ป้อมซิ่นหลิง
“อะไรนะ ! หนิงเฉิงไม่ยอมเคลื่อนพลมาสามวันแล้ว ต้องเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่ !” อี๋ไม่ได้รับรายงานมาสองวันก็เกิดกังวลจึงส่งหน่วยสอดแนมของตนออกไปหน่วยสอดแนมพึ่งกลับมารายงานเมื่อครู่
“ข้าจะรีบนำเรื่องนี้ไปหารือกับนายท่าน” อี๋รีบไปยังห้องของจูเฉินทันที
...
“เฮ้อ...หนิงเฉิงคงมีความจำเป็นที่จะยั้งทัพอยู่เขาคงตรวจพบเจอสิ่งผิดปกติของคนเถื่อนได้”
อันที่จริงชายชราย่อมมองออกถึงเจตนาที่ซ่อนเร้นของหนิงเฉิงแต่ก็หาเข้าใจได้ทั้งหมดไม่ ด้วยเขาไม่รู้ว่ากองทัพคนเถื่อนกำลังไปเยือนทัพหลวงเยว่แล้ว
“นายท่านศึกครั้งนี้ไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจอมทัพอย่างเป็นทางการทำให้การสั่งการไม่ตกอยู่ในมือคนๆ เดียว หากแต่แบ่งออกเป็นสามกลุ่มนี่ยากต่อการควบคุมนัก”อี๋กล่าวขึ้นด้วยความไม่เข้าใจในความคิดของมนตรีแห่งรัฐทั้งหลาย
จูเฉินพยักหน้าช้า ๆ “พวกมันคงไม่กล้าแตะต้องตระกูลหนิงมากเกินไปหากมาที่นี่อย่างไรพวกมันก็ต้องแต่งตั้งข้าเป็นจอมทัพแต่เพราะสถานการณ์ชายแดนเหนือยังไม่เป็นปกติหากเกิดความไม่สงบภายในขึ้นอีกคงจะแย่”
“จากแผนการลดอำนาจสามตระกูลใหญ่ไปสู่การทำลายขององค์จักรพรรดินั้นจะนำไปสู่การแตกหักของราชวงศ์กับตระกูลหนิงและแน่นอนว่าตระกูลถูถูกกวาดล้างอย่างน่าอนาถ” อี๋กล่าวเสริม
“ฝ่าบาททรงมีดำริที่จะบีบคั้นตระกูลหนิงแต่ก็ไม่กล้าบีบให้แหลกลาญมิเช่นนั้นกำมือนี้คงบอบช้ำไปด้วยใช่ว่าลูกเจี๊ยบนี้จะยอมให้บีบตายคามือเสียเมื่อไหร่ ไหนเลยจะไร้ซึ่งรอยขีดข่วนมันเองก็มีปากกัดจิก และยิ่งด้วยตระกูลหนิงหาใช่ตระกูลพึ่งเกิดใหม่หยั่งรากลึกผ่านยุคสมัยไม่รู้กี่หมื่นปีผันผ่านมา ฝ่าบาทคงมิกล้าดูแคลน”
จูเฉินวิเคราะห์ได้ดีนักอี๋พยักหน้าเห็นด้วยเสิ่นเองที่อยู่ด้านข้างก็เห็นพ้องต้องกัน
“แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจเหตุใดฝ่าบาทจึงไม่ทำสิ่งใดเลยกับตระกูลเหรินทั้งที่เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่เช่นกัน?”
“นั่นสิขอรับ ดู ๆ ไปนี่ก็แปลกจริง ๆ” อี๋กล่าว
“ฝ่าบาทคงเล็งเห็นผลประโยชน์บางอย่างจากตระกูลเหรินหรือไม่ทั้งสองตระกูลราชวงศ์และตระกูลเหรินก็เป็นมิตรกันมาแต่แรกอยู่แล้วแต่ก็แปลกที่ตระกูลเหรินเป็นตระกูลเดียวที่ไม่ร่วมสงครามกลางเมือง ทั้งยังไม่มีเชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติกับราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย”เสิ่นวิเคราะห์เข้าไปอีก
ไม่ทันที่ทั้งสามจะได้สนทนาต่อข่าวจากชายแดนก็มาถึงอีกอี๋รีบนำมาให้จูเฉินอ่าน
“หนิงเฉิงสั่งตีทัพหน้าคนเถื่อนแตกแล้ว !” จูเฉินตบโต๊ะดัง ปัง ! ด้วยความสะใจเขาลุกขึ้นโดยพลันแล้วหัวเราะ“หนิงเฉิงทำได้ดีมากเพียงสามวันก็ไล่ต้อนทัพหน้าคนเถื่อนได้แล้ว”
“นี่เป็นข่าวที่ดีมาก !” อี๋หัวเราะ นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดี
แต่แล้วเสียงหัวเราะก็หยุดลง “บุกเข้าไปในแดนทะเลทรายแล้ว...”
“!!!!!!” เสิ่นและอี๋แทบจะสบถออกมาพร้อมๆ กัน หนิงเฉิงเขาคิดสิ่งใดอยู่ถึงกล้าบุกแดนคนเถื่อนกัน !
“หนิงเฉิงหนอ หนิงเฉิง ข้าคงดูถูกเจ้าไปหน่อยแต่เห็นทีจะเหลิงไปเยือนถึงถิ่นคนเถื่อนทัพหน้านั่นก็คงจะหลอกล่อให้เข้าในแดนของพวกมันแล้วก็จัดการทัพนับแสน..”จูเฉินถอนหายใจยาว เขากลับมามีสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง
“เห็นทีกองทัพหนึ่งแสนคงไม่กลับมาแล้ว สั่งการลงไปเตรียมพร้อมรับศึกทุกเมื่อ!”
อี๋ประสานมือรับคำสั่งเขารีบออกไปสั่งการทันทีส่วนเสิ่นได้รับคำสั่งให้ส่งเรื่องไปทางเมืองหลวงให้ส่งทัพหนุนมาเพิ่ม
..........
ทะเลทรายตะวันออก
กองทัพโลหิตทมิฬหลังจากขับไล่กองทัพคนเถื่อนไปได้ก็ตามติดจนมาถึงเขตแดนทะเลทรายกองทัพรุกคืบเข้าไปสิบลี้ก็หยุดลงรอการกลับมาของหน่วยเฟิงที่สำคัญของการอยู่รอดในทะเลทรายคือแหล่งน้ำพวกเขาต้องสำรวจให้ได้เสียก่อนจะเดินทัพต่อ
“เฟยหลงเจ้าให้หน่วยลม (เฟิง) และหน่วยดินทำงานร่วมกันเถอะพวกเราต้องการแผนที่” หนิงเฉิงกล่าว
หนิงเฟยหลงตอบรับเขาออกคำสั่งให้ทั้งสองหน่วยทำงานร่วมกันสืบเสาะแหล่งน้ำและสำรวจภูมิประเทศส่วนอื่นโดยให้เวลาเพียงสามวันก่อนน้ำจะหมดลง
...
ไม่นานข่าวที่กองทัพเยว่บุกเข้ามาในสหพันธรัฐอัลเดนก็รับรู้กันไปทั่วคนเถื่อนต่างพากันแปลกใจ พวกมันไม่เคยคิดว่าพวกเยว่จะมาตายถึงถิ่น ต่อให้กองทัพส่วนใหญ่เดินทางขึ้นเหนือไปแล้วแต่อย่าลืมว่านี่เป็นถิ่นของใคร อย่างไรเสียในเรื่องของพื้นที่การดำรงชีพการต่อสู้ในทะเลทรายพวกมันต้องเหนือกว่าอยู่แล้ว
สามวันต่อมาข่าวนี้แพร่กระจายไปถึงกระโจมหลวงราชาคนเถื่อน
“เหอะ !พวกไม่เจียมตัวกล้าบุกเข้าไปในอาณาเขตของข้าคราวนี้ดัลตั้นทำได้ดีมากสามารถหลอกล่อพวกมันเข้าไปในพื้นที่ทะเลทรายได้เอาล่ะลงมือกำจัดพวกมันซะ ให้เอเทลเข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วย”ราชาคนเถื่อนหัวเราะร่าทำให้บรรยากาศภายในกระโจมดูผ่อนคลายเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นแววตาคมกริบก็ยังมีอยู่ให้เห็น
...
นครรัฐเอิร์ล กองทัพแนวหน้าคนเถื่อนประจำการอยู่นี่ที่นี่เป็นปราการแรกก่อนที่จะเข้าไปในอาณาเขตส่วนใหญ่ของคนเถื่อนเป็นที่ซึ่งดัลตั้นเป็นผู้ปกครองทหารราวหนึ่งหมื่นนายประจำการอยู่ที่นี่หลังจากพ่ายแพ้มาหลายครั้งทัพหน้ากว่าสามหมื่นนายก็เหลือเพียงหมื่นนายเท่านั้น
เวลานี้พวกมันรอทัพหนุนจากลีนที่นำโดยเอเทลมาสมทบอีกสองหมื่นนาย
ชาร์แห่งลีนเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความสามารถทัดเทียมกับดัลตั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสามยอดฝีมือระดับสูงของคนเถื่อนเป็นรองเพียงราชาอัลเดนเท่านั้น
กองทัพลีนยกมาถึงครึ่งทางก็หยุดพักทัพดัลตั้นส่งคนไปเร่งถึงสามครั้งแต่ก็ยังเคลื่อนที่ช้าราวกับเต่าเช่นเดิม นั่นทำให้ดัลตั้นเดือดดาลเป็นอย่างมาก
...
เวลาสามวันนั้นเพียงพอให้กองทัพโลหิตทมิฬเก็บรวมข้อมูลเคลื่อนทัพต่อได้ ครึ่งวันต่อมากองทัพได้มาตั้งค่ายหยุดรอที่หน้าประตูเมืองเอิร์ลเสียแล้วดัลตั้นสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมากกว่าเดิมมันรู้ดีว่ากองทัพหนึ่งหมื่นไม่อาจต้านทานทหารนับแสนได้
หนิงเฉิงไม่ได้สั่งให้กองทัพบุกโจมตีในทันทีนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ดัลตั้นต้องแปลกใจ หนิงเฉิงให้ทหารพักผ่อนรุ่งสางจึงค่อยเริ่มการโจมตีทหารหนึ่งแสนแบ่งกันเข้าโอบล้อมเมือง เมืองเอิร์ลมีเพียงสองทางเข้าออกเท่านั้นนั่นคือทิศเหนือและทิศใต้ หนิงเฉิงคุมพลด้านเหนือ หนิงเฟยหลงคุมพลด้านใต้
อรุณเริ่มสาดแสงทหารเยว่ก็บุกตีเมือง ที่ทำให้พวกคนเถื่อนตกใจมากคงจะเป็นหน้าไม้ขนาดใหญ่ที่มีพลังทำลายล้างสูงพวกทหารเกราะดำไม่ได้บุกปีนกำแพงหากแต่เป็นรออยู่เงียบ ๆให้หน้าไม้ขนาดใหญ่เจาะทำลายประตู และกำแพงเมือง
ทหารคนเถื่อนมีสีหน้าแตกตื่น ไม่เว้นดัลตั้นก็ยังต้องตื่นตกใจหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาจะรักษาเมืองต่อไปได้อย่างไรกัน ?
“ข้าจะไปหยุดแม่ทัพนั่นไว้ เวสลีย์เจ้าช่วยทำลายหน้าไม้นั่นทีส่วนพวกเจ้าสองคนรีบไปทำลายหน้าไม้ทางทิศใต้ที”ดัลตั้นกล่าวจบก็ทะยานร่างเข้าใส่หนิงเฉิง
หนิงเฉิงเห็นดังนั้นก็ฟาดฝ่ามือออกไปดัลตั้นไม่กล้าดูแคลนรีบเหวี่ยงกระบองออกไปต้าน
ตูม !!
ห้วงอากาศสั่นไหวอย่างรุนแรง ดัลตั้นกระเด็นออกไปหนิงเฉิงก็เช่นกันพวกเขาทะยานร่างขึ้นสู่นภากว้างต่อสู้กันสักตั้ง
หนิงเฉิงเหลือบมองไปยังคนเถื่อนผู้หนึ่งที่กำลังทะลวงเข้าไปยังหน้าไม้ทว่าเขากลับไม่สนใจเผยรอยยิ้มที่เย็นชาขึ้น “เจ้าจะดูถูกพวกข้ามากเกินไปแล้ว”
สิ้นเสียงเสียงเล็กแหลมดังยาวมาจากกองทัพโลหิตทมิฬเสียงนั้นเป็นเสียงเหยี่ยวขนาดใหญ่ มันกู่ร้องด้วยความเดือดดาล พร้อมกับร่างที่ทะยานมาคู่กันจะเป็นใครไม่ได้นอกจากช่างจิ่นกวางไม่รอช้ากงเล็บเหยี่ยวกรีดกระชากห้วงอากาศเกิดเป็นวายุใบมีดพุ่งเข้าหายอดฝีมือคนเถื่อนผู้นั้นทันที
เวสลีย์หน้าซีดขาว มันถอยออกราวสิบจั้งจึงหยุดลงพร้อมกับร่องรอยเสื้อผ้าฉีกขาด แววตาที่จ้องมองช่างจิ่นกวางก็ลึกล้ำขึ้นมันแค่นเสียงด้วยความไม่พอใจมันตัวคนเดียวไม่สามารถต่อกรกับชายผู้นี้ได้ต้องถอยก่อน !
ว่าแล้วเวสลีย์ก็รีบทะยานร่างกลับไปดัลตั้นที่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่คิดจะต่อว่าใด ๆ ก็ถอยกลับไปเช่นกันการต่อสู้ของยอดฝีมือจบลงอย่างรวดเร็ว
...
ทิศใต้ของเมือง หนิงเฟยหลงกำลังสั่งระดมยิงหน้าไม้อยู่กำแพงเมืองคนเถื่อนนั้นสูงใหญ่มากยากที่จะเจาะทะลวงเข้าไปได้ง่ายๆ แม้แต่ปราการที่นครหลวงก็ไม่อาจเทียบได้ หากจะมีก็คงเป็นแต่ป้อมซิ่นหลิงเท่านั้น
ในตอนที่มาถึงครั้งแรกพวกเขาก็มีความวิตกไม่น้อยในการตีเมืองแต่ต่อมาก็ตัดสินใจใช้หน้าไม้ยิงถล่มไปเลยทว่าลูกศรยักษ์นั้นกลับมีจำกัดด้วยพื้นที่ทะเลทรายหามีต้นไม้ไม่ด้วยเหตุนี้จึงต้องสั่งการอย่างระมัดระวัง
ขณะนั้นยอดฝีมือคนเถื่อนก็ปรากฏกายหนึ่งคนพุ่งตรงมายังหนิงเฟยหลงอีกคนมุ่งไปยังหน้าไม้
หนิงเฟยหลงเรียกกระบี่ขั้นสูงและชุดเกราะว่างเปล่าออกมาเขาทะยานร่างออกไปรับศึก ทว่าความสูงที่ไปถึงก็ไม่มากนักความเข้าใจในพลังฟ้าดินของเขายังจำกัดการต่อสู้บนอากาศเป็นภาระสำหรับเขา
ปัง !
กระบี่และขวานเข้าปะทะกัน ชายผู้นั้นคือไทเลอร์มันขึ้นชื่อในเรื่องขวานคู่เป็นอย่างยิ่งการเผชิญหน้าของทั้งสองได้ทิ้งระยะห่างระหว่างกองทัพไปดูท่าแล้วหนิงเฟยหลงจะด้อยกว่า
ในจังหวะนั้นเคนตันใช้โอกาสนี้บุกเข้าไปทำลายหน้าไม้แต่ก่อนที่จะไปถึงกลุ่มชุดคลุมดำก็เข้ามาล้อมมันเอาไว้
“ค่ายกลกระบี่เงาสังหาร !” หนึ่งในคนกลุ่มนั้นเปล่งเสียงขึ้นกระบี่ในมือของคนทั้งสิบก็ทำงานมันส่องแสงสีดำออกมาเต็มเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
เคนตันสีหน้าเคร่งขรึม มันค่อนข้างจะโมโหไม่น้อยที่แก่นแท้พลังขั้นต้นสิบคนบังอาจมารุมล้อมกักขังมันไว้ !
“รนหาที่ตาย !” เคนตันแค่นเสียงเย็นชามือของมันก็กำหมัดแน่นพลังหยวนปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วหมัดหยวนนั้นถูกปล่อยออกไปทุกทิศทาง
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ... ปัง !
เมื่อหมัดของมันเข้ามาใกล้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบก็คล้ายว่ามีปราการขวางกั้นพลังนั้นไว้หมัดหยวนถูกหยุด เคนตันสีหน้าแดงก่ำไม่ทันที่จะได้ลงมือต่อกระบี่ทั้งสิบก็พุ่งตรงมาหามันเคนตันเคลื่อนไหวไม่สะดวกได้แต่ใช้พลังปะทะป้องกันไว้
ป้องกันได้อยู่สักพักกระบี่สามเล่นก็ถอนไปจากนั้นก็ปะทุพลังเหลือล้นกว่าเดิม หนึ่งเป็นกระบี่อัคคี หนึ่งเป็นกระบี่วายุหนึ่งเป็นกระบี่ปฐพี สามกระบี่มุ่งมาจากสามทิศทาง สิบกระบี่ล้อมไว้ทั้งสี่ทิศ
ยอดฝีมือคนเถื่อนไหนเลยจะยอมโดยง่าย มันระเบิดพลังอย่างท่วมท้น สี่หมัดระเบิดพลังสุดไพศาลสิบผู้ฝึกยุทธ์สีหน้าดำคล้ำขึ้นพลังนี้รุนแรงกว่าสิบหมัดแรกมากเห็นทีว่ามันจะเอาจริงแล้ว !
“สิบกระบี่รวมเป็นหนึ่ง !”
กระบี่ทั้งสิบหลอมรวมกันเป็นกระบี่ใหญ่ คนทั้งสิบที่กระจายวงล้อมพริบตาก็เคลื่อนย้ายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเฉกเช่นเดียวกับกระบี่สิบคนประสานพลังคนหน้ารับหน้าที่จู่โจม การากระทำนี่ใช้เวลาไปเพียงสามลมหายใจหมัดทั้งสี่ของเคนตันว่างเปล่าไปสาม เหลือเพียงหมัดสุดท้ายเข้าปะทะกับกระบี่สังหาร
ตูม !!!!
หมัดของมันระเบิดออกสลายไป โลหิตกระจายออกมา ใบหน้าซีดขาว “สารเลว !” เคนตันแผดเสียงด้วยความไม่ยินยอมกระบี่สังหารกำลังมาเยือนมันแล้ว !
“โฮก !!”เคนตันคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว มันปะทุพลังฝีมือสูงสุดออกมาทันใดนั้นค่ายกลกระบี่ก็ทำงานอีกครั้ง กระบี่เงาสังหารสมชื่อมันจริง ๆติดตามเป็นเงาไล่ล่าสังหารไม่ว่าเคนตันจะทำลายเงานั่นไปเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่หมดไม่สิ้นสักที
สีหน้าของเคนตันดุร้ายมากขึ้นในที่สุดก็ตัดสินใจหยิบมรดกโบราณของเผ่าท็อดออกมาสายฟ้ากระหึ่มดังไปทั่ว ใบหน้าของคนทั้งสิบเปลี่ยนสีไปรีบสลายค่ายกลทันทีคำสั่งมีเพียงให้ยื้อไว้ หากไม่ได้ก็ให้หนีไป หน้าไม้นั้นสลายยังสร้างใหม่ได้หากพวกมันตายนั่นย่อมชุบชีวิตให้มาสู้ใหม่ไม้ได้แล้ว
“สมบัติชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ !” ไทเลอร์โพล่งขึ้นมาด้วยความตกใจมันรีบหันไปมองด้วยความรวดเร็ว ไม่ต่างกันเท่าใดนักคู่ต่อสู้ของมันเองก็ตกใจ
“ยุทธภัณฑ์ระดับปฐพี !!”
...