บ้านตระกูลหวงก่อตั้งมานานนับศตวรรษผ่านร้อนหนาวสารพันปัญหาใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน ร่วมกับค่ายธรรมะต่อสู้กับพรรคมารค้ำจุนยุทธจักรหลายต่อหลายครั้งบาง่ถึงกับต้องรวบรวมกำลังร่วมกับทางการต่อสู้ข้าศึกที่คิดมาตีชิงแผ่นดินเข่นฆ่าประชาชน ที่ผ่านมาสูญเสียเืและน้ำตาไปมากมายเวลานี้สถานปนาตนเป็สำนักใหญ่ที่สุดในลั่วหยางและเป็สำนักเดียวที่สามารถไม่เขียนชื่อสำนักไว้ที่ป้าย หากแต่มีตัวอักษร “พิทักษ์ธรรม” สีทองเขียนบนป้ายสีดำแขวนไว้ที่ประตูด้านหน้ากระนั้น ชาวยุทธและผู้คนทั่วไปล้วนทราบดีว่าสถานที่แห่งนี้คือสำนักตระกูลหวง แม้ผ่านเวลามานานหลายสิบปี ตัวหนังสือยังคงติดตรึงสีทองยังงามอร่ามตา ยิ่งอยู่ในความมืดยิ่งเป็ประกาย ร่ำลือกันว่า ทองที่ใช้เขียนบนป้ายเป็ทองแท้
“หวงเจียงเฉียง” ประมุขสำนักคนปัจจุบัน เป็ชายร่างใหญ่สูงแปดเชี๊ยะเศษ (ราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ) ตาโต จมูกโด่ง คิ้วหนา ไว้หนวดเฟิ้มเครายาวถึงกลางอก แม้อายุเจ็ดสิบปีแล้ว แต่ยังเข้มแข็งหนักแน่น สามสิบปีที่ผ่านมา ตระกูลหวงเติบโตก้าวหน้าเปลี่ยนจากสำนักมีชื่อระดับกลางขึ้นเป็ใหญ่เหนือสำนักอื่นด้วยฝีมือการบริหารของท่านนี่เอง
ยามเย็นประมุขหวงยืนจิบชาอู่หลงชมสวนดอกไม้ ด้านหลังเป็ห้องหนังสือแสงโคมส่องทะลุหน้าต่าง คนส่วนใหญ่นิยมดื่มอู่หลงตอนเช้า แต่ท่านชมชอบ่เย็น ผู้อื่นชอบนั่งเราชอบยืน
สวนดอกไม้ของตึกพิทักษ์ธรรมกว้างขวางใหญ่โตกว่าสวนบ้านคหบดีร่ำรวยทั่วไปอย่างน้อยสามเท่าดอกบ๋วยที่นี่บานตลอดสี่ฤดู ประมุขหวงแม้เป็ใหญ่ในยุทธภพแต่มีภริยาเพียงคนเดียว และมีธิดาหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวเช่นกัน ด้วยใน่วัยหนุ่มทุ่มเทฝึกวรยุทธ ออกผดุงคุณธรรมช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก หลังจากรับตำแหน่งเ้าสำนัก ยิ่งโหมทำงานมิรู้เหน็ดเหนื่อย จนลืมมีบุตรภริยาตราบจนอายุเกือบห้าสิบปี วันหนึ่ง ขณะล่องเรือชมทะเลสาบ พบเห็นสตรีสาวตกน้ำจึงะโลงไปช่วยเหลือกลับได้ภริยาคู่ชีวิต ไม่ว่าชาวยุทธชาวบ้านต่างพากันอิจฉาท่านประมุขที่ได้แต่งงานกับสาวงามอายุน้อยกว่าเกือบสามสิบปีทั้งให้กำเนิดธิดาน้อยน่ารัก ซึ่งเติบใหญ่เป็หญิงสาวสะคราญโฉม ยากจะหาผู้ใดเปรียบไม่มีใครสงสัยเลยว่าความงามย่อมได้มาจากมารดา โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าอ่อนหวานตอนแรกหนุ่มน้อยในลั่วหยางมักเรียกนางว่า แม่ดอกบ๋วย อ้างอิงจากความหวานของรูปลักษณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จึงแอบเรียกกันลับๆ ว่า “บ๋วยหวานดักปักษา”เพราะนกกาตัวใดที่เผลอมาเกาะแกะแทะเล็มกิ่งบ๋วยต้นนี้มักถูกก่อกวนกลั่นแกล้งให้อับอายขายหน้า ชื่อเสียงด่างพร้อย จนต้องยอมพับเสื่อกลับบ้านช่องมองหาวัดนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่เนืองๆ
นิสัยอาจหาญสู้คนย่อมได้มาจากบิดา
เจียเจียแอบย่องมาด้านหลังเงียบๆสีหน้าเ้าเล่ห์
"กลับบ้านค่ำมืดอีกแล้วมารดาเ้าปรุงไก่ตุ๋นโสมด้วยตนเอง เ้าไปกินเป็เพื่อนนางเถอะ"
"ท่านแม่ชอบบ่นว่าข้าพเ้าครั้งละนานๆสู้ท่านพ่อไม่ได้"
"พ่อแก่ชราแล้วจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมารบรากับเ้า"
"คนชราที่ไหนสามารถนำศิษย์หน้าใหม่ฝึกฝนด้วยตนเองท่านแม่ยังบ่นท่านพ่อประจำว่าไม่ยอมปล่อยวางงานให้ศิษย์พี่"
"บิดาอยากพบปะเด็กรุ่นใหม่โดยเร็วบ้างกว่าจะผ่านด่านศิษย์พี่เ้า บางทีหลงเหลือมาไม่ถึงครึ่งหนึ่ง"
นี่เป็กฎของสำนักตระกูลหวงผู้ที่จะกราบเ้าสำนักได้ ต้องผ่านการฝึกหนักหกเดือน ส่วนใหญ่ศิษย์หน้าใหม่มักจะถอดใจลาออกไปใน่นี้
"ผู้คนร่ำลือกันว่าสำนักเรารับเงินบริจาคเงินแลกกับการเข้าเป็ศิษย์"
ประมุขหวงเงยหน้าขึ้นหัวเราะมือลูบเครา
"ฮา ฮา เงินทองของเราแม้เ้าไม่แต่งงานออกเรือนอยู่จับจ่ายใช้สอยจนแก่เฒ่าก็ยังไม่หมดไป ทรัพย์บริจาคพวกนั้นแค่ทาสีรั้วสำนักเรายังไม่เพียงพอ มา ไปชวนมารดาเ้ากินข้าวกันเถอะ สนทนากันทีไรบิดาเหน็ดเหนื่อยหิวโหยทุกที"
เจียเจียหัวเราะคิกคักะโโลดเต้นไปหามารดาซึ่งหญิงสาวทั่วไปมิอาจทำตัวกระโดกกระเดกเช่นนี้แต่ประมุขหวงมีลูกตอนอายุมาก รักถนอมยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ ไม่เคยกล้าอบรมบ่มนิสัยนางอย่างรุนแรงเลย อย่าว่าแต่ตบตี
ขอเพียงเ้าเติบใหญ่มีความสุขก็เพียงพอแล้ว
โต๊ะอาหาร
นอกจากไก่ตุ๋นโสมยังมีเห็ดน้ำแดง เป๋าฮื้อเจี๋ยน หมูทอดราดซอสเปรี๋ยวและเครื่องเคียงอื่นๆอีกมากมาย
มารดาของเจียเจียแม้นับอายุเป็สาวใหญ่แต่ความงามพิลาศมิได้ลดน้อยถอยลง อิริยาบถนุ่มนวล ใบหน้ายังคงเปี่ยมเสน่ห์ โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าอ่อนเป็ประกายเข้มกว่าของธิดาแสดงถึงเชื้อสายคนนอกด่าน หากอารมณ์ดีนางจะเข้าครัวลงมือทำอาหารซึ่งมักจะเหลือเฟือเผื่อแผ่เป็ลาภปากให้ศิษย์ในสำนักได้อีกหลายคน
ตามธรรมเนียมตระกูลหวง ผู้ที่สามารถร่วมโต๊ะกับเ้าสำนัก นอกจากครอบครัวแล้วมีเพียงศิษย์าุโเท่านั้น
วันนี้ศิษย์าุโคนอื่นล้วนรับประทานแล้ว
เจียเจียนั่งตรงกลางคอยคีบอาหารให้บิดามารดาแต่ นางเองไม่กินเท่าใด
"เดี๋ยวนี้ฝีมือแม่ไม่ถูกปากแล้วหรือ" มารดากระเซ้า
"ผู้บุตรไม่คอยหิวเท่าไหร่ท่านพ่อกับท่านแม่ทำงานเหน็ดเหนื่อย ควรทานให้มาก"
ประมุขหวงยิ้มกว้างรับประทานได้เยอะเป็พิเศษ
หวงฮูหยินก็ยิ้มแย้มหันไปถามบุตรีแก้วตาดวงใจ
"วันหลังเ้าอยากกินอะไรเป็พิเศษบอกแม่จะทำให้"
เจียเจียแววตาเป็ประกายสดใสแต่มิกล้าสบตามารดา
"หากไม่รบกวนท่านแม่มากไปลูกอยากทานบะหมี่เนื้อ"
ฮัดเช้ย
บุรุษหนุ่มถือพัดจามออกมาทำให้นางมารน้อยที่หลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อเห็นมัน นางพยายามจะยันกายลุกขึ้นจากเตียง
มันนั่งข้างตัวนางได้กลิ่นกายหอมกรุ่นคล้ายกลิ่นบุปผา
พัดกดไหล่นางไว้
"ท่านยังาเ็สมควรนอนพักให้มาก"
เหมือนฉุกใจคิดนางก้มลงมองดูต้นขาของตน
รู้สึกว่ามีผ้าพันแผลมัดไว้ด้านในกระโปรง
นางเงยหน้าสบตาบุรุษหนุ่มอย่างไม่ครั้นคร้าม
มันยิ้มน้อย
"หากไม่นอนก็รับประทานข้าวต้มร้อนๆจะช่วยฟื้นฟูกำลัง"
ว่าแล้วลุกขึ้นออกจากห้องไป
ครู่หนึ่งข้าวต้มกับชาร้อนก็ถูกจัดวางบนโต๊ะ
ผู้ที่ยกมากลับมิใช่เสี่ยวเอ้อปากหนักแต่เป็หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง
"อาหารกับชาให้รับประทานตอนที่ยังร้อนาแเป็อย่างไรบ้าง"
นางมารน้อยมีสีหน้าสงสัย
หญิงกลางคนยิ้ม
"ข้าพเ้าเป็ผู้ใส่ยาพันแผลให้ท่านเอง หากโลหิตยังมิหยุดไหลให้เสี่ยวเอ้อไปตามได้ทุกเมื่อ"
นางมารยิ้มกล่าวขอบคุณ