ทันใดนั้นเสียงที่ค่อนข้างโอหังก็ลอยมาจากด้านหนึ่ง
เยี่ยนเจาเจาหมดคำจะพูด
นางไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงได้พบพวกคนไร้สมองเช่นเดียวกับเยี่ยนฟางหวาไปเสียทุกที่
เดิมทีคิดว่าคนโง่เขลาและไม่รู้จักประมาณตนอย่างเยี่ยนฟางหวาจะมีเพียงส่วนน้อยไฉนยังมาพบที่นี่อีกเล่า?
เยี่ยนเจาเจาทอดถอนใจ ไม่อยากหันกลับไปไม่อยากพูดคุยด้วยยิ่งกว่า จึงดึงหนานหมิงเหอเดินจากไป
“เจ้าหยุดนะ!”
คนผู้นั้นวิ่งตึกๆ มาถึงข้างหลังเยี่ยนเจาเจาในไม่กี่ก้าวมือกำลังจะตบลงบนหลังเยี่ยนเจาเจา แต่ก็โดนเยี่ยนเจาเจาปัดมือออกก่อน
หนานหมิงเหอมิได้เอ่ยสิ่งใด เขาดึงเยี่ยนเจาเจามาอยู่ข้างกายตนมองคนที่อยากลงไม้ลงมือกับเยี่ยนเจาเจาเมื่อครู่ด้วยสายตาเฉยชานัยน์ตาไร้แววไม่พึงพอใจ แต่ไม่รู้ในใจรู้สึกอย่างไร
ผู้มาเยือนเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง รูปร่างท้วมอวบอิ่มดูค่อนข้างน่ารักอายุไม่มากเท่าไร สักสิบสามสิบสี่ปีไล่เลี่ยกับไป๋ฝูฉวี
บนร่างนางสวมอาภรณ์สีเหลืองห่าน ทำจากวัสดุชั้นยอดใบหน้าก็อุดมสมบูรณ์ เห็นชัดว่าต้องมาจากตระกูลขุนนางชั้นสูงแน่
เพียงแต่ดวงตาเด็กสาวผู้นี้ถลึงกว้าง ราวกับเป็นไก่ทระนงตัวโตเหมือนต้องการกลืนกินเยี่ยนเจาเจาเข้าไปในคำเดียว
น่าเสียดายที่สีเหลืองห่านเป็นสีที่ค่อนข้างเลือกคนใส่เดิมไม่มีเยี่ยนเจาเจาคุณหนูคนนี้ยังดูใช้ได้ แต่เมื่อทั้งสองบังเอิญพบกันผิวขาวราวหิมะหายากของเยี่ยนเจาเจา ทำให้ผิวของนางคล้ำลงเล็กน้อยจนดูไม่น่ารักเหมือนเดิม
ไม่รู้ว่านางเกิดโทสะเช่นนี้เพราะเยี่ยนเจาเจาขโมยจุดสนใจของนางไปหรือเปล่า
แต่ผิวคล้ำก็มีข้อดีของมันรูปร่างหน้าตานางจะดูโตกว่าเยี่ยนเจาเจามาก พูดจาเสียงดังกังวานค่อนข้างทรงพลังตั้งแต่แรกเห็น ราวกับมั่นใจแล้วว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอลงมือกับไป๋ฝูฉวี
“พวกเจ้าเป็นหลานชายหลานสาวของเจ้าสำนักถึงอย่างงั้นก็แตะต้องข้าไม่ได้ มาตีข้า รังแกคนอื่น!”
สาวน้อยดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู แต่กลับพูดจาไม่อ้อมแอ้มสักนิดพ่นคำด่ารัวออกมาราวกับเทเมล็ดถั่ว [1]
อาจเพราะตอนนี้เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอต่างเป็นที่รู้จักเห็นหน้าแล้วก็บอกได้ทันทีว่าทั้งสองเป็นใคร
ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองคนต่างทำคะแนนได้ยอดเยี่ยม หน้าตาก็งดงามกอปรกับฐานะหลานชายหลานสาวของผู้อาวุโสหยวนมู่ คาดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอแล้ว
เยี่ยนเจาเจามิได้ตอบคำ เพียงหลุบตาลงต่ำเห็นว่าหลังมือของสาวน้อยขึ้นสีแดงเล็กน้อยจริงๆ คาดว่าการปัดของตนเมื่อครู่คงทำนางบาดเจ็บ
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่รู้สึกเสียใจ
นางไม่ชอบคนหัวแข็งที่เชื่อแค่ตาและหูของตนเองเท่านั้น
แม้คุณหนูตัวน้อยคนนี้จะน่ารัก แต่ช่างไร้เหตุผลนักเห็นชัดว่านางพยายามเข้ามาลงมือลงไม้กับตนก่อน พอโดนปัดมือออกไป เหตุใดจึงนับว่าเป็นการใช้กำลังได้เล่า!?
สีหน้าเยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบทันทีนางยื่นมือออกไปดึงหนานหมิงเหอมาไว้ข้างกาย กลับเห็นหนานหมิงเหอก้มหน้าสังเกตไป๋ฝูฉวีอยู่
สายตาเขาไม่ได้เกินเลย เป็นการสังเกตทั่วไปไม่เสียมารยาทต่อผู้ใดเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนโดนมองหนักใจ เพียงมองธรรมดาเชิงพินิจเท่านั้น
แต่ไป๋ฝูฉวีคนนี้ไม่รู้คิดสิ่งใดอยู่ ใบหน้านางขึ้นสีแดงเรื่อจนแทบจะกลายเป็นกุ้งต้มภายใต้สายตาของหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอไม่ได้มองนางด้วยสายตาร้อนแรงแผดเผาราวดวงอาทิตย์ในฤดูร้อนสักหน่อย?
ไป๋ฝูฉวีดันเหลือบตามองหนานหมิงเหอเป็นครั้งคราวทำท่าทีกระดากอาย เสมือนไม่กล้าสบตากับหนานหมิงเหอ แลดูน่ารักน่าสงสาร
เยี่ยนเจาเจาพอจะเข้าใจจุดประสงค์ของไป๋ฝูฉวีแล้ว
นางรู้ว่าความน่าสงสารเป็นอุบายเอาไว้หลอกพวกบุรุษตื้นเขินและบุรุษลำพองตน พวกหยิ่งในศักดิ์ศรีบางคนก็ชอบเช่นนี้
เยี่ยนเจาเจามองไป๋ฝูฉวีด้วยแววตาสมเพช สายตานี้ทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกไม่สบายใจแต่กลับทำอันใดไม่ได้
ความรู้สึกชื่นชมเมื่อแรกพบไป๋ฝูฉวีของเยี่ยนเจาเจาแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกอย่างสิ้นเชิง
หัวไชเท้าน้อย [2] คนหนึ่งอายุยังน้อยกว่าจะสอบเข้าสถานศึกษาสกุลหยวนมาได้ กลับไม่อยากตั้งใจเรียนมาปากหวานก้นเปรี้ยวใช้ลูกเล่นต่างๆ นานา เข้าหาผู้ชายนอกเรือนที่นี่แทน น่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าตอนอยู่ในวังเสียอีก
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจว่าไป๋ฝูฉวีต้องการได้รับความชื่นชมจากคุณชายชนชั้นสูงบ้างจึงแสร้งประดิดประดอยท่าทีเช่นนี้
เป็นความจริงที่ว่าแต่งเข้าสกุลดีก็พลอยได้ดิบได้ดีมีวาสนาไปด้วยแต่โลกใบนี้เน้นความเหมาะสมเท่าเทียมของวงศ์ตระกูลมาตลอดน้อยมากที่คุณชายตระกูลใหญ่โตจะสู่ขอสตรีชาติกำเนิดสามัญธรรมดา แผนการของไป๋ฝูฉวีแค่เริ่มก็ยากแล้ว
ไป๋ฝูฉวีสอบผ่านเข้ามา ย่อมมีพรสวรรค์ในการศึกษามิสู้คิดหาทางว่าจะเรียนอย่างไรให้ดี วันหน้าอาจมีโอกาสโดดเด่นด้วยตนเองได้
แต่มีแผนการสกปรกเช่นนี้ในสถานศึกษา ออกจะนอกลู่นอกทางไปหน่อยไม่รู้ว่าอยากมีหน้ามีตาจนเสียสติไปแล้วหรือเปล่า
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่อยากมาเสียเวลาทะเลาะวิวาทกับเด็กสาว ทั้งยังเกียจคร้านเกินกว่าจะตักเตือนพวกนาง
ในเมื่อชอบคิดเรื่องต่ำทรามนักก็ปล่อยให้คิดไปเยี่ยนเจาเจามิใช่แม่พระ ไม่มีหน้าที่ต้องมาคอยเตือนพวกนางใครอยากเป็นแบบไหนก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับนาง
แม่นางน้อยร่างท้วมเห็นเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอไม่ปริปากเลยใบหน้ากลมก็เปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง ดวงตาแดงก่ำ นางเท้าเอวก่อนเอ่ยเสียงดัง “หยวนชิงจ้าว!เจ้าตีมือข้า เจ้าจะไม่ขอโทษหรือ!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลัง ไม่รู้วันข้างหน้าจะกลายเป็นคนชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องหรือไม่
เยี่ยนเจาเจาอยากรีบอยู่กับหนานหมิงเหอนานกว่านี้เห็นคุณหนูตัวน้อยนั่นโยนความผิดใส่หัวตน เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกหมดคำจะพูด
หาเรื่องเองแท้ๆ เป็นคุณหนูตัวน้อยนั่นที่เห็นเยี่ยนเจาเจาคุยกับไป๋ฝูฉวีไป๋ฝูฉวีไม่มั่นใจว่าจะเถียงชนะเยี่ยนเจาเจาได้จึงเริ่มร้องไห้ออกมา และคุณหนูผู้นี้ก็ดันเชื่อสนิทใจเสียเอง
พูดให้น่าฟังคือจริงใจ พูดหยาบคายหน่อยคือโง่งมโดนคนเอามาใช้เป็นดาบ คุณหนูคนนี้ยังดูยึดมั่นในคุณธรรมทั้งยังรู้สึกมีเกียรติอีก
ช่างน่าสนใจ
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม จึงโบกมือสบายๆ เอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ถือเป็นความผิดข้าแล้วกัน ขออภัยศิษย์พี่หญิงท่านนี้ด้วย ขอตัวก่อน”
ขณะเอ่ย เยี่ยนเจาเจาก็เบนสายตาไปทางไป๋ฝูฉวีที่กำชายเสื้อตนเองอยู่ด้านข้างนัยน์ตาแฝงรอยยิ้มเย้ยหยันเจือจาง “หากศิษย์พี่ไป๋มีเวลาว่างก็เตรียมตัวสำหรับการสอบของท่านปู่ข้าจะดีกว่าใจคิดว่าตนมีหรือไม่มีสิ่งใด มันเปล่าประโยชน์ต่อการสอบนะเจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจาไม่เคยรังเกียจการใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นทรัพยากรบางอย่างเดิมเป็นของนางเอง แม้ไม่อาจใช้เส้นสายได้แต่ยกมาข่มขู่คนสักหน่อย ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติหรอกหรือ
สีหน้าไป๋ฝูฉวีพลันซีดขาว กระบอกตาแดงเรื่อเริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากเห็นแม่นางดอกบัวขาวผู้อ่อนแอร้องไห้กลางสายลมแม้แต่เด็กสาวร่างท้วมก็ยังไม่ชำเลืองตามอง ดึงหนานหมิงเหอและเดินไปจากทันที
หนานหมิงเหอกลับรู้สึกเสียใจ
สถานที่ของผู้อาวุโสหยวนมู่มีคนมากเกินไป
คนเยอะมักเกิดการปะทะกันง่าย ก่อนหน้านี้นักเรียนชายชนเยี่ยนเจาเจาจนล้มโชคดีที่ฝ่ามือถลอกไม่หนัก ครู่เดียวเลือดก็หยุดไหลแต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทำนองนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
นอกจากนี้ยังมีคนเจ้าแผนการอย่างไป๋ฝูฉวีข้างหน้าคนไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดและคิดว่าตนเองเก่งกาจอย่างแม่นางคนนั้นซึ่งคนประเภทนี้จะถูกปลุกปั่นได้ง่ายที่สุด
เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนชอบหาเรื่องใคร แต่ก็ห้ามคนมาหาเรื่องนางไม่ได้
หากเป็นคนอื่น ไล่ได้คงไล่ไปแล้วแต่กลับเป็นนักเรียนภายใต้สังกัดของผู้อาวุโสหยวนมู่
หากเป็นลูกหลานตระกูลธรรมดา หนานหมิงเหอย่อมไม่เก็บมาใส่ใจนี่ดันเป็นศิษย์รักของผู้อาวุโสหยวนมู่ทั้งนั้น หนานหมิงเหอกล้าลงมือเพียงครั้งเกรงว่าผู้อาวุโสหยวนมู่อาจโวยวายจนฝ้าถล่มได้
ดังนั้นหนานหมิงเหอจึงเริ่มขบคิดแผนการบางอย่างในใจ
เยี่ยนเจาเจากับไป๋ฝูฉวีแยกกันไปคนละทาง แต่นางเดินมาสักพักจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ามุกดอกไม้บนศีรษะร่วงไปดอกหนึ่ง
มุกดอกไม้มีสีแปลกใหม่ และหนานหมิงเหอยังซื้อให้ระหว่างเดินทางเยี่ยนเจาเจาชอบมันยิ่งนัก เมื่อไม่มีอะไรทำก็เลยจูงหนานหมิงเหอย้อนกลับไปทางเดิม จึงบังเอิญได้ยินสาวน้อยร่างท้วมพูดคุยกับไป๋ฝูฉวีอย่างถูกคออยู่พอดี
“ข้านึกว่าสองคนจากสกุลหยวนนั่นจะเป็นคนมีความสามารถเสียอีก ที่ไหนได้มาวันแรกก็จ้องเล่นงานเพื่อนร่วมห้องของตนน่าขายหน้านัก”
เด็กสาวอ้วนท้วมเป็นคนเอ่ย
“ไม่ใช่ความผิดนางหรอก เป็นข้าพูดไม่ได้เอง ถึงทำให้ศิษย์น้องไม่พอใจ”
ไป๋ฝูฉวีถอนหายใจ น้ำเสียงนุ่มนวล ชวนให้คนรู้สึกดีด้วยอย่างง่ายดาย
“วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ออกหน้าช่วยเหลือ รู้สึกเป็นเกียรติ ฝูฉวีอยากถามชื่อแซ่ของศิษย์พี่สักหน่อยต่อไปจะได้เรียกขานกันง่ายเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของไป๋ฝูฉวีอ่อนหวานขึ้นเรื่อยๆ
เด็กสาวอ้วนท้วมยังมีท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราวหันหน้ามาเอ่ยว่า “ข้านามเฉินเหลียนเอ๋อร์ เป็นคนหยางโจว”
เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยฐานะของตนเองเพียงกล่าวชื่อแซ่และบ้านเกิดเมืองนอน เหมือนว่าจะอยากรู้จักไป๋ฝูฉวีจริงๆ
“ไป๋ฝูฉวี เป็นคนหยางโจว”
“เจ้าก็เป็นคนหยางโจวหรือ! ช่างบังเอิญยิ่งนัก!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์ดูดีใจยิ่งนัก
ไป๋ฝูฉวีก็แสร้งทำหน้าประหลาดใจอย่างเหมาะเจาะเริ่มจับมือของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก่อน “เป็นคนบ้านเดียวกันกับศิษย์พี่หญิงนี่เอง! ไปนั่งเล่นที่หอพักของข้ากันดีกว่า ท่านแม่ข้าเหลือขนมอกของหยางโจวไว้เล็กน้อย”
“ไปหอพักเจ้า มิใช่ต้องพบคนหน้าไม่อายอาศัยอำนาจรังแกผู้อื่นหรือ ไป ไปหอพักข้าแทน”
เฉินเหลียนเอ๋อร์โบกมือ แล้วจูงไป๋ฝูฉวีออกไป
เยี่ยนเจาเจาที่โดนเฉินเหลียนเอ๋อร์ตัดสินว่าเป็น“คนหน้าไม่อาย อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น” จับต้นชนปลายไม่ถูกนัก
นางสัมผัสได้ถึงความอาฆาตที่เด็กสาวส่งมาให้ตน ทำเอารู้สึกสับสนมึนงงเล็กน้อย
เด็กสมัยนี้หลอกง่ายกันขนาดนี้เชียวหรือ?
เพราะเหตุการณ์แปลกประหลาดเหตุการณ์หนึ่ง ก็เลยเริ่มเกลียดคนผู้หนึ่งอย่างยากจะเข้าใจจากนั้นก็ขัดตาไปเสียทุกอย่างที่นางทำและคอยพูดจาแดกดัน ค่อนขอดกันตลอด
นี่มันหมายความว่าอะไรกัน?
นอกจากนี้เยี่ยนเจาเจายังพบเรื่องน่าสนใจบางอย่าง
เมื่อครู่นางเห็นชัดเจนว่าสายตาที่ไป๋ฝูฉวีมองเฉินเหลียนเอ๋อร์แฝงร่องรอยความอิจฉาและดูเบาทั้งยังคุ้นเคยปะปนกับความริษยาเกิดพรรณนา
ไป๋ฝูฉวีน่าจะรู้จักเฉินเหลียนเอ๋อร์
แต่พวกนางมาถึงก็เป็นสหายสนิทกันแล้ว ใช่บังเอิญหรือ?
ภาพที่เห็นใช่ว่าจะน่าเชื่อเสมอไป
ความบังเอิญมักเกิดจากฝีมือคน
เพราะเหตุนั้นนางจึงกระตุกยิ้ม กระโดดพรวดออกมาตะเบ็งเสียงเอ่ย “พี่น้องหญิงรักกันลึกซึ้งทั้งสอง อยากนินทาคนอื่นลับหลัง ก็เลือกสถานที่ลับตาสักหน่อยจะดีกว่านะตอนนี้ข้าได้ยินเข้าแล้ว ไม่รู้เลยว่าใจพวกท่านคิดสิ่งใดอยู่กัน”
เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟคาดว่าโมโหกับคำพูดของเยี่ยนเจาเจาจนแทบเสียสติ
ส่วนไป๋ฝูฉวีเล่นละครเก่งจนชินชา พอโดนเยี่ยนเจาเจาจับได้อาจกำลังขยาดอยู่ในใจ
เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจปฏิกิริยาโต้ตอบของพวกนาง เพียงหันหลังเดินจากไปทันที
เดิมนางมีจิตใจคับแคบเป็นอย่างยิ่ง ในสถานศึกษาแห่งนี้ดันเน้น“ทุกคนเท่าเทียมกัน” หากนางได้รับความไม่เป็นธรรมไม่มีทางที่นางจะทนกล้ำกลืนมันลงแน่ ย่อมส่งความอึดอัดคับข้องใจที่ได้มาคืนไปเท่านั้น
หากวันหน้าไป๋ฝูฉวียังมายุ่งกับนาง นางไม่สนใจหรอกว่าจะใช้วิธีไหนจัดการกับนาง
ในพจนานุกรมของเยี่ยนเจาเจาไม่มีคำว่า “ประนีประนอม”
นางวิ่งไปหาหนานหมิงเหอในไม่กี่ก้าว ก่อนจะดึงหนานหมิงเหอออกไป
หนานหมิงเหอคิดว่าตนเองช่างประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบข้อมูลฐานะและปูมหลังของนักเรียนหญิงให้แน่ชัด คงต้องเร่งพวกหมิงอีหมิงเอ้อร์แล้ว
เห็นเยี่ยนเจาเจาไม่มีความสุขเพราะนักเรียนหญิงผู้อ่อนต่อโลกสองคนนั้นหนานหมิงเหออดกระชับมือเล็กอ่อนนุ่มในมือไม่ได้
ตัวเขานั้นดำทะมึนไม่กลัวที่จะเป็นงูพิษซุ่มโจมตีอยู่ในเงามืด เพื่อปกป้องแสงสว่างของตนเองแล้วนั้น ล้วนแลกได้ทุกอย่าง
หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจาไปเดินรอบโรงอาหารใหม่ทานอาหารเป็นเพื่อนนาง เมื่อเห็นสีกับข้าวในโรงอาหารที่แม้จะจืดชืด แต่กลับสะอาดถูกสุขลักษณะก็รู้สึกว่าที่แห่งนี้พอรับได้อยู่บ้าง
แต่สุขภาพของเยี่ยนเจาเจาอ่อนแอเพราะยาของเยี่ยนฟางอู๋มาหลายปีปัจจุบันก็ถึงช่วงเจริญเติบโตแล้ว กินไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อร่างกายในอนาคตได้จึงเริ่มขบคิดอีกว่าทำอย่างไรถึงจะขุนแม่นางน้อยของตนให้อิ่มหนำ
กว่าทั้งสองจะเตรียมแยกจากกัน พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว
ค่ำคืนของซูโจวยังเย็นอยู่เล็กน้อยหนานหมิงเหอกลัวน้ำค้างยามราตรีจะทำเยี่ยนเจาเจาเป็นหวัดเมื่อส่งนางถึงหน้าประตูเรือนสตรี จึงกำชับให้นางรีบกลับไป อย่ามัวแต่เล่นข้างนอก
เยี่ยนเจาเจารับคำอย่างเชื่อฟังแต่นัยน์ตากลับมองออกว่าพี่ชายรองกำลังคิดบางสิ่งอยู่เลยเหยียบขึ้นไปบนหินด้านข้าง เอื้อมมือไปกลางหว่างคิ้วของพี่ชายรอง คลึงเบาๆสองที พลางเอ่ย
“พี่ชายอย่ากังวลเกินไปเลย ที่นี่ใช้ได้ทีเดียวข้าจะดูแลตนเองให้ดี อีกอย่างวันหน้าไม่ใช่ไปเจอกันเสียหน่อยหากพี่ชายกับข้าสามารถผ่านการทดสอบของท่านปู่ ต่อไปก็ได้เจอกันประจำแล้ว”
หนานหมิงเหอพยักหน้า เร่งให้เยี่ยนเจาเจาเข้าประตูเล็กของอาคารเหนือเมื่อไม่เห็นเงาร่างของนางแล้วค่อยหมุนตัวเดินจากไป
หนานหมิงเหอไม่ชินกับการเดินในที่สว่างยามจูงมือเยี่ยนเจาเจาเดินบนทางสว่างก็เพราะเจาเจากลัวความมืดหากอยู่ตามลำพังเขามักจะเดินเลียบกำแพงเสมอ
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เทเมล็ดถั่ว มาจากสำนวนเทเมล็ดถั่วออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ หมายถึง พูดตรงๆ ชัดเจน
[2] หัวไชเท้าน้อย หมายถึง บุคคลตัวเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงหรือฐานะใดๆ