“หืม?” ต้วนเทียนหยาอึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจความหมายของหลินหยางทันที
ในที่สุดหลินหยางก็คิดที่จะทะลวงขีดจำกัดขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงแล้ว
เขาค่อยๆ หันหลังกลับไปไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ผ้าคลุมนั่นกำลังแสดงสีหน้าท่าทางแบบไหนอยู่ ได้ยินแต่เสียงพูดอันแหบแห้งที่แฝงความรู้สึกคาดหวังและความกระหายต่อสู้จนยากจะสามารถควบคุมได้เอาไว้
“ดี!!!!”
..................................
คืนวันนั้นเอง ภายในห้องฝึกซ้อมอันไร้ซึ่งผู้คนอื่นๆ นอกจากหลินหยางนี้เขากำลังนั่งทำสมาธิอยู่
จังหวะการหายใจของเขานั้นเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบราวกับว่าอากาศภายในห้องนั้นกำลังหดขยายไปตามจังหวะการหายใจเข้าออกของเขา
ตรงหน้าของเขานั้นมีแท่นหินขนาดเล็กแท่นหนึ่งตั้งอยู่บนนั้นมีลูกไฟสีน้ำเงินที่ถูกล้อมรอบด้วยประกายสายฟ้ากำลังลอยอยู่ราวกับสาวน้อยขี้อายคนหนึ่งที่กำลังรอคอยสามีในค่ำคืนแห่งการส่งตัวเข้าหอ
หลินหยางนั่งทำสมาธิแบบนี้มานานถึงสองชั่วโมงเต็มๆ แล้วพลังฟ้าดินในร่างกายได้ถูกกระตุ้นหมุนเวียนจนพร้อมสำหรับการหลอมรวมพลังแล้วสภาพจิตใจของเขาตอนนี้เฉียบคมปานดาบยาวที่ถูกลับจนแหลมคมมานานนับพันปีกำลังถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ
ชิ้ง!!
ดุจประกายดาบที่ส่องสว่างรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดถูกปลดปล่อยออกจากฝักดาบ
หลินหยางลืมตาขึ้น
เขาอ้าปากขึ้นทันทีจากนั้นสูดลมเข้าไปอย่างแรงจนเปลวเพลิงที่งดงามปานบุปผาตรงหน้าถูกดูดเข้าไปข้างในปากของเขาหลังจากนั้นก็พลันเกิดแสงสว่างที่ส่องประกายจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ
เปรี๊ยะๆๆ
ทั่วทั้งร่างกายของหลินหยางพลันถูกประกายสายฟ้าที่ไร้ขีดจำกัดอันน่าหวาดกลัวไหลเวียนห่อหุ้มเอาไว้อย่างแน่นหนาสายธารแห่งอัสนีได้หลั่งไหลออกมาจากในดวงตาและปากของหลินหยางอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนให้ภายในห้องนี้กลายเป็นดั่งทะเลสายฟ้าผืนหนึ่ง
ที่น่าแปลกก็คือสายฟ้าเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายสิ่งใดๆร่างกายของหลินหยางราวกับเป็นตัวกรองของพลังเพลิงอัสนีม่วงก็ไม่ปานทำให้สายฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาเหล่านั้นกลายเป็นสายฟ้าที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งใด
และตอนนี้ ภายในร่างกายของหลินหยางนั้น เพลิงพิสดารอย่างเพลิงอัสนีม่วงก็ได้ถูกดูดเข้าไปอยู่ในจุดชี่ไห่(จุดกักเก็บพลัง) ของหลินหยางแล้ว ซึ่งมันกำลังปลดปล่อยพลังอันมหาศาลไร้ขีดจำกัดออกมาราวกับเทพเจ้ากำลังบันดาลโทสะ
เพลิงพิสดาร มันคือสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากมากในใต้หล้านี้เป็นตัวตนที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกของแก่นแห่งธรรมชาติอันมหาศาลไร้ก้นบึ้งมันย่อมไม่มีทางถูกผู้อื่นดูดกลืนไปใช้ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
เปลวเพลิงอัสนีม่วงอันเกรี้ยวกราดได้ปลดปล่อยพลังเพลิงอัสนีออกมาทั่วทุกทิศทางอย่างต่อเนื่องราวกับมันต้องการจะระเบิดจุดชี่ไห่ของหลินหยางให้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
แต่น่าเสียดายที่ในช่วงเวลาครึ่งปีอันช้านานนี้หลินหยางได้ปรับร่างกายให้เหมาะสมกับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของเพลิงอัสนีม่วงได้นานแล้ว
อวัยวะทุกส่วน เส้นเลือดทุกเส้นกระทั่งเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนถูกเพลิงอัสนีม่วงไหลผ่านมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้วการต่อต้านของเพลิงพิสดารนี้สำหรับหลินหยางแล้วมันไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังงอแงอยู่เลยไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรทั้งนั้น
สิ่งที่หลินหยางกำลังทำอยู่ก็คือการขัดเกลาร่างกายเป็นครั้งสุดท้ายปล่อยให้เพลิงอัสนีไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายปานสายน้ำหลากจากนั้นก็ทำการจินตนาการถึงภาพของหลิงไทในรูปแบบที่เขาอยากได้ขึ้นมาในโลกแห่งจิตสำนึกของตัวเอง
รูปแบบการสร้างหลิงไท เป็นเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ที่สำคัญที่สุดที่จอมยุทธ์ทุกคนต้องเลือก
หลิงไทที่เราเลือกมันจะเป็นตัวที่กำหนดเคล็ดวิชาและอาวุธที่เหมาะจะใช้ฝึกฝนของจอมยุทธ์แต่ละคนในขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงและมันจะเป็นตัวกำหนดระดับความสูงต่ำของพลังต่อสู้ในขอบเขตที่สูงกว่านี้ด้วย
หลิงไทนั้นสามารถสร้างขึ้นได้หลากหลายรูปแบบทุกสรรพสิ่งล้วนสามารถใช้เป็นต้นแบบของหลิงไทได้
หลิงไทแต่ละแบบล้วนมีรูปแบบเส้นทางและสิ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาเป็นของตัวเอง
ตัวอย่างเช่นหลิงไทที่ได้สืบทอดกันในลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นมีลักษณะเป็นหัวกะโหลกอันมืดหม่นลูกหนึ่งซึ่งมันจะช่วยให้คนของลัทธิหมื่นวิญญาณสามารถใช้วิชาอันชั่วร้ายนอกรีตเหล่านั้นได้ดีขึ้น
อีกตัวอย่างก็คือหนึ่งในสี่ศาสนาใหญ่แห่งทวีปชี่อู่ ศาสนาดาบสวรรค์หลิงไทที่สืบทอดต่อกันมาของพวกเขามีลักษณะเป็นดาบเซียนเจ็ดสีเล่มหนึ่งนอกจากมันจะช่วยหนุนเสริมให้เคล็ดวิชาเพลงดาบต่างๆ ของศาสนาดาบสวรรค์ทรงอานุภาพมากขึ้นแล้วเมื่อสามารถไปถึงระดับโพ่ไห่มันยังสามารถปลดปล่อยพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าหลิงไททั่วๆ ไปได้หลายเท่าอีกด้วย
ดังนั้น หลิงไท่ที่มีความสำคัญมากขนาดนี้หลินหยางจึงต้องสร้างมันขึ้นมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด ห้ามให้เกิดความผิดพลาดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
การกลั่นกรองเพาะสร้างหลิงไทนั้นมีสองเงื่อนไขสำคัญ
คือพลังงานฟ้าดินรูปแบบต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีและแนวทางการสร้างหลิงไท
พลังฟ้าดินคือวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ในการเพาะสร้างหลิงไทยิ่งระดับของพลังฟ้าดินที่เลือกมาใช้สูงมากเท่าไร อานุภาพของมันก็จะยิ่งสูงหลิงไทที่เพาะสร้างขึ้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหลินหยางจึงต้องลำบากลำบนออกไปเสาะแสวงหาเพลิงพิสดารมาให้ได้จำเป็นต้องใช้พลังเพลิงพิสดารขั้นสูงเท่านั้นถึงจะสามารถเพาะสร้างหลิงไทที่ทรงพลังขึ้นมาได้
ส่วนแนวทางการสร้างหลิงไทนั้น มันเป็นความลับที่จะไม่ยอมมอบให้คนภายนอกเด็ดขาด
แนวทางยิ่งทรงพลังหลิงไทที่เพาะสร้างขึ้นมาได้ก็จะยิ่งมีอานุภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกันการดูดกลืนพลังฟ้าดินเพื่อช่วยในการฝึกฝนและพลังที่ปลดปล่ออยออกมาตอนต่อสู้นั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งกว่าแบบธรรมดาทั่วไปหลายเท่า
ระดับอวิ้นหลิงของหลินหยางนั้นได้ถูกกำหนดให้มุ่งไปในทิศทางที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่เริ่มแล้ว
พลังฟ้าดินที่ใช้ในการเพาะสร้างหลิงไทคือเพลิงพิสดารลำดับที่สิบสี่อย่างเพลิงอัสนีม่วง ความแข็งแกร่งของมันนั้น อยู่ในระดับที่หาได้ยากยิ่งในโลกใบนี้ซึ่งมันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้ว
ในสมองของเขาเองก็มีแนวทางที่สมบูรณ์ที่สุดที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วใช้ในการเพาะสร้าง“หั่วหลิงเซิ่งไท” อยู่ด้วยซึ่งมันเป็นหลิงไทที่มีลักษณะเป็นร่างจำแลงของเทพอัคคีองค์หนึ่ง
ตำนานกล่าวไว้ว่าโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทพเจ้าจำนวนหนึ่งเทพอัคคีคือหนึ่งในนั้น
ไม่รู้ว่าจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วบังเอิญโชคดีหรือว่าเป็นพรหมลิขิตถึงได้มีบุญได้เห็นถึงรูปร่างที่แท้จริงของเทพอัคคีและถึงขั้นสามารถนำผู้เป็นเทพเจ้าในหมู่ทวยเทพท่านนั้น ผู้เป็นต้นกำเนิดของอัคคีทุกรูปแบบมาเพาะสร้างขึ้นในร่างกายของตัวเองจนกลายเป็นหลิงไทที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานเปิดเส้นทางอันไร้ผู้ต่อกรจนสามารถพิชิตใต้หล้าได้
ทันทีที่สามารถเพาะสร้างหลิงไทที่เป็นรูปสลักของเทพอัคคีนี้ได้เมื่อขึ้นไปถึงขอบเขตระดับอวิ้นหลิงแล้วก็จะสามารถใช้งานหนึ่งในสุดยอดวิชาต่อสู้อันไร้เทียมทานที่หายสาบสูญไปแล้วซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาของเคล็ดวิชาศักดิสิทธิ์ร้อยชีพจรผนึกเทพ “พลังจักรพรรดิเพลิงสี่รูปแบบ”ซึ่งมันช่วยให้ร่างสถิตภูตอัคคีที่อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นแข็งแกร่งมากพอที่จะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายได้
ตอนนี้หลินหยางกำลังใช้พลังฟ้าดินแบบพิเศษอย่างพลังเพลิงอัสนีม่วง ค่อยๆ เพาะสร้างรูปสลักของเทพอัคคีขึ้นทีละนิดในชี่ไห่ของเขาตามแนวทางที่อยู่ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าที่เขาได้รับสืบทอดมา
รูปสลักเทพอัคคี...
เขาเป็นต้นกำเนิดของเปลวเพลิงที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกแต่ยุคเริ่มแรกอันแสนยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นรากฐานของธาตุอัคคีทุกรูปแบบเต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับพิสดารอันมหาศาลไร้ที่สิ้นสุด
เขามีรูปร่างแต่ก็ไร้รูปร่าง
บางครั้งก็เป็นเปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างรุนแรงบางครั้งก็เป็นจักรพรรดิสูงสุดผู้ปกครองโลกสามารถหลอมรวมควบแน่นเป็นทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าสามารถหลอมละลายแยกตัวเป็นกลุ่มดาวบนฟากฟ้า
นี่คือพลังสุดพิสดารของเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นตัวตนสุดลึกลับที่คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการออก
การที่หลินหยางสามารถลอกแบบในการเพาะสร้างรูปสลักเทพอัคคีจากจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วได้โดยตรงนั้นถือว่าเอาเปรียบผู้อื่นอย่างมหาศาลมากเลยทีเดียว
ซึ่งหลินหยางเองก็เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี
ดังนั้นถึงแม้ว่าหลินหยางจะมีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไปให้ได้ก็ตามแต่ขั้นตอนการทะลวงสู่ระดับอวิ้นหลิงนี้ เขาไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีไปกว่าการลอกเลียนแบบแนวทางการสร้างรูปสลักเทพอัคคีของจักรพรรดิฟ้าอีกแล้ว
สำหรับเขานั้นอย่างน้อยก็ต้องเอาตัวเองขึ้นไปยืนอยู่บนหลังของยักษ์ให้ได้ก่อนถึงจะมีสิทธิที่จะไปคิดเรื่องก้าวข้ามได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในด้านของกระบวนท่าต่างๆ นั้น หลินหยางได้เริ่มค้นหารูปแบบที่เป็นของตัวเองแล้วแต่ด้านวิธีฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังของร่างกายนั้นมันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะสามารถสรรสร้างวิธีฝึกฝนในแบบที่เป็นของตัวเองได้
หลินหยางทำตามแนวทางที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าค่อยๆ เพาะสร้างรูปสลักเทพอัคคีขึ้นในจุดชี่ไห่เงาร่างสายหนึ่งที่ถูกถักทอขึ้นมาจากพลังอัสนีม่วงค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในตอนนั้นเอง หลินหยางไม่มีทางรู้ได้เลยว่าภายในส่วนลึกของวิญญาณของเขานั้นจิตสำนึกอันแข็งแกร่งตนหนึ่งกำลังเฝ้าสังเกตหลินหยางอย่างเงียบๆ
“รูปสลักเทพอัคคี...”
สภาวะจิตใจของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วตอนนี้ค่อนข้างจะสงบนิ่งดูเหมือนว่าจะกำลังหวนรำลึกความหลังอยู่
“ถ้าเริ่มใหม่อีกครั้งละก็ ร่างสถิตภูตอัคคีสุดท้ายแล้วจะสามารถก้าวไปได้ถึงจุดไหนกันนะ?”
ตอนนี้เขาดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้
“ถ้าตอนนั้นข้าไม่เร่งรีบมากเกินไปละก็คงไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นั้นแน่...”
สติของเขาเหมือนได้ล่องลอยกลับไปยังช่วงเวลาในอดีตอันไกลพ้นที่แสนเจ็บปวดในแววตาของเขาก็เริ่มมีโทสะและความไม่ยินยอมปรากฏขึ้นให้เห็น
“ข้าจะต้องกลับไป...สะสางบัญชีทั้งหมดต่อให้ต้องทำลายล้างดินแดนแห่งนั้น ข้าก็จะต้องทำให้มันชดใช้ให้ได้!!!!”
จากนั้นจิตใจของจักรพรรดิฟ้าก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ในสายตาเขาแล้วขั้นตอนการทะลวงสู่ระดับอวิ้นหลิงของหลินหยางนั้นเป็นไปอย่างค่อนข้างเรียบร้อยรูปสลักเทพอัคคีเองก็ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในจุดชี่ไห่ของเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วยไม่มีอะไรให้เขาต้องเป็นห่วงอีก
ด้านหลินหยางเอง ก็ไม่ได้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ ขึ้นในขั้นตอนนี้จริงๆหลังจากใช้เวลาไปไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว รูปสลักเทพอัคคีองค์หนึ่งที่เพาะสร้างขึ้นมาจากเพลิงอัสนีม่วงก็ถูกสร้างเสร็จในท่านั่งขัดสมาธิอยู่ในจุดชี่ไหของเขาแล้ว
สำเร็จแล้ว
ในฐานะผู้สืบทอดของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นหลินหยางสามารถก้าวข้ามกำแพงอุปสรรคอันยากลำบากจำนวนมากของการขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงได้อย่างราบรื่นอีกทั้งยังสามารถเพาะสร้างหั่วหลิงเซิ่งไทอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานขึ้นมาได้ด้วย
หลังจากที่หลินหยางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้งรูปสลักเทพอัคคีที่อยู่ในจุดชี่ไห่ก็ได้ปลดปล่อยพลังเพลิงอัสนีม่วงจำนวนมหาศาลออกมาแทนที่พลังฟ้าดินธาตุเพลิงที่มีอยู่ดั้งเดิมในร่างกายของหลินหยางโดยแพร่เข้าไปทั่วทุกอวัยวะภายในร่างกายของหลินหยาง
เปรี๊ยะๆๆ
ทั่วทั้งตัวของเขานั้นมีเปลวเพลิงสีน้ำเงินและประกายสายฟ้ากำลังลุกโชนอยู่ท่าทางของเขาดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด
หลินหยางลองกำหมัดดูก็รู้สึกได้ถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างเต็มเปี่ยมราวกับว่าเพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่งแล้ว