารมีก็ค้อมตัวเคารพ แล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที พร้อมกับตั้งปณิธานเอาไว้ในใจว่า ให้ตายยังไงเธอก็ไม่มีวันจะมาเหยียบที่นี่อีกเป็ครั้งที่สองแน่!!
-------------
หลังจากปารมีออกจากห้องไปได้สักพักหนึ่ง กวิน ลลิตา และเตชินก็เดินเข้ามาในห้อง กวินนั้นเดินมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับนักรบ ที่เดียวกับที่ปารมีเพิ่งนั่งไปเมื่อก่อนหน้านี้
“ไง!!”
นักรบเหลือบตามองกวินพักหนึ่งก่อนจะตอบออกมาเสียงนิ่ง
“แปลก— มันต่างกับที่คาดเอาไว้มาก มันเหมือนกับว่าระหว่างสองคนนี้มันมีอะไรที่มากกว่า ‘แค่รู้จัก’ กัน”
คำตอบของนักรบนั้นไม่ผิดไปจากที่กวินคาดเอาไว้สักเท่าไหร่นัก เขาเองนั้นรู้แค่ว่าปารมีกับชัยวัฒน์นั้นน่าจะรู้จักกัน ส่วนความสัมพันธ์นั้นเขาไม่แน่ใจเท่าไหร่
“แล้วเป็ไงบ้าง ลิต้า— เธอเห็นอะไรบ้างล่ะ”
กวินหันไปถามลลิตา
“ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของลลิตา ทุกคนในห้องก็รู้สึกแปลกใจเป็อย่างมาก โดยเฉพาะนักรบเพราะสิ่งที่เขาได้ยินจากลลิตานั้น มันตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่เป็อย่างมาก แม้ว่าเขาจะสังเกตว่าั์ตาและจมูกของปารมีจะแดงนิด ๆ ก็เถอะ แต่นั่นเขาก็คิดว่ามันเป็เื่ปกติ
สำหรับกวินนั้นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเขาไปเท่าไหร่นัก เพราะเขานั้นเป็คนที่อยู่ใกล้กับปารมีมากที่สุดตอนนั้น และเขาก็เห็นเหมือนกับปารมีนั้นจะร้องไห้ แต่ก็ไม่นึกว่าจะร้องจริง ๆ
“อีกอย่าง— ฉันเห็นว่าในกระเป๋าของเธอนั้นมีกระปุกยาอยู่ด้วยค่ะ”
และอีกครั้งที่สิ่งที่ลลิตาเจอนั้นยิ่งทำให้ทั้งหมดสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีก
“ยา?”
นักรบเอ่ยถาม ส่วนกวินนั้นก็ได้แต่เสยคางคิด
“ค่ะ ฉันไม่รู้ว่ามันเป็ยาอะไร รู้แต่ชื่อยาค่ะ”
ทุกคนในนั้นหันไปมองลลิตาเป็ตาเดียว เพื่อที่จะฟังข้อมูลที่อาจจะเป็ข้อมูลสำคัญก็ได้
“มันคือ ‘cadenol’ ค่ะ”
นักรบและกวินต่างก็ขมวดคิ้ว เนื่องจากเขานั้นไม่รู้จักเกี่ยวกับยาเท่าใดนัก เพราะเขาไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่สำหรับนักรบนั้น ข้อมูลนี้เหมือนจะสำคัญกับเขามากทีเดียว
“เต— นายไปสืบมาว่า ยาตัวนั้นคืออะไร กินเพื่ออะไร”
“ครับ”
หลังจากเตชินออกไป กวินก็หันมาทางนักรบ
“แล้วถ้ารู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานั่นแล้ว นายจะทำยังไงต่อ”
“ในเมื่อรู้แล้วว่าเธอคนนั้นกับชัยวัฒน์น่าจะรู้จักกัน ต่อไปก็สืบหาว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันยังไง ไม่แน่ว่าบางทีสองคนนี้อาจจะนัดเจอกันก็ได้”
“อืม— ถ้างั้นก็ยังให้คนติดตามต่อสินะ”
นักรบเงียบแต่ทว่ากลับส่งสายตาไปให้กวินแทนคำตอบ เมื่อกวินเห็นดังนั้นเขาก็ยิ้ม เป็สัญญาณว่า ‘รับทราบ’ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับโอบเอวเลขาส่วนตัวของเขา แม้ว่าหลังจากนั้นจะถูกเลขาเขานั้นประทุษร้ายข้อหาที่แต๊ะอั๋งเธอก็ตาม
--------------------
ในห้องของหนึ่งในผู้บริหารเมอร์เมส หลังจากจบการประชุม ชัยวัฒน์ก็เรียกพวกของตนอีกสองคนเข้ามาคุยกันในห้อง เมื่อเขานั้นได้เห็นปารมีที่นี่โดยบังเอิญ แถมยังมาในฐานะแขกของนักรบอีกด้วย ซึ่งเขาเห็นว่าแบบนี้มันเริ่มจะไม่ดีกับตัวเขาและพวกแล้ว
“นั่น!! ใช่ยัยผู้กองคนนั้นใช่มั้ย”
เศรษฐา หนึ่งในผู้บริหารเก่าแก่ที่มักจะเออออห่อหมกไปกับชัยวัฒน์ และคอยค้านในสิ่งที่ฝ่ายนักรบนำเสนอในที่ประชุมอยู่บ่อย ๆ เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“ใช่!!ไหนว่าลาออกไปแล้ว ไม่ยุ่งกับเื่นี้แล้วไง ไหงมาอยู่ที่นี่ได้ แถมยัง....กับท่านประธาน...”
ชัยวัฒน์ซึ่งดูเหมือนจะเป็ผู้นำหมู่ของผู้บริหารรุ่นเก่าที่ไม่ชอบแิของนักรบนั้น เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วเราจะเอายังไงกันดี!!”
พิเชษฐ์ก็เป็อีกคนหนึ่งที่ไม่ชอบการบริหารของนักรบ เอ่ยขึ้นอย่างลนลาน
“คงต้องปรึกษาท่านผู้นั้นแล้วล่ะ”
ชัยวัฒน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าแววตาของเขานั้นมีแต่ความกังวล เพราะหลายวันมานี้ คนของเขาถูกนักรบกับกวินนั้นจัดการไปเกือบหมด ทำให้เขานั้นทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ประกอบกับวันนี้ที่เขาเห็นปารมี เขาจึงคิดว่านักรบกับกวินนั้นน่าจะกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง โดยมีปารมีร่วมมือด้วย แต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือหากปารมีเข้ามาเล่นเขาด้วยละก็ เขานั้นคงยากที่จะรอด เพราะปารมีนั้นเป็คนหนึ่งที่กุมความลับเขาเอาไว้
---------------------
ปารมีทิ้งตัวลงบนเตียงของตัวเองอย่างหมดแรง วันนี้เป็วันที่เธอนั้นเจออะไรเยอะพอสมควร ซึ่งมันหนักหนาสำหรับเธอมากนัก เธอนั้นเป็แค่ผู้หญิงตัวคนเดียว แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเข้มแข็ง แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นเธอแสนจะเปราะบาง
“ทำไม ยังตามมาหลอกหลอนอีกนะ...อุตส่าห์ตัดสินใจว่าจะอยู่เฉย ๆ ตัดขาด และเงียบเอาไว้แล้วเชียว”
เธอพูดพลางหันไปมองกองใบงานของนักเรียนที่มันวางสูงพะเนินเทินทึก ซึ่งเธอนั้นได้ซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ ตอนแรกเธอนั้นจะเอาไปซ่อนไว้ในลิ้นชักและล็อคกุญแจเอาไว้ แต่ว่านั่นมันจะทำให้เป็จุดเด่นมากเกินไป เธอจึงแอบซ่อนเอาไว้รวมกับใบงานของนักเรียนแทน
ปารมีหลับตาลงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะลืมตาขึ้นพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป
“เอาวะ— ในเมื่อมันหนีไม่พ้น ฉันก็จะสู้ ตายเป็ตาย— ...”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ในใจเธอนั้นกลับมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นมากมายจนเธอนั้นเลิกฟุ้งซ่านไม่ได้เสียที
“โอ๊ย— ปวดหัว...ไปโดโจ ไปฝึกดีกว่า สมองจะได้โล่ง ๆ”
หลังจากนั้นเธอก็รีบลุกไปอาบน้ำ เปลี่ยนเป็ชุดสบาย ๆ พร้อมกับกระเป๋าใบหนึ่งที่เธอมักจะนำไปด้วยเวลาไปฝึก
------------------
ณ โรงฝึกคาราเต้โด้แห่งหนึ่ง—
คาราเต้นั้นเป็ศิลปะการต่อสู้ที่มีต้นกำเนิดจากโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็การต่อสู้ที่ผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอกินาว่าและชาวจีน ซึ่งเป็การต่อสู้โดยใช้ กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว และศอก โดยมีท่าเพลงมวย (kata) หลายสายแตกต่างกันไป เช่น โชโตกันริว วาโดริว ชิโตริว และโกจูริว
ปารมีนั้นเริ่มเรียนและฝึกคาราเต้มาั้แ่เรียนมัธยมต้น และเธอก็ฝึกเรื่อย ๆ มา อาจจะมีเว้นไปบ้าง่ทำงาน แต่เธอนั้นก็พยายามจะมาฝึกอยู่เสมอแต่ก็ไม่บ่อยนัก ทำให้เธอนั้นยังไม่ได้ไปสอบสายดำสักที ทั้ง ๆ ที่เธอนั้นเรียนและฝึกคาตะของสายดำจนหมดแล้ว และสาเหตุที่ปารมีเลือกฝึกคาราเต้นั้นมันเป็อะไรที่ง่าย ๆ คือ เธอเล่นตามตัวการ์ตูนที่ชอบในสมัยเด็ก เท่านั้น
“อ้าว— วันนี้ว่างเหรอไงถึงมาได้”
ชายคนหนึ่งในชุดฝึกคาราเต้ที่มีตราของสำนักปักอยู่ที่อกข้างซ้าย ส่วนสายที่รัดตรงเอวนั้นคือสีดำซึ่งบ่งบอกถึงระดับของเขาได้อย่างดี ทักปารมีทันทีที่เห็นหน้าเธอ
หลังจากที่ปารมีเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เธอก็เดินเข้ามาในโรงฝึกซึ่งอันที่จริงมันคือห้องโล่ง ๆ ขนาดใหญ่ ที่มีเบาะรองกันกระแทกปูอยู่ พร้อมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการฝึกวางอยู่เป็ระเบียบ ปารมีโค้งทำความเคารพที่หน้าประตูซึ่งเป็ธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่ พร้อมกับเดินไปหาชายคนนั้นอย่างคุ้นเคย
“ใช่— ว่าง และก็อารมณ์ไม่ดีด้วย”
“ฮ่า ๆ นี่ถ้าปามไม่อารมณ์เสีย พวกเราจะไม่ได้เห็นเธอมาเลยใช่มั้ยเนี่ย”
ชายคนนั้นเอ่ยเย้า ขณะที่กำลังยืดเส้น วอร์มร่างกาย เตรียมฝึกในคลาสต่อไป เพราะตอนนี้เป็คลาสเด็ก ซึ่งมีเซนเซกำลังสอนอยู่
“ไม่ใช่อย่างนั้น— แต่ก็ส่วนหนึ่งแหละ อยากมาระบาย กับฝึกทบทวนนิดหน่อย รู้สึกว่ามันชักจะฝืด ๆ”
ปารมีตอบพร้อมกับเตรียมยืดเส้นและวอร์มร่างกายเช่นเดียวกัน
“อ้อ— แล้วคิดว่าจะสอบสายดำเมื่อไหร่ล่ะ ได้สายน้ำตาล 3 คิวมานานแล้ว เลื่อน ๆ สักทีเถอะ”
“โอ๊ย— ่นี้งานยุ่ง แล้วก็มีเื่นิดหน่อย คงต้องรอให้เคลียร์ให้หมดก่อน...ถ้าเคลียร์ได้น่ะนะ”
ชายคนนั้นสังเกตเห็นสีหน้าของปารมีที่ดูเคร่งเครียดผิดปกติ ก็หยุดการวอร์มพร้อมกับเดินมาหาเธอ
“มีเื่อะไรงั้นเหรอ มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย”
เขาถามเธอด้วยความเป็ห่วง
“เอาไว้ถ้าปามไม่ไหวเมื่อไหร่ เดี๋ยวบอกพี่ละกัน”
ปารมียืนยิ้มให้กับชายคนนั้นพร้อมกับเดินเข้าเสื่อเพื่อเตรียมการฝึกในคลาสผู้ใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของชายรุ่นพี่คนนั้นมองมาที่เธอด้วยความเป็ห่วง ส่วนปารมีนั้นเธอมาเพื่อระบายและฝึกเพราะต่อจากนี้เธอคงต้องงัดทุกกระบวนท่ามาใช้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
โปรดติดตามตอนต่อไป
มีอีบุ๊คใน MEB แล้วค่ะ
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTcyNDkzOCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjE2NDU5MDt9