ฝ่าบาทเห็นว่านางตื่นแล้วจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความอึมครึม แต่ก็พอมองออกว่าเขาเป็นห่วงนางมากจริงๆ
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าก็ เอ่อ...มิได้รู้สึกเจ็บตรงไหนแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันหรือ”
ฝ่าบาทเล่าเหตุการณ์หลังจากที่นางสลบให้ฟังว่า…
เขาไปถึงที่นั่นพร้อมด้วยองครักษ์และเกิดการต่อสู้ขึ้น แม้ว่าจำนวนคนจะน้อยกว่าแต่สุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้
อวิ๋นกวงยอมเสียสละตัวเองเพื่อให้หลีลู่เหอหนีไปส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็ถูกจับตัวได้ทั้งหมด ตอนนี้ส่งไปคุมขังเอาไว้แล้ว
ฝ่าบาทเล่าเพียงเท่านี้เนื่องจากยังมิอยากให้เฟิงฮวาต้องคิดอะไรมาก ประกอบกับสีหน้าที่อ่อนล้าของนางทำให้เขายังมิสบายใจเท่าใดนัก “เจ้าพักผ่อนก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
เฟิงฮวาเห็นด้วยเพราะนางเองก็รู้สึกอ่อนเพลียมากเช่นกันจากนั้นก็นอนหลับไปอีกรอบ
……………………..
หลายวันต่อมาอาการของเฟิงฮวาดีขึ้นจนเป็นปกติถึงแปดเก้าส่วนแล้วทุกอย่างดูสงบเรียบร้อยจนกระทั่ง
“แม่นาง แม่นางเฟิง…” เสียงตะโกนเรียกของจิวฉิงดังขึ้นที่ด้านนอก
‘นี่…ใจคอจะมิให้ข้าได้ว่างเว้นจากเรื่องต่างๆเลยหรือ’คิดแล้วเฟิงฮวาก็ลอบถอนใจไปหนึ่งทีเป็นเวลาเดียวกับที่จิวฉิงวิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยอาการตื่นตระหนก
แต่หลังจากที่เจอนางเขาก็ค่อยๆประสานมือโค้งคำนับด้วยความเคารพ
เฟิงฮวารู้สึกรำคาญกับพิธีรีตองของเขาอย่างที่สุด“มีเรื่องอะไร ก็รีบเล่ามาเร็วๆ”
“เอ่อ...จู่ ๆ ฝ่าบาทก็มีอาการกระอักเลือดออกมาแล้วหมดสติไปพวกข้ามิรู้จะทำอย่างไร จึงต้องรีบมาปรึกษาแม่นาง”
หา...แล้วทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้
มิรอช้าเฟิงฮวาก็ลุกขึ้น รีบไปที่ห้องพักของฝ่าบาทซึ่งบัดนี้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านนางอย่างเต็มตัวแล้วหากมิใช่เรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานที่กำลังเผชิญอยู่ละก็นางจะต้องหาทางทวงค่าเช่าที่พักอย่างแน่นอน...แต่ตอนนี้ต้องวางเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน
พอไปถึงก็เห็นว่าฝ่าบาทสีพระพักตร์ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด นางจึงทำการคลำชีพจรของเขาคลำอยู่นานสองนานจนแน่ใจ จากนั้นก็ปรายสายตาคมกริบไปหาเหล่าองครักษ์ทันที
“เหตุใดถึงยังมีอาการของพิษกำเริบ”และดูเหมือนว่าจะหนักขึ้นกว่าเมื่อก่อนด้วย
มิใช่ว่ารู้วิธีแก้พิษกันแล้วน่าจะจัดการได้อย่างราบรื่นสิ นางอดฉงนสงสัยเสียมิได้
ทุกคนรู้ว่าพิษที่นางหมายถึงก็คือ‘ซิงเจียว’ แต่พวกเขาทำได้แค่ยืนก้มหน้า จนจิวหรงต้องเป็นคนเอ่ยชี้แจง“คือว่า...หลังจากที่ท่านจากไปแล้ว ฝ่าบาทก็ปฏิเสธการแก้พิษด้วยสตรียังคงใช้เพียงกิเลนไฟกับกล้วยไม้พันปีมาโดยตลอด”
"หมอหลวงบอกว่าแม้วิธีนี้จะทำให้ฝ่าบาทไม่ต้องดื่มเลือดสตรีแต่ท้ายที่สุดแล้ว..." ชีพจรก็จะดับสลาย
สีหน้าสิ้นหวังของพวกเขาทำให้เฟิงฮวามิอาจจะตำหนิอะไรได้นางหันไปมองบุรุษที่นอนนิ่งท่านนั้น “เจ้าบ้าเฉิง นี่เจ้า...อยากตายมากนักหรือ” ถ้าอยากตายจริงๆข้าจะได้ให้เจ้าสมดังปรารถนา มิต้องช่วยอะไรอีกแล้ว
ฝ่าบาทลืมตาตื่นมาในจังหวะที่นางกำลังสบถพอดีนอกจากสีพระพักตร์ที่ดูซีดลง ส่วนอื่นบนใบหน้าก็ยังเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามมิสั่นคลอน“อืม…หากข้าตายไป…อาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีกว่า” เสียงอ่อนแรงของเขาเอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา
หากการถอนพิษคือต้องใช้วิธีนั้นเพียงวิธีเดียว
เขา…ไม่คิดว่าจะสามารถมีสัมพันธ์กับสตรีอื่นที่มิใช่นางได้แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตของเขาก็ตาม
และในเมื่อเขาไม่มีโอกาสจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับนางอีกแล้ว
...การตายย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เฟิงฮวาได้ยินคำพูดของฝ่าบาทแล้วก็เริ่มใจอ่อนนางมีหรือจะมิเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจเขา ในที่สุดก็เอ่ยออกมาอย่างปลงใจเช่นกัน“พักผ่อนเถอะ ข้าจะหาวิธีอื่นช่วยท่าน”
ผ่านไปสองชั่วยามยาที่เฟิงฮวามีทั้งหมดได้ถูกนำมาใช้จนสุดความสามารถแล้วรวมถึงการถ่ายทอดกำลังภายในให้เขา แต่อาการของฝ่าบาทกลับยังแย่ลงเรื่อย ๆ
ชีพจรของเขาเต้นอย่างอ่อนแรง...
ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงทุกขณะ...
มิมีสัญญาณของอาการที่ดีขึ้นเลย...
เฟิงฮวามิรู้จะทำอย่างไรแล้ว“เฉิงอี้ ท่านยอมแก้พิษเถอะ ข้าสัญญาว่า…ข้าจะมิเป็นอะไร”เวลานี้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวังเช่นกันนางออกปากสัญญาไปทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
‘นางจะใช้ตัวเองแก้พิษแล้วจะมิเป็นอะไร’ นั่นมันเรื่องโกหกทั้งนั้น
ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆแทนคำตอบเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาจะมิยอมเอาตัวนางมาเสี่ยงเด็ดขาด
“ข้า…มีเรื่องหนึ่ง…ที่อยากถามเจ้ามานานแล้ว…ฮวาเอ๋อร์”เสียงของฝ่าบาทแผ่วเบาไปตามลมหายใจ มีเพียงเฟิงฮวาที่อยู่ใกล้ๆเท่านั้นที่ได้ยิน
นางเงยหน้าสบตาเขารอคอยสิ่งที่เขากำลังจะเอ่ยอย่างตั้งใจที่สุด
“ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้...
หัวใจของเจ้า…มีข้าบ้างหรือไม่”
มิรู้ว่าการถามออกไปจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย
มิรู้ว่าจะทำให้นางโกรธเกลียดเขามากขึ้นกว่าเดิม
แต่ตอนนี้เขามิมีเวลาเหลืออีกแล้ว
นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากรู้จากนางจริงๆ
พอเฟิงฮวาได้ยินประโยคนั้นหัวใจพลันบีบรัด หยดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดค่อยๆก่อตัวจนไหลเปื้อนใบหน้านางทำได้เพียงพยักหน้าให้เขาเพราะมิสามารถฝืนกลั้นน้ำตาเพื่อเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้อีกแล้ว
‘ข้ารู้สึกรักท่านมานานแล้วเฉิงอี้…เพียงแต่ยังมิกล้ายอมรับกับตัวเองเท่านั้น’
นัยน์ตาของบุรุษรูปงามจ้องหน้านางด้วยความปีติยินดี
“เท่านี้…ก็เพียงพอแล้ว...” สิ้นเสียงคำพูดสุดท้ายเปลือกตาอันหนักอึ้งของฝ่าบาทก็ค่อยๆปิดลง
เขายังมีลมหายใจอยู่…
แต่ว่าคงจะอีกไม่มากแล้ว…
‘ข้ารู้สึกเหนื่อยอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน ฮวาเอ๋อร์’
‘ข้าขอนอนพักเสียหน่อย’
ฝ่าบาทสงบนิ่งจนแทบจะจับสัมผัสการเต้นของหัวใจไม่ได้
องครักษ์ที่อยู่ไกลออกไปต่างคุกเข่าก้มหน้าก้มหน้าเพื่อมิให้ใครได้เห็นน้ำตาที่ท่วมท้นของบุรุษเช่นพวกเขา ทุกคนรู้สึกสิ้นหวังยิ่งนักที่ทำได้แค่เฝ้ามองดูเจ้านายกำลังจะจากไปโดยมิสามารถทำอันใดได้
ส่วนเฟิงฮวา...
นางเฝ้ามองฝ่าบาทอยู่แบบนั้นมิได้เอื้อนเอ่ยอะไรอีก
นางจะจดจำใบหน้างดงามของเขาไว้ให้ได้มากที่สุด
นางจะจดจำความอบอุ่นของลมหายใจเขาก่อนที่จะหมดไป
เมื่อแน่ใจแล้วว่าชีพจรได้หยุดเคลื่อนไหวไปแล้วนางจึงลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องช้าๆ ด้วยความเงียบสงบ
สวรรค์…
นี่สินะลิขิตสามครั้งที่นางต้องเจอ...
ลิขิตให้ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
มิมีสิ่งใดที่ข้าจะทำได้เลยจริงๆหรือ
ท้องฟ้าเวลานี้ปรากฏพระจันทร์เต็มดวงอีกครา
สายตาของนางพร่าเลือนไปด้วยหยาดหยดน้ำ
ในที่สุดการต่อสู้อันยาวนานของสองราชวงศ์คงจะจบลงเสียที
แต่เสี้ยวขณะนั้นนางเหมือนจะนึกอะไรได้จึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอน
กล่องคัมภีร์โบราณของตระกูลลี่ที่อาจารย์ให้ไว้เหตุใดอาจารย์ถึงได้มอบให้ นางมิเคยเปิดดูเลย
หากนี่เป็นลิขิตข้า...
ข้าขอเพียงเรื่องเดียว...
ขอให้ข้าได้มีหนทางช่วยเขาด้วยเถอะ