ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 5 ตำรับยา
เวลาผ่านไปอีกสองปี ตอนนี้มี่มี่อายุได้ 5 ขวบ สองปีที่ผ่านมาแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆในการช่วยเหลือผู้คนเลย แต่ก็ยังมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มี่มี่บังเอิญไปช่วยพี่ชายของนางที่ถูกสะเก็ดไฟจากเตาทำอาหารกระเด็นใส่ และอีกหนึ่งครั้งที่นางได้ช่วยเด็กน้อยข้อเท้าพลิกจนบวมแดงขึ้นมาจากการสะดุดก้อนหินเพราะเล่นวิ่งไล่จับกับนาง จึงทำให้ยอดคนที่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นมาเป็สี่คนแล้วในตอนนี้
อี้เฉินพยายามสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้ให้กับเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็การผสมยาแต่ละตำรับที่มีทั้งยากและง่ายให้นางได้จำและปฏิบัติตาม เพราะหากนางไม่มีความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง คงไม่มีผู้คนยอมให้นางรักษาให้อย่างแน่นอน เขาไม่ได้คาดหวังแล้วว่าจะให้นางรักษาผู้ป่วยเพื่อสะสมจำนวนให้ได้ในตอนนี้ อี้เฉินที่ปลงตกจึงค่อยๆเป็ค่อยๆไป
"มี่มี่ กำลังเล่นอะไรอยู่หรือลูก"
เหล่าจางผู้เป็พ่อเอ่ยถามขึ้น ทุกวันเขาต้องออกไปทำไร่ทำสวนแต่เช้าและกลับเข้ามา่ค่ำ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้พูดคุยก้บบุตรสาวมากนัก พวกเขาไม่ได้มีปัญหาด้านการเงิน ที่เขาต้องทำงานเพราะเงินที่มีจะหมดไปเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานเพื่อหาเงินมาให้บุตรชายและบุตรสาวใช้ในอนาคต แต่เนื่องจากวันนี้ฝนตกลงมาั้แ่เช้า ทำให้เขาได้หยุดพักอยู่กับบ้าน เมื่อเห็นบุตรสาวกำลังหยิบต้นไม้ต้นนั้นทีต้นนี้ทีจึงได้เดินเข้ามาดูด้วยความแปลกใจ
ปกติเด็กวัยเดียวกันมักจะออกไปวิ่งเล่นซุกซนอย่างนอกบ้าน แต่บุตรสาวของเขาต่างออกไป นางมักชอบที่จะหยิบสมุนไพรอันนั้นมาดู หยิบอันนี้มาดม บางครั้งถึงขั้นนำมาชิม ทำให้เขารู้สึกสงสัยขึ้นมา
"ท่านพ่อ มี่มี่กำลังฝึกผสมยาเ้าค่ะ"
เหล่าจางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยก่อนจะถามขึ้นว่า
"กำลังผสมยาอะไรอยู่หรือ"
"หมาหวงทังเ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินคำตอบของบุตรสาวเขาก็ก้มลงไปมองส่วนผสมที่นางวางเอาไว้ มีทั้งหมาหวง กุ้ยจือและซิ่งเหริน ซึ่งเป็ส่วนประกอบตำรับยาที่นางเอ่ยมาจริงๆทำให้เขาใเป็อย่างมาก
"ลูกรู้วิธีผสมยานี้มาจากไหน?"
"มีคนสอนมาเ้าค่ะ แต่ขาดส่วนผสมอีกอย่างหนึ่งลูกหารอบๆบ้านแล้วแต่ก็หาไม่เจอ"
เหล่าจางที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับใขึ้นไปอีก ตำรับยานี้ขาดส่วนผสมอีกอย่างจริงๆ แค่สามอย่างที่นางนำมารวมกันก็น่าแปลกใจแล้ว นางยังรู้จักส่วนผสมอีกอย่างที่หายไปอีก หรือมันอาจเป็แค่เื่บังเอิญ เขาจึงลองถามขึ้นว่า
" อีกอย่างที่หายไปคืออะไรงั้นหรือ"
"กันเฉ่าเ้าค่ะ"
"...!!!"
เหล่าจางถึงกับพูดไม่ออก เขา้าหนีให้พ้นจากเื่ราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ จึงได้เข้ามาเป็ชาวไร่ชาวนาอยู่ที่สวนแห่งนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวของเขากลับมีพร์ในเื่ที่เขาอยากจะหลีกหนี คิดแล้วก็กลุ้มใจ
อี้เฉินที่เห็นปฏิกริยาของเหล่าจางก็ได้แต่สงสัย เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงดูรู้เื่ตำรับยา หากไม่ใช่หมอหรือผู้ที่เคยได้รับการศึกษาอย่างลึกซึ้งมาก่อน แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะรู้จักตำรับยาชนิดนี้ หรือบุรุษผู้นี้เคยเป็หมอมาก่อนหรือเปล่านะ? เขาได้แต่คิดเื่นี้ขึ้นมาในใจ
"มี่มี่ แล้วลูกรู้จักตำรับยาอะไรอีกบ้างไหม"
ก่อนที่มี่มี่จะทันตอบคำถาม จางซื่อได้เดินเข้ามาพร้อมกับจางจือแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านพี่ ท่านกำลังเล่นอะไรกับลูกอยู่หรือเ้าคะ"
"อ่อป่าวหรอก ข้าเห็นมี่มี่กำลังเล่นผสมสมุนไพรต่างๆดูน่าสนใจดี เลยมาถามนางดูเท่านั้น"
จางซื่อไม่ได้คิดอะไรมาก นางเห็นบุตรสาวเล่นกับสมุนไพรแบบนี้มาั้แ่นางยังไม่สองขวบดี จึงรู้สึกชินกับการกระทำของบุตรสาวเสียแล้ว เหล่าจือก็เคยเห็นบุตรสาวเล่นสมุนไพรบ่อยครั้ง เขาเคยเข้ามาคุยเล่นกับนางบ้างเป็บางครั้งบางคราว นางเพียงพูดชื่อสมุนไพรกับสรรพคุณได้เท่านั้น แต่ครั้งนี้เมื่อเข้ามาถามกลับพบว่านางมีความสามารถด้านผสมยาอีกด้วย
หากเป็ชื่อสมุนไพรและสรรพคุณ ภรรยาของเขาอาจเป็คนสอนได้ เื่นี้ถือว่าไม่แปลก แต่ถ้าเป็การผสมสมุนไพรจนเป็ตำรับยา ภรรยาของเขานางไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านนี้มากนัก หากภรรยาไม่ได้สอน เขาไม่ได้สอน แล้วบุตรสาวจะรู้ได้อย่างไร สงสัยคืนนี้ต้องลองปรึกษากับภรรยาดูเสียหน่อยแล้ว
"ท่านพี่ ไหนๆวันนี้ท่านก็ไม่ได้ไปทำงาน หากฝนหยุดตก เราพาเด็กๆไปเดินเล่นในเมืองกันหน่อยไหมเ้าคะ"
เมื่อได้ยินว่าจะได้เข้าไปในเมือง จางจือและมี่มี่ก็มีดวงตาเป็ประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที น้อยครั้งที่พวกเขาจะมีโอกาสได้เข้าไปชมความคึกครื้นในเมือง ดังนั้นทั้งคู่จึงมองไปทางบิดาด้วยสายตาอ้อนวอน เหล่าจางยิ้มออกมาก่อนจะพยักหน้ารับ สองพี่น้องะโโลดเต้นอย่างดีใจ ก่อนที่มี่มี่จะเข้าไปกอดบิดาอย่างออดอ้อน
"มี่มี่รักท่านพ่อที่สุดเลยเ้าค่ะ"
และเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนในบ้านก็ดังขึ้น
หลังจากฝนหยุดตกคนทั้งสี่ก็พากันออกเดินทางเข้าเมือง แน่นอนจะขาดอี้เฉินไปได้อย่างไร ดังนั้นทั้งสี่คนและหนึ่งตัวจึงออกเดินทางไปพร้อมกัน ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงตัวเมืองหากใช้วิธีการเดินจะใช้เวลาประมาณ 2 เค่อ แต่หากมีเกวียนลาจะใช้เวลาประมาณครึ่งหนึ่งของการเดิน พวกเขาไม่รีบร้อนดังนั้นจึงเดินไปเรื่อยๆจนถึงตัวเมือง
'นั่นคือต้นกันเฉ่า ที่ที่บ้านเ้าไม่มี ขากลับอย่าลืมขุดไปปลูกไว้ที่บ้านด้วย'
เมื่อได้ยินคำพูดของมาวมาวเข้ามาในหัว มี่มี่ก็พยักหน้ารับ หยุดยืนจ้องมองไปทางกันเฉ่าต้นนั้น เหล่าจางที่เห็นบุตรสาวหยุดเดินก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"มี่มี่ เป็อะไรหรือเปล่า"
"ท่านพ่อ ขากลับอย่าลืมเตือนข้าเอาต้นไม้ต้นนี้ไปปลูกที่บ้านด้วยนะเ้าคะ"
เหล่าจางมองไปที่ต้นไม้ต้นนั้นถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะถามบุตรสาวขึ้นว่า
"เหตุใดเราต้องเอามันไปปลูกด้วย ลูกรู้หรือว่านี่มันต้นอะไร"
"มันใช่ต้นกันเฉ่าไหมเ้าคะ"
"ลูกรู้ได้อย่างไรว่านี่คือต้นกันเฉ่า"
มี่มี่กลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ั้แ่ที่นางโดนเพื่อนล้อเลียนว่าเป็คนเสียสติตอนบอกพวกเขาว่าสามารถสื่อสารกับมาวมาวได้และมาวมาวเป็คนสอนนางเื่สมุนไพร นางก็ไม่เคยบอกกับใครอีกเลย
"ข้าเห็นที่ในหนังสือบ้านผู้ใหญ่บ้านเ้าค่ะ"
เหล่าจางมองที่บุตรสาวทีหนึ่งก่อนจะมองไปที่ต้นไม้ต้นนั้น นี่คงเป็เื่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วกระมัง หากนางบอกว่านางรู้ขึ้นมาได้เองหรือแมวข้างๆคอยบอกนาง เขาคงไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าให้นางก่อนที่ทุกคนจะพากันเดินต่อเข้าไปในตัวเมือง
โชคดีที่วันนี้เป็วันเทศกาลโคมลอย ทำให้ในเมืองค่อนข้างครึกครื้นเป็พิเศษ สองพี่น้องตาลุกวาวอย่างตื่นเต้น แม้จางจือจะอายุได้สิบปี แต่ก็ยังถือว่ามีความเป็เด็กอยู่มาก ดังนั้นปฏิกิริยาของเขาจึงไม่ต่างจากมี่มี่มากนัก ทั้งสองเดินเล่นไปในตัวเมืองอย่างมีความสุข มีของขายมากมายสองข้างทาง นานๆทั้งสองจะได้เข้ามาในตัวเมืองสักครั้ง ดังนั้นจางซื่อจึงตามใจทั้งสองคนเป็พิเศษ ให้เขาเลือกขนมที่อยากกินได้คนละสองอย่าง
มี่มี่เลือกสายไหมกับน้ำตาลปั้น เพราะมี่มี่ชอบกินขนมที่มีสีสันสวยงาม ส่วนจางจือเลือกถังหูลู่เพียงอย่างเดียว เพราะเขาไม่อยากใช้เงินของที่บ้านมากนัก จางซื่อได้แต่อ่อนใจกับบุตรชายที่ช่างโตเกินวัยของนางผู้นี้จริงๆ เขาขอออกไปช่วยงานบิดาั้แ่เขาอายุเท่าๆกับมี่มี่ตอนนี้ เขากลัวบิดาจะลำบากมากเกินไปจึงอยากแบ่งเบาภาระ ตอนพวกเขาย้ายมา นอกจากบ้านที่อาศัยอยู่ ยังมีที่ให้ทำไร่ทำสวนอีกสองหมู่ ดังนั้นทุกวันสามีของนางต้องออกไปรดน้ำใส่ปุ๋ย คอยดูแลพืชผลในที่แห่งนั้น เพื่อให้มีรายรับจากการขายผักผลไม้ในสวน ทั้งยังมีไว้กินที่บ้านอีกด้วย
"ท่านแม่ นั่นคือโรงหมอใช่ไหมเ้าคะ"
มี่มี่พูดขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกายขณะสายตาเหลือบไปเห็นโรงหมอแห่งหนึ่ง สักวันนางจะเปิดโรงหมอรักษาคน ท่านพ่อจะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนตอนนี้อีก