ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 บังเอิญจัง ผมก็มามอบรางวัลเหมือนกัน

            “เหล่านักเรียนทุกท่าน พวกเราได้พบกันอีกแล้วนะ”

            อู่เหมิงเอินเดินเข้ามากลางลานประลองพร้อมกับเอ่ยทักทายเหล่าผู้เข้าสอบทุกคนตามธรรมเนียม

            “คารวะท่านรองคณบดี”

            เมื่อเหล่าผู้เข้าสอบเห็นดังนั้นต่างก็พากันเอ่ยทำความเคารพด้วยความเคารพ

            “ทุกคนไม่ต้องมากพิธี”

            อู่เหมิงเอินยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ผ่านการทดสอบรอบที่สองของการสอบระดับชาติในปีนี้ไปได้พวกคุณขยับเข้าใกล้สถาบันฝึกตนในฝันไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว”

            เฮ...

            สิ้นคำพูดนี้ใบหน้าของฝูงชนโดยรอบต่างปรากฏร่องรอยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด

            แน่นอนว่าการที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของคนนับล้านและฟันฝ่ามาจนถึงจุดนี้ พวกเขาย่อมมีต้นทุนเพียงพอให้ภาคภูมิใจได้จริงๆ

            “ก่อนที่จะมอบรางวัลสำหรับการทดสอบในรอบนี้มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องประกาศให้ทุกคนได้รับทราบ ณ ที่แห่งนี้”

            ในขณะเดียวกันอู่เหมิงเอินก็เอ่ยขึ้นอีกประโยค

            “เรื่องอะไรกัน?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้คนในลานต่างก็พากันเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            อู่เหมิงเอินเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าเข้าประเด็นทันทีว่า “เนื่องจากมีสถานการณ์พิเศษบางอย่างเกิดขึ้นการสอบระดับชาติในครั้งนี้จะข้ามการทดสอบรอบที่สามและรอบที่สี่ไปโดยจะเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศรอบที่ห้าทันที ซึ่งก็คือการประลองบนเวที”

            ตูม...

            สิ้นเสียงนี้ฝูงชนที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานก็กลับมาแตกฮือราวกับระเบิดลงอีกครั้ง

            “อะไรนะ? เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเลยเหรอ?”

            “การสอบระดับชาติปกติจะมีการทดสอบห้ารอบไม่ใช่เหรอทำไมปีนี้เหลือแค่สามรอบล่ะ?”

            “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงขั้นทำให้สถาบันจิงหลงต้องตัดกระบวนการทดสอบปกติออกไปถึงสองรอบ?”

            “ฉันรู้ได้ยินมาว่าสถาบันฝึกตนสเตมอร์จากจักรวรรดิอินทรีขาวเดินทางมาถึงประเทศเสินเซี่ยของเราแล้วและตั้งใจจะจัดงานประลองแลกเปลี่ยนมิตรภาพกับพวกเรา”

            “หา? สถาบันฝึกตนสเตมอร์งั้นเหรอ? นั่นมันสถาบันฝึกตนของผู้ใช้อาชีพติดอันดับหนึ่งของดาวสีน้ำเงินเราไม่ใช่หรือไง?”

            “ได้ยินว่าแม้แต่โรดริเกซ ผู้ใช้อาชีพ ‘มหาจอมเวทอันเดด’ที่รั้งอันดับหนึ่งในทำเนียบร้อยเทพสงครามโลกปัจจุบันก็ยังเป็นผลผลิตที่สร้างขึ้นมาจากสถาบันนี้”

            “แล้วไอ้การประลองแลกเปลี่ยนมิตรภาพนี่มันคืออะไรกันแน่?”

            “พูดง่ายๆ ก็คือทั้งสองประเทศจะคัดเลือกอัจฉริยะผู้ใช้อาชีพวัยเยาว์มาสู้กันตัวต่อตัวเรื่องแบบนี้ปีก่อนๆ จักรวรรดิอินทรีขาวก็ทำบ่อย แถมปากก็บอกว่า ‘แลกเปลี่ยนมิตรภาพ’ แต่ความจริงพอลงสนามทีไรก็ใส่กันไม่ยั้งจนถึงแก่ชีวิตฉากการต่อสู้เลือดสาดกระจาย มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นเรื่องปกติ”

            “เฮ้ย นี่มันจงใจมาหาเรื่องชัดๆ”

            “มิน่าล่ะ การสอบระดับชาติปีนี้ถึงได้จัดขึ้นอย่างรีบร้อนที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...”

            ผู้คนต่างพากันกระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผู้เข้าสอบที่เป็นคนท้องถิ่นของนครจิงตูบางคนถึงกับเผยเบื้องลึกเบื้องหลังออกมาในคำเดียวทำให้คนอื่นๆ ถึงกับตื่นตระหนกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “สถาบันฝึกตนสเตมอร์? การประลองแลกเปลี่ยนมิตรภาพ?”

            แม้แต่ลู่เซิ่งเองเมื่อได้ยินข่าวที่น่าตกใจนี้ สีหน้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไป

            ทว่าอู่เหมิงเอินไม่ได้อธิบายในรายละเอียดเขาเพียงรอให้บรรยากาศสงบลงเล็กน้อย ก่อนจะประกาศเสียงดังอีกครั้งว่า“ลำดับต่อไป ขอเชิญผู้เข้าสอบที่ได้รับสี่อันดับแรกในการทดสอบรอบนี้ขึ้นมารับรางวัลบนเวที”

            เมื่อได้ยินคำนี้ทุกคนต่างก็เลิกสนใจเรื่องที่คุยกันเมื่อครู่ แล้วหันไปรวมจุดสนใจที่ลู่เซิ่งอวิ๋นเทียนหลัน ฉู่เอ้า และหลงเฉิน ที่อยู่กลางลานประลอง

            “ดูเร็ว ในที่สุดช่วงไฮไลต์ก็มาถึงแล้ว”

            “พวกนายว่าครั้งนี้สถาบันจิงหลงจะงัดเอาของรางวัลที่ล้ำค่าขนาดไหนออกมาให้?”

            “ครั้งก่อนรางวัลเป็นอาวุธระดับทองคำมืดครั้งนี้ก็น่าจะเป็นพวกอุปกรณ์ป้องกันแล้วล่ะ”

            ฝูงชนต่างแสดงความเห็นกันเสียงเบาพลางคาดเดากันไปต่างๆ นานา

            และการคาดเดาของพวกเขาก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยจริงๆ

            อู่เหมิงเอินยังคงทำเหมือนการมอบรางวัลครั้งก่อนโดยเริ่มจากหลงเฉินที่ได้อันดับสี่ไปจนถึงอวิ๋นเทียนหลันที่ได้อันดับสองเขาได้มอบอุปกรณ์ป้องกันระดับทองคำมืดที่มีค่าสถานะจัดว่าหรูหราให้แก่ทุกคนคนละชิ้น

            จนกระทั่งมาถึงคิวของลู่เซิ่งซึ่งได้อันดับที่หนึ่ง

            ยังไม่ทันที่อู่เหมิงเอินจะทันได้อ้าปากพูดลู่เซิ่งก็โบกมือแล้วเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยว่า “ผมขอแค่เหรียญมังกรส่วนอุปกรณ์ระดับทองคำมืดนั่น พวกคุณเก็บไว้ใช้เองเถอะ”

            “หือ?”

            สิ้นคำพูดนี้อู่เหมิงเอินถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบโต้เหล่าฝูงชนที่มามุงรอดูความสนุกอยู่ด้านล่างก็เริ่มทนไม่ไหวขึ้นมาก่อน

            “อะไรน่ะ? ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?”

            “ลู่เซิ่งเขา... ถึงกับไม่เอาอุปกรณ์เป็นรางวัลเลยเหรอ?”

            “เหอะ สงสัยเขาคงเดาได้อยู่แล้วล่ะมั้งว่าสถาบันจิงหลงคงไม่ให้อุปกรณ์ดีๆอะไรกับเขาแน่ เลยตัดปัญหาเป็นไม่เอาเลย”

            “แต่ถึงจะเป็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่ไม่ได้ใช้ แต่มันก็คือระดับทองคำมืดนะเอาไปย่อยเป็นวัตถุดิบก็ยังขายได้เงินตั้งเยอะ”

            “นี่มันพวกทำตัวรวยแต่เปลือกชัดๆ”

            ผู้คนต่างพากันวิจารณ์ไปต่างๆนานา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เข้าใจการกระทำของลู่เซิ่งเลยสักนิด

            ทว่าลู่เซิ่งไม่คิดจะสนใจว่าใครจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

            เพราะเขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าสถาบันจิงหลงไม่มีทางมอบรางวัลที่เป็นชิ้นเป็นอันให้เขาแน่และคงไม่พ้นต้องมีลูกไม้ตุกติกตามมาอีก

            แทนที่จะยอมโดนหยามซ้ำซากสู้ไม่เอาเลยยังจะดีกว่า

            อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อสถาบันจิงหลงหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อยและไม่มีทางที่จะสมัครเข้าเรียนที่นี่ในอนาคตอย่างแน่นอน

            บวกกับทรัพย์สินที่เขามีอยู่ในตอนนี้ลำพังแค่อุปกรณ์ระดับทองคำมืดเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาจริงๆ

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

            แน่นอนว่าเหรียญมังกรเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงไม่ได้และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้อาชีพอย่างมาก ลู่เซิ่งจึงยังเลือกที่จะรับไว้

            “ดี เธอพูดเองนะ”

            ในตอนนั้นอู่เหมิงเอินที่เพิ่งตั้งสติกลับมาได้ ดวงตาพลันเป็นประกาย

            เมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งเป็นฝ่ายเสนอตัวไม่รับอุปกรณ์รางวัลเองมีหรือที่เขาจะไม่ดีใจ เขาจะปฏิเสธไปเพื่ออะไรล่ะ?

            “ในเมื่อเธอมีรสนิยมสูงจนมองข้ามอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่สถาบันจิงหลงมอบให้พวกเราก็คงไม่บังคับฝืนใจ”

            อู่เหมิงเอินกล่าวเสียงเรียบก่อนจะหยิบเอาบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ลู่เซิ่ง พลางเอ่ยว่า“ในบัตรใบนี้มีเงินอยู่ 25 ล้านเหรียญมังกรสามารถถอนออกมาใช้ได้ทุกธนาคารในประเทศเสินเซี่ย เก็บไว้ให้ดีล่ะ”

            ลู่เซิ่งรับบัตรมาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองอู่เหมิงเอินก่อนที่เขากำลังจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป

            ทว่าในจังหวะนั้นเอง

            “เดี๋ยวก่อน”

            ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้าและขวางหน้าลู่เซิ่งไว้พอดิบพอดีคนที่มาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ลั่วฉางเกอ รองคณบดีแห่งสถาบันจิงหัวนั่นเอง?

            “อ้าว? ลั่วฉางเกอ ทำไมคุณถึงมาที่นี่อีกแล้วล่ะ?”

            เมื่อเห็นลั่วฉางเกออู่เหมิงเอินก็ตกใจจนต้องขมวดคิ้วถามออกไป

            “เหอะ ในเมื่อคุณมาได้ แล้วทำไมผมจะมาไม่ได้ล่ะ?”

            ลั่วฉางเกอแค่นยิ้มเย็นชาพลางย้อนถาม

            “เหลวไหลสถาบันจิงหลงของเราคือหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการสอบระดับชาติในครั้งนี้ผมย่อมต้องมามอบรางวัลให้กับผู้เข้าสอบที่ชนะรางวัลสิ” อู่เหมิงเอินแผดเสียงอย่างฉุนเฉียว

            “หึๆ งั้นก็บังเอิญจริงๆเพราะผมเองก็ตั้งใจจะมามอบรางวัลให้กับผู้เข้าสอบที่ชนะรางวัลเหมือนกัน” ลั่วฉางเกอกล่าวอย่างเรียบเฉย

            “หือ? มะ... มอบรางวัล?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นอู่เหมิงเอินก็ถึงกับมึนงงไปหมด ทั้งยังหลุดปากถามออกไปว่า“แล้วคุณจะมอบให้ใคร?”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน