สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๑๒ เดินทางไปรักษาความผิดปกติ

    “ซู้ดดดด” “อืมมมมมม์”
    เสียงประหลาดลอดออกมาจากบ้านไม้ที่ปิดสนิท เจ้าไก่ขาวและเจ้าหางเพลิงมองดูลี้เจ่ยที่ทำท่าแบกโลกอย่างตลกขบขัน ฝ่ายเด็กชายสังเกตดูลมหายใจของศิษย์ผู้พี่แล้วจัดท่าจัดทางให้ เมื่อเห็นว่าท่าแบกโลกพร้อมกับย่อตัวน้อยๆเป็นท่าที่เหมาะกับศิษย์พี่แซ่ลี้มากที่สุด จิวฟงก็บอกให้ศิษย์ผู้พี่เดินลมปราณต่อ
    “ในการเดินลมปราณแบบปกติ ผู้ฝึกตนจะสูดลมหายใจเข้าก่อน แต่การฝึกเดินลมปราณย้อนกลับนั้นต่างออกไป ผู้เพาะบ่มพลังด้วยวิชานี้ต้องทำลมหายใจให้ไหลลึกเข้าไปถึงตันเถียนโดยที่ไม่ปรุงแต่ง ค่อยๆปรับท่าทางเพื่อให้อวัยวะน้อยใหญ่ชักนำไอปราณเข้าสู่ร่างโดยที่ไม่ต้องบังคับ ระบายลมออกให้หมด เฝ้ารับรู้ถึงสายลมที่ถูกสูบเข้าไปในร่าง ทำเช่นนี้ซ้ำๆอยู่ไม่หยุด แล้วศิษย์พี่ลี้เจ่ยจะเห็นปราณอันละเอียดประณีตปรากฏอยู่ที่ตันเถียน”
    “ท่านี้ใช้ได้แล้วจริงๆหรือ”
    ลี้เจ่ยไม่กระดุกกระดิกตัว เขากลอกตามองศิษย์ผู้น้องพร้อมกับเอ่ยถาม คนแซ่ลี้ยังตื่นเต้นกับข้อความลับซึ่งซ่อนอยู่ในตำราที่จิวฟงชี้บอกไม่หาย ยิ่งพอรู้ว่าวิชาเดินลมปราณย้อนกลับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ฝึกตนได้โดยที่ไม่มีใครมองออก ลี้เจ่ยก็ถึงกับใจเต้นตึกตัก
    ฝ่ายจิวฟงพิจารณาดูท่าทางอันพิลึกพิลั่นของลี้เจ่ยอีกครั้ง เขาเฝ้าดูลมหายใจที่ไม่ข้องขัด เดินวนรอบๆตัวศิษย์ผู้พี่เพื่อสังเกตรายละเอียดปลีกย่อย เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าใดดีกว่าท่าย่อตัวแบกโลกอีกแล้ว เจ้าเปี๊ยกก็พยักหน้าสองหนแล้วเอ่ยบอกกับศิษย์พี่แซ่ลี้
    “สมบูรณ์แบบสุดๆ...”
    หลังจากนั้นเสียง‘ซู้ด’สลับกับเสียง‘อืมม์’ก็ดังลอดออกจากจากบ้านที่ตั้งอยู่ในเขตหุบเขาจินเฉียงอันเงียบสงัด จิวฟงไปนั่งเล่นกับสัตว์อสูรทั้งสองพร้อมกับเฝ้ามองศิษย์ผู้พี่ไปด้วย ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ลี้เจ่ยก็สังเกตเห็นสายปราณบางๆที่แฝงอยู่กับเสาปราณต้นแรกอันทรงพลัง ดวงตาของลี้เจ่ยพลันเบิกกว้าง คนแซ่ลี้ถึงกับอึ้งที่เขาสามารถสร้างสายปราณอันละเอียดประณีตขึ้นมาอีกสาย
    “ฟงน้อย สายปราณย้อนกลับของข้าก่อตัวขึ้นแล้ว...” ลี้เจ่ยพยายามระงับอารมณ์ตื่นเต้นแล้วพูดบอกเด็กชาย ทว่าคนแซ่ลี้ยังคงยืนตัวแข็งในท่าที่ประหลาดเช่นนั้น
    จิวฟงดีดตัวขึ้นมา เขาสูดลมหายใจเข้าแรงๆแล้วครุ่นคิด สักพักเดียวเด็กชายตัวน้อยก็เอ่ยถามคนจอมกะล่อน
    “ฐานปราณของศิษย์พี่ลี้เจ่ยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”
    “ปกติ...เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”
    ลี้เจ่ยใช้สมาธิมองดูฐานปราณอยู่ครู่เดียวแล้วตอบโดยที่ไม่ต้องคิด จิวฟงพยักหน้าลงเล็กน้อย แล้วเด็กชายก็เปิดเผยกับศิษย์พี่
    “ฐานปราณของข้าสร้างขึ้นโดยวิชาลมปราณปฐมธาตุ ฐานปราณของข้าละเอียดอ่อน แต่ก็ลึกซึ้งโดยไม่มีประมาณ ศิษย์พี่ไม่อาจฝึกวิชานี้อย่างเต็มขั้น เพราะศิษย์พี่มีฐานปราณปกติตั้งอยู่ก่อนแล้ว”
    ลี้เจ่ยเสียดายที่ตัวเองค้นพบวิชานี้ช้าเกินไป ฐานปราณเป็นที่รวมพลัง อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญของผู้บำเพ็ญตนทั้งหลาย หากฐานปราณของจิวฟงลึกซึ้งอย่างที่ว่า ย่อมแปลว่าเสาปราณของเด็กชายมีพลังอัดแน่นอยู่ทั่วทุกอณู ซึ่งนั่นจะทำให้จิวฟงแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนคนใดๆ
    แม้ไม่อาจย้อนเวลากลับไปสร้างฐานปราณใหม่ แต่ลี้เจ่ยก็สามารถสร้างเสาปราณย้อนกลับได้ การฝึกวิชาลมปราณปฐมธาตุจะเป็นบันไดให้เขาก้าวขึ้นไปอยู่เหนือผู้อื่น
    ผู้อาวุโสแซ่ลี้ผู้ประกอบด้วยสติปัญญาหลับตาแล้วนึกทบทวนเคล็ดวิชาลับ ไม่ช้าเขาก็เข้าใจหลักการเดินลมปราณย้อนกลับอย่างทะลุปรุโปร่ง
    คนแซ่ลี้หดแขนแล้วยืดตัวกลับมาอยู่ในท่าปกติ เขาตบไหล่จิวฟงแรงๆสองสามที
    “ข้าจะเดินปราณด้วยวิชานี้ จะสังเกตดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงใดกับร่างกายหรือไม่ แม้ฐานปราณของข้าไม่ได้สร้างมาจากหลักการเดินลมปราณย้อนกลับ แต่ข้าคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหา หากวิชานี้เป็นเหตุให้เกิดการชะลอวัย การสร้างเสาปราณย้อนกลับก็น่าจะส่งผลไม่มากก็น้อย ต่อจากนี้ไปเจ้าอย่าเพิ่งเดินลมปราณ รออีกสักเดือนให้ข้าตั้งเสาปราณย้อนกลับได้แล้วข้าจะมาส่งข่าวอีกที...”
    จิวฟงประสานมือคำนับผู้เป็นทั้งผู้อาวุโสและศิษย์พี่ ลี้เจ่ยตบไหล่เด็กชายอีกสองสามหน จากนั้นเขาก็เดินไปทางประตูบ้าน ขณะที่กำลังจะเปิดประตูบ้านออกไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น จากนั้นเสียงของเจิ้งซิ่งฝูก็ดังตามมา
    “ผู้อาวุโสลี้ จิวฟง เปิดประตูหน่อย ข้ามีธุระจะคุยด้วย”
    เจิ้งซิ่งฝูถือกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วเดินเข้ามาในบ้านพัก คนแซ่เจิ้งพยักหน้าให้คนจอมกะล่อนแล้วหันไปหาจิวฟง คนร่างเล็กชูกระดาษจตุรทิศที่มีลายมือของหวงหยินฟาให้จิวฟงเห็น จากนั้นเขาก็เอ่ยบอกกับเด็กชาย
    “ผู้อาวุโสส่งข่าวมาบอกว่าให้เจ้าเร่งเดินลมปราณ ให้เจ้าบรรลุถึงขั้นที่สามภายในระยะเวลาหกเดือน ในจดหมายกำชับว่าให้เจ้าปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด...”
    แววตาของเจิ้งซิ่งฝูแฝงไปด้วยความหนักใจ คราวนี้คนแซ่เจิ้งเดาใจหวงหยินฟาไม่ถูก เจิ้งซิ่งฝูไม่รู้ว่าชายตาเดียวจริงจังกับคำสั่งมากแค่ไหน หากจดหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตักเตือนให้จิวฟงเร่งฝึกตน เขาก็พอจะเข้าใจ แต่นี่คนแซ่หวงกลับระบุขั้นปราณและขีดเส้นตายเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการที่จะให้จิวฟงบรรลุขั้นปราณที่สามในเวลาเพียงครึ่งปีนั้นเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
    ลี้เจ่ยก็หนักใจไม่แพ้กัน แม้จิวฟงจะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่คำสั่งของผู้เป็นอาจารย์นั้นโหดหิน ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้คนแซ่ลี้เป็นกังวลที่สุดก็คือการที่ศิษย์น้องของเขาต้องเดินลมปราณทั้งๆที่ยังไม่ทราบถึงสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
    จิวฟงอ่านจดหมายฉบับนั้นจบก็ยืนตัวแข็ง ไม่ใช่ว่าเขาจะบรรลุถึงขั้นที่สามภายในครึ่งปีไม่ได้ แม้เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีทรัพยากรอย่างเหลือเฟือ และหากเขามุ่งมั่นจนสุดชีวิต จิวฟงก็คิดว่าเขาสามารถบรรลุถึงขั้นที่สามภายในระยะเวลาที่หวงหยินฟากำหนด ทว่าในตอนนี้เขาไม่อยากเดินลมปราณ เนื่องด้วยเสาปราณของเขาตั้งอยู่บนฐานปราณที่สร้างจากวิชาลมปราณปฐมธาตุ...วิชาที่อาจเป็นต้นเหตุให้เขาหยุดการเจริญเติบโต
    “อาจจะไม่เกี่ยวกับลมปราณย้อนกลับก็ได้” จิวฟงครุ่นคิด แต่พอเจ้าเปี๊ยกคิดจะฝึกเดินลมปราณตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์ เด็กชายก็พลันนิ่งชะงัก จิวฟงเหลือบตามองเจิ้งซิ่งฝูและลี้เจ่ย แล้วขาก็พูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา
    “ขั้นสาม บางคนเข้าสู่กระบวนการชะลอวัยเมื่อได้ปราณขั้นสาม นั่นหมายความว่าหากข้าบรรลุถึงขั้นนั้นทั้งๆที่ปัญหาของข้ายังไม่ได้รับการแก้ไข...” พูดเพียงแค่นั้นจิวฟงก็หุบปาก สีหน้าของเด็กชายฉายแววหวาดวิตก เจิ้งซิ่งฝูและลี้เจ่ยพยักหน้า แล้วคนทั้งสองก็พูดออกมาพร้อมๆกัน
    “เจ้าจะดูเป็นเด็กเช่นนี้ตลอดไป!”
    จิวฟงเดินวนอยู่ในบ้านอย่างงุ่นง่าน ไก่ขาวใยไหมมองดูจิวฟงที่เดินกลับไปกลับมาก็ถึงกับเวียนหัว เจ้าแมวดำใช้สองเท้าปิดตาเพื่อที่จะไม่ต้องมองเด็กชายให้รู้สึกรำคาญ เจ้าเปี๊ยกเดินเวียนวนอยู่ในบ้านไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบ ทันทีที่ได้ยินลี้เจ่ยเรียกขาน เด็กชายก็รีบถลันออกไปด้านนอกโดยพลัน
    “ศิษย์พี่ลี้เจ่ย!ท่านเจ้าสำนักอนุญาตให้ข้าใช้ยานเหาะเพื่อไปยังป่าแดนบูรพาหรือไม่!” จิวฟงเขย่าแขนลี้เจ่ยอยู่ซ้ำๆ ฝ่ายลี้เจ่ยพยักหน้าให้เจิ้งซิ่งฝูที่ยืนอยู่ด้านหลัง จากนั้นเขาก็หันกลับมามองเด็กชาย
    “ข้าได้เรียนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าให้ท่านเจ้าสำนักได้รับทราบ แต่ท่านป้านโหวลี่ก็ไม่อนุญาตให้เจ้าใช้ยานเหาะของสำนัก...”
    จิวฟงเงยหน้ามองศิษย์พี่ด้วยแววตาที่ผิดหวัง ขณะที่เด็กชายกำลังจะกล่าวอะไรออกมา ลี้เจ่ยก็เอ่ยต่อว่า
    “ห่างจากเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานไปทางทิศเหนือราวหกหมื่นลี้มีขุนเขาเหยาวู่ตั้งอยู่ ขุนเขาอันร่มรื่นแห่งนั้นเป็นที่ตั้งของสำนักแพทย์เชิ่งหัว ปรมาจารย์แพทย์เทวะผู้ปกครองขุนเขามีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมากกว่าผู้ใดในทวีปเฉียนฉิน ท่านหยุนยี่เชิ่งรักษาได้ทั้งคนและสัตว์ ร่ำลือกันว่าท่านผู้นั้นรักษาได้แม้กระทั่งสัตว์อสูร ไม่มีโรคใดที่ท่านหยุนยี่เชิ่งรักษาไม่ได้ ไม่มีความผิดปกติทางร่างกายใดๆที่ท่านปรมาจารย์แพทย์เทวะตรวจไม่พบ ท่านป้านโหวลี่ให้พี่เจิ้งไปส่งเจ้าถึงขุนเขาเหยาวู่เพื่อให้ปรมาจารย์แพทย์เทวะตรวจรักษา พอเสร็จธุระแล้วให้เจ้ารีบกลับมายังสำนักเพื่อเร่งฝึกตนตามคำสั่งของผู้อาวุโสหวง” กล่าวจบลี้เจ่ยก็ยิ้มกว้างให้เด็กชาย เมื่อได้ยินข่าวดี จิวฟงก็ยิ้มหน้าแป้น เขากล่าวขอบคุณศิษย์ผู้พี่อยู่หลายครั้ง
    เจ้าเปี๊ยกไม่รอช้า เขาตะโกนเรียกเจ้าหางเพลิงและเจ้าไก่ขาวใยไหม จากนั้นจิวฟงก็กระโดดไปขี่หลังเจิ้งซิ่งฝู เจ้าแมวดำพุ่งเข้ามาเกาะหลังเจ้าเปี๊ยก แล้วเจ้าไก่ขาวใยไหมก็ขึ้นมาขี่คอเจ้าแมวดำอีกที
    “จิวฟง ทำไมไม่ควบรวบอสูรแล้วบินตามข้าไป” เจิ้งซิ่งฝูเอี้ยวคอไปดูก็เห็นว่ามีทั้งคนและสัตว์อสูรอีกสองชีวิตอาศัยเขาเป็นพาหนะเดินทาง ลี้เจ่ยมองดูศิษย์ผู้น้องแล้วยิ้มปากกว้าง จากนั้นคนแซ่ลี้ก็เปิดเผยกับเจิ้งซิ่งฝู
    “พี่เจิ้ง หากฟงน้อยไม่รู้ถึงสาเหตุของความผิดปกติที่แน่ชัด ข้าคิดว่าเขาคงไม่เสี่ยงควบรวมกับสัตว์อสูรแน่ๆ”
    “ตามใจ!”
    คนร่างเล็กพ่นลมแรงหนึ่งที จากนั้นก็พยักหน้าให้ผู้อาวุโสคนใหม่ จิวฟงโบกไม้โบกมือลาศิษย์พี่แซ่ลี้ แล้วสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ก็พุ่งลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
    “ความจริงเจ้าเป็นเด็กอย่างนี้ตลอดไปก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหา...”
    ลี้เจ่ยมองไปยังศิษย์ผู้น้องพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ พอเจิ้งซิ่งฝูบินลับสายตาไปแล้ว ตัวเขาก็พุ่งทะยานไปทางหุบเขาโห่วหยาเพื่อกลับไปตรวจดูความเรียบร้อยของหุบเขาที่ตนเองปกครอง
    จิวฟงมองทิวทัศน์เบื้องล่างก็รู้สึกคุ้นตา พอถามเจิ้งซิ่งฝูก็ได้รับคำตอบว่าเส้นทางที่จะไปยังขุนเขาเหยาวู่คือทิศทางเดียวกับที่จะไปยังตระกูลลี้ เจ้าแมวดำก็จ้องมองลงไปด้านล่างอย่างไม่กะพริบตา ส่วนเจ้าไก่ขาวใยไหมเชิดหน้าเพื่อรับเอาสายลมที่มาปะทะใบหน้าเล็กๆของมัน
    ขุนเขาเหยาวู่อยู่ห่างจากสำนักวายุจำรัสหกหมื่นลี้ ระยะทางขนาดนี้ถือว่าไกลสำหรับปุถุชนคนธรรมดา แต่สำหรับผู้มีปราณระดับเจิ้งซิ่งฝูแล้ว การเดินทางเป็นระยะทางหกหมื่นลี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ห้าวัน เขาก็พาเด็กชายและสัตว์อสูรอีกสองตัวมาหยุดอยู่ที่ตีนของขุนเขาซึ่งยอดของมันสูงจรดก้อนเมฆขาว
    เจิ้งซิ่งฝูซ่อนตัวอยู่ในแนวป่า เขาสั่งให้เด็กชายเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นสีดำ เจ้าเปี๊ยกมองหน้าคนแซ่เจิ้งอย่างสงสัย แต่สุดท้ายจิวฟงก็วิ่งเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ ครู่เดียวเจ้าเปี๊ยกก็เดินกลับออกมาพร้อมกับสวมใส่เสื้อผ้าสีดำอันทะมัดทะแมง
    “ทำไมต้องเปลี่ยนชุด ข้ามารักษาอาการผิดปกติไม่ได้มาทำภารกิจ”
    “ข้าว่าอย่าให้คนรู้ว่าเจ้ามาจากสำนักวายุจำรัสจะดีที่สุด...” เจิ้งซิ่งฝูมองซ้ายมองขวา เขาโน้มตัวลงมาแล้วป้องปากบอกกับเด็กชาย
    “ข้าไม่อยากให้ทางสำนักแพทย์เชิ่งหัวรู้ว่าศิษย์ของสำนักเราถ่อมาถึงที่นี่ เพียงเพราะต้องการโอสถเพิ่มความสูง!”
    “ข้าไม่ได้มาขอยาเพิ่มความสูง ข้ามารักษาอาการหยุดการเจริญวัย!” เจ้าเปี๊ยกมองคนแซ่เจิ้งด้วยสายตาปะหลับปะเหลือก เจิ้งซิ่งฝูหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เขาชี้ไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าขึ้นไปสู่ยอดเขาอันสูงชัน
    “เส้นทางนั้นเป็นทางที่ผู้ป่วยใช้ขึ้นไปยังยอดเขาจื้อเหลียวเพื่อรับการรักษา ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาเหลียนฉี บนเขาเหลียนฉีเป็นที่เพาะบ่มวิชาแพทย์ให้ผู้คนที่มาจากทั่วทั้งทวีป นับว่าขุนเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ผลิตแพทย์ชั้นยอดอย่างแท้จริง”
    จิวฟงพยักหน้า เขามองเส้นทางที่จะขึ้นไปยังยอดเขาจื้อเหลียวแห่งการรักษา เด็กชายเห็นว่ามีคนมุ่งหน้าขึ้นไปพบกับปรมาจารย์แพทย์เทวะเป็นจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้มีทั้งคนธรรมดาและผู้ที่เพาะบ่มตน ส่วนเส้นทางอันวกวนที่ทอดยาวไปตามไหล่เขาเหลียนฉี เห็นจะมีแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นที่เดินเท้าขึ้นไปเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักแพทย์อันดับหนึ่ง
    เจิ้งซิ่งฝูยื่นกระดาษจตุรทิศให้จิวฟงสองแผ่น แผ่นแรกเขาให้จิวฟงเก็บรักษาไว้ อีกแผ่นหนึ่งให้เด็กชายถ่ายปราณลงไป พลันเมื่อปราณของเด็กชายแผ่ซึมเข้าไปในกระดาษ อักขระสีเงินก็ส่องแสงฉาดฉาย ชุดอักขระอันสว่างไสวดูดเอาไอปราณของจิวฟงแล้วจดจำไว้ ผ่านไปสิบคู่ลมหายใจแสงสีเงินก็ค่อยๆเลือนราง หลังจากนั้นเจิ้งซิ่งฝูก็รับเอาแผ่นกระดาษกลับไป
    “ถ้ามีเรื่องอะไรให้เจ้าส่งข่าวมาแจ้งข้า หากรักษาอาการผิดปกติเรียบร้อย ให้รีบแจ้งข่าวมาทางกระดาษจตุรทิศ แล้วข้าจะเดินทางมารับเจ้า” จิวฟงพยักหน้าหงึกๆ เขามองขึ้นไปบนยอดเขาแห่งการรักษาด้วยสายตามุ่งมั่น ด้วยฝีมือของปรมาจารย์แพทย์อันดับหนึ่ง เขาจะต้องตัวสูงและเติบใหญ่ จากนี้ไปจะไม่มีอะไรมาหยุดการเจริญเติบโตของเขาได้
    “ผู้คนที่นี่เป็นพวกรักสงบ อย่าไปก่อเรื่องเข้าล่ะ หากเจ้าไม่ได้รับการรักษาก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
    “จนกว่าจะรักษาเสร็จ ข้าจะทำตัวเป็นเด็กดี!” เจ้าเปี๊ยกยิ้มแฉ่ง เจิ้งซิ่งฝูหัวเราะแล้วยักคิ้วให้เด็กน้อย คนแซ่เจิ้งลูบหัวเจ้าไก่ขาวอีกสองที เขามองหางของเจ้าแมวดำที่บัดนี้ปราศจากแสงไฟ แล้วเขาก็เน้นย้ำกับเด็กชาย
    “ข้าไปล่ะ อย่าก่อเรื่อง อย่าให้ใครรู้ถึงตัวตนของเจ้า อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้ามาจากสำนักวายุจำรัส...ข้าอาย!” ว่าแล้วเจิ้งซิ่งฝูก็หายวับไปราวกับสายลม
    จิวฟงมองไปตามเส้นทางก็เห็นว่ามีคนเกือบร้อยเดินต่อแถวเพื่อขึ้นไปรับการรักษา ครุ่นคิดอยู่ครู่เดียวเจ้าเปี๊ยกก็ยิ้มหน้าแป้นแล้วพยักหน้า จากนั้นเด็กชายก็เอ่ยบอกกับสัตว์อสูรทั้งสองตัว
    “โรคที่ข้าเป็นนั้นรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร่งด่วนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นข้าจำเป็นต้องขึ้นไปให้ถึงยอดเขาโดยเร็วที่สุด”
    “หง่าว” “กุ๊กๆ” สองสัตว์อสูรรับคำอย่างเห็นด้วย
    และแล้วจิวฟง เจ้าแมวและเจ้าไก่ขาวก็ทะยานขึ้นไปยังยอดเขาโดยใช้เส้นทางลัดที่ตัดผ่านแนวป่าโดยไม่สนใจกับผู้คนที่เดินต่อแถวแม้แต่น้อย...


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน