ยังไม่ได้ตรวจคำผิด
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้ไรท์มโนขึ้นมาความสมเหตุสมเหตุสมผลมีบ้างไม่มีบ้าง รบกวนอ่านเพื่อความบันเทิงใจ ขอบคุณค่ะ
++++++++++++++++++++++
หยางมี่มองป่าไปรอบๆ รู้สึกว่าต้นไม้เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว บางต้นก็เริ่มแตกหน่ออ่อนๆ ออกมาให้เห็น
"ท่านพ่อตรงนั้นเจ้าค่ะ"
หยางมี่กระซิบกระซาบกับท่านพ่อพร้อมกับชี้มือไปอีกทางหนึ่ง พอหยางเจี้ยนเห็นแล้ว เขาก็นำลูกธนูมาขึ้นสายแล้วเล็งไปที่เป้าหมายทันที คราวนี้หยางเจี้ยนยิงทีเดียวได้ไก่ถึงสองตัว
"โอ้โห...ได้ตั้งสองตัว"
หยางจื่อเดินไปเอาไก่ที่ตายแล้วมาใส่ในตะกร้าของน้องสาว พร้อมกับยกมาสะพายไว้เอง หยางเจี้ยนเห็นฝูงไก่ป่าอีกครั้ง เขาก็ยิงเข้าไปแล้วก็ได้ไก่ป่ามาอีกสองตัว รวมเป็นห้าตัวหลังจากนั้นก็เป็นหวังเฉากับหม่าฮั่นล่าได้อีกรวมเป็นเจ็ดตัว
"พ่อว่าได้ไก่พอแล้ว เรากลับกันเถอะ"
หยางมี่เดินอยู่ตรงกลางพร้อมกับคอยมองสิ่งรอบตัวอยู่ตลอด เพื่อจดจำเส้นทางเอาไว้
หากว่าป่าแห่งนี้ผลิดอกออกผลให้เต็มที่ก่อน นางจะกลับมาสำรวจอีกครั้ง
ทั้งหมดรีบเดินกลับมาถึงบ้านด้วยความรวดเร็ว หยางเจี้ยนก็จัดการกับไก่ป่าให้กับลูกสาวทันที
"ท่านพ่อ เก็บเครื่องในเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ"
"เจ้าจะเอาไปทำสิ่งได้หรือ"
"เอามากินเจ้าค่ะ"
"มันกินได้หรือลูก"
"ตอนอยู่หมู่บ้านหนานจงข้าค้นพบว่ามันกินได้เจ้าค่ะ แล้วก็อร่อยด้วย ข้าจะทำให้พวกท่านกินนะเจ้าค่ะ"
หยางมี่ให้ท่านพ่อผ่าท้องไก่ตรงกลางให้แบะออกก่อน หลังจากนั้นนางเอามีปลายแหลมมาแทงไก่ให้เป็นรูจากทางด้านใน
หลังจากนั้นก็เอาน้ำหมักไก่ที่ผสมด้วยโชยุ เกลือ น้ำตาลทรายแดง กระเทียม
ทาให้ทั่วแล้วนวดให้น้ำหมักเข้าเนื้อ จากนั้นก็นำไก่ไปตรึงกับไม้ไผ่แล้วหันกลับมาจุดไฟในเตาทิ้งเอาไว้ เมื่อไฟเริ่มเบาลง นำขี้เถ้ามาโรยในไฟเพิ่มแล้วเอาไก่ที่หมักลงไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ นางค่อยๆ ย่างอย่างใจเย็น
"ไก่ย่างแบบนี้ต้องกินกับข้าวเหนียว ส้มตำ น้ำจิ้มแจ่วมันจะดีกว่านี้มาก นึกแล้วก็น้ำลายแตก"
หลังจากนั้นนางก็ไปล้างเครื่องในด้วยแป้งมันและน้ำส้มหมัก เพื่อล้างเหมือกและขจัดความคาวออกไป หั่นเป็นชิ้นพอคำ ทุบกระเทียม พริกแห้ง และหันต้นหอมเป็นท่อนๆ เตรียมเอาไว้ก่อน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ไก่ย่างหนังกรอบของนางก็เสร็จสิ้น
"พี่ใหญ่เจ้าคะ ท่านเอาไก่ย่างไปให้ท่านลุงอี้ได้หรือไม่"
"ได้..พี่จะเอาไปให้เอง แล้วจะให้กี่ตัวหรือ"
"สามตัวเจ้าค่ะ"
นางเอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมัน พอน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่พริกแห้งกับกระเทียมผัดให้หอม จากนั้นก็เอาเครื่องในไก่ลงไปผัด ปรุงรสด้วยโชยุ เกลือหยิบมือ น้ำตาลทรายแดงเพื่อตัดหวานนิดหน่อย
สุดท้ายก็ใส่ต้นหอมหันท่อนคลุกเคล้าให้ทั่วก็เป็นอันเสร็จแล้วก็ตักใส่ถ้วยใหญ่
หยางมี่จัดโต๊ะกินข้าวอย่างรวดเร็ว เพราะว่ามันเลยเวลากินยาของน้องชายไปแล้ว
"หอมมากเลยขอรับ"
"เฉินเอ๋อร์เจ้าก็กินได้แล้ว อย่าเอาแต่ดมสิ"
"ขอรับ หื้อหือ!!"
เมื่อทุกคนเอาไก่เขาปาก ต่างก็ตะลึงในรสชาติที่มีทั้งความเค็ม และความหวาน ทั้งยังหอมกลิ่นกระเทียมและควันไฟ หนังกรอบแต่ข้างในยังคงชุ่มฉ่ำ
"อร่อยมาก!!"
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันพร้อมกับมองมาที่หยางมี่ตัวน้อยทันที ส่วนยางมี่ที่เห็นทุกคนกินอย่างอร่อย นางที่เป็นคนทำก็ได้แต่ปลื้มใจ
"ลูกน่าจะขายไก่ย่างด้วยนะมี่เอ๋อร์"
"ขายเจ้าค่ะท่านพ่อแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้เจ้าค่ะ รอเมื่อทุกอย่างพร้อม ข้าถึงจะทำขาย"
"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ย่าจะเลี้ยงไก่ให้พวกเจ้าเอง พวกเจ้ามีงานหลายอย่างที่ต้องทำเยอะแล้ว"
"ดีเลยเจ้าค่ะท่านย่า แต่ข้าจะซื้อไก่จากท่านย่านะเจ้าคะ"
"ไม่ๆ ย่าแค่จะเลี้ยงให้เจ้า พวกเจ้าไม่ต้องซื้อ"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ "
หยางมี่ที่เห็นว่าท่านย่าไม่ยอม นางก็กอดอกเชิดหน้าอมลมแบบงอนๆ ทันที ทำให้ท่านย่าถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้
"ฮ่าๆๆ เจ้าก็ยอมนางไปเถอะนะ ที่หลานต้องทำแบบนี้เพราะอยากให้เรามีรายได้มีตำลึงเก็บเพิ่มขึ้น"
"ก็ได้ๆ ย่ายอมเจ้าแล้ว หัวแข็งเหมือนกันไม่มีผิด"
"เหมือนใครหรือเจ้าค่ะท่านย่า"
"ก็เหมือนปู่แท้ๆ ของเจ้าอย่างไรเล่า หึหึ ว่าแต่ผัดอันนี้อร่อยมาก ย่าชอบ"
หยางเจี้ยนที่ได้ยินก็อมยิ้มออกมาทันที พร้อมกับนึกถึงท่านพ่อของตนเองที่หัวแข็งเหลือเกิน แล้วยังถ่ายทอดความหัวแข็งมาสู่หลานสาวเสียด้วย
ลูกชายคนเล็กก็ใจเย็นดุดสายน้ำเหมือนกับท่านแม่และภรรยาของเขา ส่วนหยางจื่อก็เหมือนเอานิสัยทุกคนมารวมกัน
บ้านหมอต้วนอี้
เฟยเทียน เจี้ยนหัวและต้วนอี้ต่างก็แย่งชิงไก่ย่างกันอย่างไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายน่องไก่ชิ้นสุดท้ายที่ทั้งสามคนยื้อแย่งกันนั้น กระเด็นไปตกในถ้วยของไป๋ลู่สตรีเพียงหนึ่งเดียวของบ้าน
"ขอบใจทุกคนที่เสียสละให้แม่นะ หึหึหึ"
ไป๋ลู่กินน่องไก่ด้วยความอร่อยปะปนกับความสะใจ สามคนพ่อลูกเมื่อเห็นแบบนี้ก็พากันคอตกทันที
"ถ้าหากมี่เอ่อร์ทำขายคงจะขายดีมากเป็นแน่"
"ใช่เจ้าค่ะ..คงเป็นพรสวรรค์ของมี่เอ่อร์ "
"นางเปิดร้านแล้วแต่ข้าก็ยังไม่ได้กินอยู่ดี คนต่อแถวเยอะเหลือเกิน"
"พ่อกับแม่คงต้องรบกวนเจ้าไปต่อแถวให้แล้วล่ะอาเทียน อาหัวลูกรักของพ่อ"
"ขอรับๆ "
"ขอรับๆ "
สามพ่อลูกก็ได้แต่มองไปที่สตรีเพียงหนึ่งเดียวในบ้านที่กำลังกินไก่ย่าง พวกเขาสามพ่อลูกก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ
วันเวลาผ่านไปในที่สุดบ้านของท่านปู่ท่านย่าก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วจะต้องมีพิธีขึ้นบ้านใหม่ แต่ท่านย่าและท่านปู่เป็นคนรักความสงบ
พิธีขึ้นบ้านใหม่จึงตัดออกไป
มีเพียงช่วยกันขนข้าวของเข้าบ้านใหม่ของท่านย่าเท่านั้นงานนี้มีครอบครัวลุงหมออี้มาช่วยด้วยอีกแรง แล้ววันนี้นางก็ปิดร้านเพื่อมาช่วยท่านยายทำความสะอาดบ้าน
"ท่านย่า ข้าชอบบ้านของท่านย่าเจ้าค่ะ มองมุมนี้ก็เห็นทะเล หันไปอีกทางก็เห็นท่าเรือและพรรคภูผามายา"
"หากเจ้าชอบก็มาอยู่กับย่าดีหรือไม่"
"โถ่..ท่านย่า ใครๆ ก็รู้ว่าข้าคือตัวทำละลายความสงบนะเจ้าคะ"
"ฮ่าๆๆเจ้าก็เหมือนกับนกหางบาน"
"ข้าน่ารักเหมือนนกใช่หรือไม่"
"น่ารำคาญต่างหากเล่า ทั้งยังดื้อดึงหัวแข็ง"
"โถ่ท่านย่าก็"
ท่านย่าดึงหยางมี่เข้ามาโอบกอด พลางนึกถึงเมื่อตอนที่ยังอยู่หมู่บ้านหนานจง นางพยายามจะพาเด็กทั้งสองออกมาจากที่นั้น
แต่มี่เอ๋อร์ทั้งหัวแข็งและดื้อรั้น
บอกว่าจะไม่ไปไหนเพราะมี่เอ๋อร์ไม่เชื่อว่าพ่อและพี่ชายจะตายไปอย่างที่ใครๆ พูดกัน ต้องมีสักวันที่พ่อและพี่ชายจะต้องกลับมาหานางและน้องชาย
วันที่รู้ว่าอาเจี้ยนกับอาจื่อตาย วันนั้นเป็นวันที่หัวใจของนางแทบจะแตกสลาย แต่เมื่อเห็นความหวังเล็กๆ ของมี่เอ๋อร์มันก็ทำให้นางเริ่มมีความหวังตามไปด้วย แล้วสุดท้ายความหวังก็เป็นจริง ในที่สุดพวกเขาก็กลับมา
"ท่านย่าเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ"
"ไม่ได้เป็นอะไร ย่าเพียงดีใจที่พวกเจ้ามีความสุข"
"ข้ารักท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ"
"ปู่กับย่าก็รักเจ้า"
เย็นวันนั้นลุงหมออี้เรียกร้องให้นางทำไก่ย่างหนังกรอบเพื่อเลี้ยงฉลอง อีกทั้งตนเองยอมขุดเหล้าดองโสมจากใต้ดินมาเลี้ยงทุกคนด้วย ท่านปู่กับท่านพ่อของนางต่างชอบอกชอบใจเหล้าโสมมาก
บุรุษสามคนยังคงนั่งดื่มเหล้าและพูดคุยกันสนุนสนาน ส่วนเด็กและสตรีต่างก็แยกย้ายกันไปนอน แต่หยางจื่อและเจี้ยนหัวยังคงนั่งรอท่านพ่อของตนเองพร้อมกับพูดคุยแรกเปลี่ยนความรู้กันไปอย่างถูกคอ
เช้าวันต่อมา
ท่านพ่อของนางยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเพราะเมื่อคืนทั้งสามคนเมาหนักมาก ส่วนนางและท่านย่าช่วยกันเก็บกวาดเศษซากที่ท่านปู่ ท่านพ่อ และท่านลุงหมออี้ได้ทำไว้เมื่อคืนนี้
"มีรั้วเช่นนี้ค่อยวางใจหน่อยนะ"
"เจ้าค่ะท่านย่า ถึงแม้ท่านลุงอี้จะบอกว่าบนนี้ไม่สัตว์ร้าย แต่พวกเราก็วางใจไม่ได้"
ย่าซ่งพยักหน้าภูมิใจกับคำพูดของหยางมี่ ถึงแม้จะเป็นคำพูดที่ดูเกินอายุไปสักหน่อย
"เจ้าปิดร้านเช่นนี้ลูกค้าจะไม่ต่อว่าเอาหรือ"
"ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าได้บอกลูกค้าล่วงหน้าไปแล้ว ข้าจะหยุดอีกครั้งหนึ่งก็คงเป็นตอนที่บ้านของข้าจะเสร็จ"
"คงอีกไม่เกิน7วัน เห็นว่าเหลือเพียงเก็บรายละเอียดเท่านั้น"
"ใช่เจ้าค่ะ"
หลังจากที่ท่านย่าเดินออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบ หยางมี่ก็เดินไปหาน้องชายที่กำลังนั่งดูตำราภาพที่ท่านลุงอี้หามาให้อย่างสนใจ
"เฉินเอ๋อร์ พี่มีภารกิจให้เจ้าทำ"
"ภารกิจอะไรหรือขอรับ"
หยางเฉินดวงตาเปล่งประกายทันทีที่พี่สาวจะมอบหมายภารกิจให้ อย่างน้อยก็ได้ช่วยครอบครับทำงานบ้าง
"หึหึ...ภารกิจนี้ก็คือ...ก็คือ..คือ"
"มี่เอ๋อร์!! แกล้งน้องอีกแล้วนะ"
"โถ่พี่ใหญ่ ข้าอยากให้เฉินเอ๋อร์ได้ตื่นเต้นบ้างก็เท่านั้น"
"พี่สาวบอกข้าสักทีเถอะ"
"ก็ได้ๆ ภารกิจของเจ้าก็คือ ปลุกท่านพ่อกลับบ้าน"
"โถ่..คิดว่าอะไร"
หยางเฉินยู่ปากให้หยางมี่อย่างน่าเอ็นดู จึงโดนพี่สาวหยิกแก้มไปหนึ่งที
"ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก...ข้าเชื่อมือเจ้า"
"ขอรับ"
"อะไรกัน ทำไมตอบรับภารกิจเสียงอ่อยเช่นนี้ เจ้าต้องพูดว่า 'รับทราบขอรับ' ด้วยเสียงดังฟังชัด พร้อมกับยกมือขึ้น ปลายนิ้วชี้แตะที่หางคิ้ว ทำแบบ
พี่สาวแบบนี้"
หยางมี่สอนน้องทำท่าตะเบ๊ะเหมือนคนในเครื่องแบบในชาติก่อนของนาง
"เจ้าลองทำแบบพี่สาวดูนะ 'ภารกิจนี้ของเจ้าช่างใหญ่หลวงนัก...ข้าเชื่อมือเจ้า' "
"รับทราบขอรับ"
หยางเฉินทำตามพี่สาวทุกอย่าง พร้อมกับทำหน้าจริงจัง พูดด้วยเสียงเล็กๆ ของเด็ก4หนาว สุนัขทั้งสี่ตัวเห็นแล้วต่างก็ต้องยกอุ้งเท้าขึ้นมาปิดตาเพราะอับอายแทน
หยางจื่อ และท่านย่าที่เห็นทุกการกระทำของเด็กสองคนกับสุนัขทั้งสี่ตัว ต่างก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
หยางมี่แบกน้องชายไปทำภารกิจสำคัญที่ห้องนอนของท่านพ่อ โดยการวางน้องชายไปนั่งข้างท่านพ่อที่ตอนนี้กำลังนอนกรนเสียงดังเป็นอย่างมาก
"จัดการเลย พี่ไปก่อนนะ"
เมื่อหยางเฉินเห็นพี่สาวเดินออกไปแล้ว เขาก็ได้แต่นั่งมองท่านพ่อที่กำลังนอนเสียงดัง
"ทำไมวันนี้ท่านพ่อนอนหายใจเสียงดังจังเลย ท่านพ่อ ท่านพ่อขอรับ"
หยางเฉินเขย่าตัวของท่านพ่อด้วยกำลังทั้งหมดที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้
แต่ก็ไม่สามารถทำให้ท่านพ่อรู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
"โถ่..ท่านพ่อ เมื่อไหร่จะตื่นขอรับ ข้าปลุกท่านเหนื่อยแล้วนะ ท่านพ่อตื่นได้แล้ว"
หยางเฉินปลุกท่านพ่อไปมาดวงตาก็เริ่มหรี่ลง สุดท้ายก็หลับสนิทบนตัวของหยางเจี้ยน
++++++++++++++++++++
ขอบคุณมากๆค่ะ