ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 141 ทะลวงสู่อวิ้นหลิง

            “หืม?” ต้วนเทียนหยาอึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจความหมายของหลินหยางทันที

            ในที่สุดหลินหยางก็คิดที่จะทะลวงขีดจำกัดขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงแล้ว

            เขาค่อยๆ หันหลังกลับไปไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ผ้าคลุมนั่นกำลังแสดงสีหน้าท่าทางแบบไหนอยู่ ได้ยินแต่เสียงพูดอันแหบแห้งที่แฝงความรู้สึกคาดหวังและความกระหายต่อสู้จนยากจะสามารถควบคุมได้เอาไว้

            “ดี!!!!”

            ..................................

            คืนวันนั้นเอง ภายในห้องฝึกซ้อมอันไร้ซึ่งผู้คนอื่นๆ นอกจากหลินหยางนี้เขากำลังนั่งทำสมาธิอยู่

            จังหวะการหายใจของเขานั้นเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบราวกับว่าอากาศภายในห้องนั้นกำลังหดขยายไปตามจังหวะการหายใจเข้าออกของเขา

            ตรงหน้าของเขานั้นมีแท่นหินขนาดเล็กแท่นหนึ่งตั้งอยู่บนนั้นมีลูกไฟสีน้ำเงินที่ถูกล้อมรอบด้วยประกายสายฟ้ากำลังลอยอยู่ราวกับสาวน้อยขี้อายคนหนึ่งที่กำลังรอคอยสามีในค่ำคืนแห่งการส่งตัวเข้าหอ

            หลินหยางนั่งทำสมาธิแบบนี้มานานถึงสองชั่วโมงเต็มๆ แล้วพลังฟ้าดินในร่างกายได้ถูกกระตุ้นหมุนเวียนจนพร้อมสำหรับการหลอมรวมพลังแล้วสภาพจิตใจของเขาตอนนี้เฉียบคมปานดาบยาวที่ถูกลับจนแหลมคมมานานนับพันปีกำลังถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ

            ชิ้ง!!

            ดุจประกายดาบที่ส่องสว่างรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดถูกปลดปล่อยออกจากฝักดาบ

            หลินหยางลืมตาขึ้น

            เขาอ้าปากขึ้นทันทีจากนั้นสูดลมเข้าไปอย่างแรงจนเปลวเพลิงที่งดงามปานบุปผาตรงหน้าถูกดูดเข้าไปข้างในปากของเขาหลังจากนั้นก็พลันเกิดแสงสว่างที่ส่องประกายจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ

            เปรี๊ยะๆๆ

            ทั่วทั้งร่างกายของหลินหยางพลันถูกประกายสายฟ้าที่ไร้ขีดจำกัดอันน่าหวาดกลัวไหลเวียนห่อหุ้มเอาไว้อย่างแน่นหนาสายธารแห่งอัสนีได้หลั่งไหลออกมาจากในดวงตาและปากของหลินหยางอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนให้ภายในห้องนี้กลายเป็นดั่งทะเลสายฟ้าผืนหนึ่ง

            ที่น่าแปลกก็คือสายฟ้าเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายสิ่งใดๆร่างกายของหลินหยางราวกับเป็นตัวกรองของพลังเพลิงอัสนีม่วงก็ไม่ปานทำให้สายฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาเหล่านั้นกลายเป็นสายฟ้าที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งใด

            และตอนนี้ ภายในร่างกายของหลินหยางนั้น เพลิงพิสดารอย่างเพลิงอัสนีม่วงก็ได้ถูกดูดเข้าไปอยู่ในจุดชี่ไห่(จุดกักเก็บพลัง) ของหลินหยางแล้ว ซึ่งมันกำลังปลดปล่อยพลังอันมหาศาลไร้ขีดจำกัดออกมาราวกับเทพเจ้ากำลังบันดาลโทสะ

            เพลิงพิสดาร มันคือสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากมากในใต้หล้านี้เป็นตัวตนที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกของแก่นแห่งธรรมชาติอันมหาศาลไร้ก้นบึ้งมันย่อมไม่มีทางถูกผู้อื่นดูดกลืนไปใช้ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว

            เปลวเพลิงอัสนีม่วงอันเกรี้ยวกราดได้ปลดปล่อยพลังเพลิงอัสนีออกมาทั่วทุกทิศทางอย่างต่อเนื่องราวกับมันต้องการจะระเบิดจุดชี่ไห่ของหลินหยางให้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

            แต่น่าเสียดายที่ในช่วงเวลาครึ่งปีอันช้านานนี้หลินหยางได้ปรับร่างกายให้เหมาะสมกับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของเพลิงอัสนีม่วงได้นานแล้ว

            อวัยวะทุกส่วน เส้นเลือดทุกเส้นกระทั่งเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนถูกเพลิงอัสนีม่วงไหลผ่านมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้วการต่อต้านของเพลิงพิสดารนี้สำหรับหลินหยางแล้วมันไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังงอแงอยู่เลยไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรทั้งนั้น

            สิ่งที่หลินหยางกำลังทำอยู่ก็คือการขัดเกลาร่างกายเป็นครั้งสุดท้ายปล่อยให้เพลิงอัสนีไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายปานสายน้ำหลากจากนั้นก็ทำการจินตนาการถึงภาพของหลิงไทในรูปแบบที่เขาอยากได้ขึ้นมาในโลกแห่งจิตสำนึกของตัวเอง

            รูปแบบการสร้างหลิงไท เป็นเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ที่สำคัญที่สุดที่จอมยุทธ์ทุกคนต้องเลือก

            หลิงไทที่เราเลือกมันจะเป็นตัวที่กำหนดเคล็ดวิชาและอาวุธที่เหมาะจะใช้ฝึกฝนของจอมยุทธ์แต่ละคนในขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงและมันจะเป็นตัวกำหนดระดับความสูงต่ำของพลังต่อสู้ในขอบเขตที่สูงกว่านี้ด้วย

            หลิงไทนั้นสามารถสร้างขึ้นได้หลากหลายรูปแบบทุกสรรพสิ่งล้วนสามารถใช้เป็นต้นแบบของหลิงไทได้

            หลิงไทแต่ละแบบล้วนมีรูปแบบเส้นทางและสิ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาเป็นของตัวเอง

            ตัวอย่างเช่นหลิงไทที่ได้สืบทอดกันในลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นมีลักษณะเป็นหัวกะโหลกอันมืดหม่นลูกหนึ่งซึ่งมันจะช่วยให้คนของลัทธิหมื่นวิญญาณสามารถใช้วิชาอันชั่วร้ายนอกรีตเหล่านั้นได้ดีขึ้น

            อีกตัวอย่างก็คือหนึ่งในสี่ศาสนาใหญ่แห่งทวีปชี่อู่ ศาสนาดาบสวรรค์หลิงไทที่สืบทอดต่อกันมาของพวกเขามีลักษณะเป็นดาบเซียนเจ็ดสีเล่มหนึ่งนอกจากมันจะช่วยหนุนเสริมให้เคล็ดวิชาเพลงดาบต่างๆ ของศาสนาดาบสวรรค์ทรงอานุภาพมากขึ้นแล้วเมื่อสามารถไปถึงระดับโพ่ไห่มันยังสามารถปลดปล่อยพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าหลิงไททั่วๆ ไปได้หลายเท่าอีกด้วย

            ดังนั้น หลิงไท่ที่มีความสำคัญมากขนาดนี้หลินหยางจึงต้องสร้างมันขึ้นมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด ห้ามให้เกิดความผิดพลาดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

            การกลั่นกรองเพาะสร้างหลิงไทนั้นมีสองเงื่อนไขสำคัญ

            คือพลังงานฟ้าดินรูปแบบต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีและแนวทางการสร้างหลิงไท

            พลังฟ้าดินคือวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ในการเพาะสร้างหลิงไทยิ่งระดับของพลังฟ้าดินที่เลือกมาใช้สูงมากเท่าไร อานุภาพของมันก็จะยิ่งสูงหลิงไทที่เพาะสร้างขึ้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

            นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหลินหยางจึงต้องลำบากลำบนออกไปเสาะแสวงหาเพลิงพิสดารมาให้ได้จำเป็นต้องใช้พลังเพลิงพิสดารขั้นสูงเท่านั้นถึงจะสามารถเพาะสร้างหลิงไทที่ทรงพลังขึ้นมาได้

            ส่วนแนวทางการสร้างหลิงไทนั้น มันเป็นความลับที่จะไม่ยอมมอบให้คนภายนอกเด็ดขาด

            แนวทางยิ่งทรงพลังหลิงไทที่เพาะสร้างขึ้นมาได้ก็จะยิ่งมีอานุภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกันการดูดกลืนพลังฟ้าดินเพื่อช่วยในการฝึกฝนและพลังที่ปลดปล่ออยออกมาตอนต่อสู้นั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งกว่าแบบธรรมดาทั่วไปหลายเท่า

            ระดับอวิ้นหลิงของหลินหยางนั้นได้ถูกกำหนดให้มุ่งไปในทิศทางที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่เริ่มแล้ว

            พลังฟ้าดินที่ใช้ในการเพาะสร้างหลิงไทคือเพลิงพิสดารลำดับที่สิบสี่อย่างเพลิงอัสนีม่วง ความแข็งแกร่งของมันนั้น อยู่ในระดับที่หาได้ยากยิ่งในโลกใบนี้ซึ่งมันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้ว

            ในสมองของเขาเองก็มีแนวทางที่สมบูรณ์ที่สุดที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วใช้ในการเพาะสร้าง“หั่วหลิงเซิ่งไท” อยู่ด้วยซึ่งมันเป็นหลิงไทที่มีลักษณะเป็นร่างจำแลงของเทพอัคคีองค์หนึ่ง

            ตำนานกล่าวไว้ว่าโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทพเจ้าจำนวนหนึ่งเทพอัคคีคือหนึ่งในนั้น

            ไม่รู้ว่าจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วบังเอิญโชคดีหรือว่าเป็นพรหมลิขิตถึงได้มีบุญได้เห็นถึงรูปร่างที่แท้จริงของเทพอัคคีและถึงขั้นสามารถนำผู้เป็นเทพเจ้าในหมู่ทวยเทพท่านนั้น ผู้เป็นต้นกำเนิดของอัคคีทุกรูปแบบมาเพาะสร้างขึ้นในร่างกายของตัวเองจนกลายเป็นหลิงไทที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานเปิดเส้นทางอันไร้ผู้ต่อกรจนสามารถพิชิตใต้หล้าได้

            ทันทีที่สามารถเพาะสร้างหลิงไทที่เป็นรูปสลักของเทพอัคคีนี้ได้เมื่อขึ้นไปถึงขอบเขตระดับอวิ้นหลิงแล้วก็จะสามารถใช้งานหนึ่งในสุดยอดวิชาต่อสู้อันไร้เทียมทานที่หายสาบสูญไปแล้วซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาของเคล็ดวิชาศักดิสิทธิ์ร้อยชีพจรผนึกเทพ  “พลังจักรพรรดิเพลิงสี่รูปแบบ”ซึ่งมันช่วยให้ร่างสถิตภูตอัคคีที่อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นแข็งแกร่งมากพอที่จะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายได้

            ตอนนี้หลินหยางกำลังใช้พลังฟ้าดินแบบพิเศษอย่างพลังเพลิงอัสนีม่วง ค่อยๆ เพาะสร้างรูปสลักของเทพอัคคีขึ้นทีละนิดในชี่ไห่ของเขาตามแนวทางที่อยู่ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าที่เขาได้รับสืบทอดมา

            รูปสลักเทพอัคคี...

            เขาเป็นต้นกำเนิดของเปลวเพลิงที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกแต่ยุคเริ่มแรกอันแสนยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นรากฐานของธาตุอัคคีทุกรูปแบบเต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับพิสดารอันมหาศาลไร้ที่สิ้นสุด

            เขามีรูปร่างแต่ก็ไร้รูปร่าง

            บางครั้งก็เป็นเปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างรุนแรงบางครั้งก็เป็นจักรพรรดิสูงสุดผู้ปกครองโลกสามารถหลอมรวมควบแน่นเป็นทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าสามารถหลอมละลายแยกตัวเป็นกลุ่มดาวบนฟากฟ้า

            นี่คือพลังสุดพิสดารของเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นตัวตนสุดลึกลับที่คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการออก

            การที่หลินหยางสามารถลอกแบบในการเพาะสร้างรูปสลักเทพอัคคีจากจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วได้โดยตรงนั้นถือว่าเอาเปรียบผู้อื่นอย่างมหาศาลมากเลยทีเดียว

            ซึ่งหลินหยางเองก็เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี

            ดังนั้นถึงแม้ว่าหลินหยางจะมีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไปให้ได้ก็ตามแต่ขั้นตอนการทะลวงสู่ระดับอวิ้นหลิงนี้ เขาไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีไปกว่าการลอกเลียนแบบแนวทางการสร้างรูปสลักเทพอัคคีของจักรพรรดิฟ้าอีกแล้ว

            สำหรับเขานั้นอย่างน้อยก็ต้องเอาตัวเองขึ้นไปยืนอยู่บนหลังของยักษ์ให้ได้ก่อนถึงจะมีสิทธิที่จะไปคิดเรื่องก้าวข้ามได้

            ยิ่งไปกว่านั้น ในด้านของกระบวนท่าต่างๆ นั้น หลินหยางได้เริ่มค้นหารูปแบบที่เป็นของตัวเองแล้วแต่ด้านวิธีฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังของร่างกายนั้นมันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะสามารถสรรสร้างวิธีฝึกฝนในแบบที่เป็นของตัวเองได้

            หลินหยางทำตามแนวทางที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าค่อยๆ เพาะสร้างรูปสลักเทพอัคคีขึ้นในจุดชี่ไห่เงาร่างสายหนึ่งที่ถูกถักทอขึ้นมาจากพลังอัสนีม่วงค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

            แต่ในตอนนั้นเอง หลินหยางไม่มีทางรู้ได้เลยว่าภายในส่วนลึกของวิญญาณของเขานั้นจิตสำนึกอันแข็งแกร่งตนหนึ่งกำลังเฝ้าสังเกตหลินหยางอย่างเงียบๆ

            “รูปสลักเทพอัคคี...”

            สภาวะจิตใจของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วตอนนี้ค่อนข้างจะสงบนิ่งดูเหมือนว่าจะกำลังหวนรำลึกความหลังอยู่

            “ถ้าเริ่มใหม่อีกครั้งละก็ ร่างสถิตภูตอัคคีสุดท้ายแล้วจะสามารถก้าวไปได้ถึงจุดไหนกันนะ?”

            ตอนนี้เขาดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้

            “ถ้าตอนนั้นข้าไม่เร่งรีบมากเกินไปละก็คงไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นั้นแน่...”

            สติของเขาเหมือนได้ล่องลอยกลับไปยังช่วงเวลาในอดีตอันไกลพ้นที่แสนเจ็บปวดในแววตาของเขาก็เริ่มมีโทสะและความไม่ยินยอมปรากฏขึ้นให้เห็น

            “ข้าจะต้องกลับไป...สะสางบัญชีทั้งหมดต่อให้ต้องทำลายล้างดินแดนแห่งนั้น ข้าก็จะต้องทำให้มันชดใช้ให้ได้!!!!”

            จากนั้นจิตใจของจักรพรรดิฟ้าก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

            ในสายตาเขาแล้วขั้นตอนการทะลวงสู่ระดับอวิ้นหลิงของหลินหยางนั้นเป็นไปอย่างค่อนข้างเรียบร้อยรูปสลักเทพอัคคีเองก็ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในจุดชี่ไห่ของเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วยไม่มีอะไรให้เขาต้องเป็นห่วงอีก

            ด้านหลินหยางเอง ก็ไม่ได้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ ขึ้นในขั้นตอนนี้จริงๆหลังจากใช้เวลาไปไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว รูปสลักเทพอัคคีองค์หนึ่งที่เพาะสร้างขึ้นมาจากเพลิงอัสนีม่วงก็ถูกสร้างเสร็จในท่านั่งขัดสมาธิอยู่ในจุดชี่ไหของเขาแล้ว

            สำเร็จแล้ว

            ในฐานะผู้สืบทอดของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นหลินหยางสามารถก้าวข้ามกำแพงอุปสรรคอันยากลำบากจำนวนมากของการขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงได้อย่างราบรื่นอีกทั้งยังสามารถเพาะสร้างหั่วหลิงเซิ่งไทอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานขึ้นมาได้ด้วย

            หลังจากที่หลินหยางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้งรูปสลักเทพอัคคีที่อยู่ในจุดชี่ไห่ก็ได้ปลดปล่อยพลังเพลิงอัสนีม่วงจำนวนมหาศาลออกมาแทนที่พลังฟ้าดินธาตุเพลิงที่มีอยู่ดั้งเดิมในร่างกายของหลินหยางโดยแพร่เข้าไปทั่วทุกอวัยวะภายในร่างกายของหลินหยาง

            เปรี๊ยะๆๆ

            ทั่วทั้งตัวของเขานั้นมีเปลวเพลิงสีน้ำเงินและประกายสายฟ้ากำลังลุกโชนอยู่ท่าทางของเขาดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด

            หลินหยางลองกำหมัดดูก็รู้สึกได้ถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างเต็มเปี่ยมราวกับว่าเพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่งแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171