เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 มืดมน

            ทันใดนั้นเสียงที่ค่อนข้างโอหังก็ลอยมาจากด้านหนึ่ง

            เยี่ยนเจาเจาหมดคำจะพูด

            นางไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงได้พบพวกคนไร้สมองเช่นเดียวกับเยี่ยนฟางหวาไปเสียทุกที่

            เดิมทีคิดว่าคนโง่เขลาและไม่รู้จักประมาณตนอย่างเยี่ยนฟางหวาจะมีเพียงส่วนน้อยไฉนยังมาพบที่นี่อีกเล่า?

            เยี่ยนเจาเจาทอดถอนใจ ไม่อยากหันกลับไปไม่อยากพูดคุยด้วยยิ่งกว่า จึงดึงหนานหมิงเหอเดินจากไป

            “เจ้าหยุดนะ!”

            คนผู้นั้นวิ่งตึกๆ มาถึงข้างหลังเยี่ยนเจาเจาในไม่กี่ก้าวมือกำลังจะตบลงบนหลังเยี่ยนเจาเจา แต่ก็โดนเยี่ยนเจาเจาปัดมือออกก่อน

            หนานหมิงเหอมิได้เอ่ยสิ่งใด เขาดึงเยี่ยนเจาเจามาอยู่ข้างกายตนมองคนที่อยากลงไม้ลงมือกับเยี่ยนเจาเจาเมื่อครู่ด้วยสายตาเฉยชานัยน์ตาไร้แววไม่พึงพอใจ แต่ไม่รู้ในใจรู้สึกอย่างไร

            ผู้มาเยือนเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง รูปร่างท้วมอวบอิ่มดูค่อนข้างน่ารักอายุไม่มากเท่าไร สักสิบสามสิบสี่ปีไล่เลี่ยกับไป๋ฝูฉวี

            บนร่างนางสวมอาภรณ์สีเหลืองห่าน ทำจากวัสดุชั้นยอดใบหน้าก็อุดมสมบูรณ์ เห็นชัดว่าต้องมาจากตระกูลขุนนางชั้นสูงแน่

            เพียงแต่ดวงตาเด็กสาวผู้นี้ถลึงกว้าง ราวกับเป็นไก่ทระนงตัวโตเหมือนต้องการกลืนกินเยี่ยนเจาเจาเข้าไปในคำเดียว

            น่าเสียดายที่สีเหลืองห่านเป็นสีที่ค่อนข้างเลือกคนใส่เดิมไม่มีเยี่ยนเจาเจาคุณหนูคนนี้ยังดูใช้ได้ แต่เมื่อทั้งสองบังเอิญพบกันผิวขาวราวหิมะหายากของเยี่ยนเจาเจา ทำให้ผิวของนางคล้ำลงเล็กน้อยจนดูไม่น่ารักเหมือนเดิม

            ไม่รู้ว่านางเกิดโทสะเช่นนี้เพราะเยี่ยนเจาเจาขโมยจุดสนใจของนางไปหรือเปล่า

            แต่ผิวคล้ำก็มีข้อดีของมันรูปร่างหน้าตานางจะดูโตกว่าเยี่ยนเจาเจามาก พูดจาเสียงดังกังวานค่อนข้างทรงพลังตั้งแต่แรกเห็น ราวกับมั่นใจแล้วว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอลงมือกับไป๋ฝูฉวี

            “พวกเจ้าเป็นหลานชายหลานสาวของเจ้าสำนักถึงอย่างงั้นก็แตะต้องข้าไม่ได้ มาตีข้า รังแกคนอื่น!”

            สาวน้อยดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู แต่กลับพูดจาไม่อ้อมแอ้มสักนิดพ่นคำด่ารัวออกมาราวกับเทเมล็ดถั่ว [1]

            อาจเพราะตอนนี้เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอต่างเป็นที่รู้จักเห็นหน้าแล้วก็บอกได้ทันทีว่าทั้งสองเป็นใคร

            ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองคนต่างทำคะแนนได้ยอดเยี่ยม หน้าตาก็งดงามกอปรกับฐานะหลานชายหลานสาวของผู้อาวุโสหยวนมู่ คาดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอแล้ว

            เยี่ยนเจาเจามิได้ตอบคำ เพียงหลุบตาลงต่ำเห็นว่าหลังมือของสาวน้อยขึ้นสีแดงเล็กน้อยจริงๆ คาดว่าการปัดของตนเมื่อครู่คงทำนางบาดเจ็บ

            แต่เยี่ยนเจาเจาไม่รู้สึกเสียใจ

            นางไม่ชอบคนหัวแข็งที่เชื่อแค่ตาและหูของตนเองเท่านั้น

            แม้คุณหนูตัวน้อยคนนี้จะน่ารัก แต่ช่างไร้เหตุผลนักเห็นชัดว่านางพยายามเข้ามาลงมือลงไม้กับตนก่อน พอโดนปัดมือออกไป เหตุใดจึงนับว่าเป็นการใช้กำลังได้เล่า!?

            สีหน้าเยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบทันทีนางยื่นมือออกไปดึงหนานหมิงเหอมาไว้ข้างกาย กลับเห็นหนานหมิงเหอก้มหน้าสังเกตไป๋ฝูฉวีอยู่

            สายตาเขาไม่ได้เกินเลย เป็นการสังเกตทั่วไปไม่เสียมารยาทต่อผู้ใดเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนโดนมองหนักใจ เพียงมองธรรมดาเชิงพินิจเท่านั้น

            แต่ไป๋ฝูฉวีคนนี้ไม่รู้คิดสิ่งใดอยู่ ใบหน้านางขึ้นสีแดงเรื่อจนแทบจะกลายเป็นกุ้งต้มภายใต้สายตาของหนานหมิงเหอ

            หนานหมิงเหอไม่ได้มองนางด้วยสายตาร้อนแรงแผดเผาราวดวงอาทิตย์ในฤดูร้อนสักหน่อย?

            ไป๋ฝูฉวีดันเหลือบตามองหนานหมิงเหอเป็นครั้งคราวทำท่าทีกระดากอาย เสมือนไม่กล้าสบตากับหนานหมิงเหอ แลดูน่ารักน่าสงสาร

            เยี่ยนเจาเจาพอจะเข้าใจจุดประสงค์ของไป๋ฝูฉวีแล้ว

            นางรู้ว่าความน่าสงสารเป็นอุบายเอาไว้หลอกพวกบุรุษตื้นเขินและบุรุษลำพองตน พวกหยิ่งในศักดิ์ศรีบางคนก็ชอบเช่นนี้

            เยี่ยนเจาเจามองไป๋ฝูฉวีด้วยแววตาสมเพช สายตานี้ทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกไม่สบายใจแต่กลับทำอันใดไม่ได้

            ความรู้สึกชื่นชมเมื่อแรกพบไป๋ฝูฉวีของเยี่ยนเจาเจาแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกอย่างสิ้นเชิง

            หัวไชเท้าน้อย [2] คนหนึ่งอายุยังน้อยกว่าจะสอบเข้าสถานศึกษาสกุลหยวนมาได้ กลับไม่อยากตั้งใจเรียนมาปากหวานก้นเปรี้ยวใช้ลูกเล่นต่างๆ นานา เข้าหาผู้ชายนอกเรือนที่นี่แทน น่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าตอนอยู่ในวังเสียอีก

            เยี่ยนเจาเจาเข้าใจว่าไป๋ฝูฉวีต้องการได้รับความชื่นชมจากคุณชายชนชั้นสูงบ้างจึงแสร้งประดิดประดอยท่าทีเช่นนี้

            เป็นความจริงที่ว่าแต่งเข้าสกุลดีก็พลอยได้ดิบได้ดีมีวาสนาไปด้วยแต่โลกใบนี้เน้นความเหมาะสมเท่าเทียมของวงศ์ตระกูลมาตลอดน้อยมากที่คุณชายตระกูลใหญ่โตจะสู่ขอสตรีชาติกำเนิดสามัญธรรมดา แผนการของไป๋ฝูฉวีแค่เริ่มก็ยากแล้ว

            ไป๋ฝูฉวีสอบผ่านเข้ามา ย่อมมีพรสวรรค์ในการศึกษามิสู้คิดหาทางว่าจะเรียนอย่างไรให้ดี วันหน้าอาจมีโอกาสโดดเด่นด้วยตนเองได้

            แต่มีแผนการสกปรกเช่นนี้ในสถานศึกษา ออกจะนอกลู่นอกทางไปหน่อยไม่รู้ว่าอยากมีหน้ามีตาจนเสียสติไปแล้วหรือเปล่า

            แต่เยี่ยนเจาเจาไม่อยากมาเสียเวลาทะเลาะวิวาทกับเด็กสาว ทั้งยังเกียจคร้านเกินกว่าจะตักเตือนพวกนาง

            ในเมื่อชอบคิดเรื่องต่ำทรามนักก็ปล่อยให้คิดไปเยี่ยนเจาเจามิใช่แม่พระ ไม่มีหน้าที่ต้องมาคอยเตือนพวกนางใครอยากเป็นแบบไหนก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับนาง

            แม่นางน้อยร่างท้วมเห็นเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอไม่ปริปากเลยใบหน้ากลมก็เปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง ดวงตาแดงก่ำ นางเท้าเอวก่อนเอ่ยเสียงดัง “หยวนชิงจ้าว!เจ้าตีมือข้า เจ้าจะไม่ขอโทษหรือ!”

            น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลัง ไม่รู้วันข้างหน้าจะกลายเป็นคนชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องหรือไม่

            เยี่ยนเจาเจาอยากรีบอยู่กับหนานหมิงเหอนานกว่านี้เห็นคุณหนูตัวน้อยนั่นโยนความผิดใส่หัวตน เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกหมดคำจะพูด

            หาเรื่องเองแท้ๆ เป็นคุณหนูตัวน้อยนั่นที่เห็นเยี่ยนเจาเจาคุยกับไป๋ฝูฉวีไป๋ฝูฉวีไม่มั่นใจว่าจะเถียงชนะเยี่ยนเจาเจาได้จึงเริ่มร้องไห้ออกมา และคุณหนูผู้นี้ก็ดันเชื่อสนิทใจเสียเอง

            พูดให้น่าฟังคือจริงใจ พูดหยาบคายหน่อยคือโง่งมโดนคนเอามาใช้เป็นดาบ คุณหนูคนนี้ยังดูยึดมั่นในคุณธรรมทั้งยังรู้สึกมีเกียรติอีก

            ช่างน่าสนใจ

            เยี่ยนเจาเจาไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม จึงโบกมือสบายๆ เอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ถือเป็นความผิดข้าแล้วกัน ขออภัยศิษย์พี่หญิงท่านนี้ด้วย ขอตัวก่อน”

            ขณะเอ่ย เยี่ยนเจาเจาก็เบนสายตาไปทางไป๋ฝูฉวีที่กำชายเสื้อตนเองอยู่ด้านข้างนัยน์ตาแฝงรอยยิ้มเย้ยหยันเจือจาง “หากศิษย์พี่ไป๋มีเวลาว่างก็เตรียมตัวสำหรับการสอบของท่านปู่ข้าจะดีกว่าใจคิดว่าตนมีหรือไม่มีสิ่งใด มันเปล่าประโยชน์ต่อการสอบนะเจ้าคะ”

            เยี่ยนเจาเจาไม่เคยรังเกียจการใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นทรัพยากรบางอย่างเดิมเป็นของนางเอง แม้ไม่อาจใช้เส้นสายได้แต่ยกมาข่มขู่คนสักหน่อย ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติหรอกหรือ

            สีหน้าไป๋ฝูฉวีพลันซีดขาว กระบอกตาแดงเรื่อเริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง

            เยี่ยนเจาเจาไม่อยากเห็นแม่นางดอกบัวขาวผู้อ่อนแอร้องไห้กลางสายลมแม้แต่เด็กสาวร่างท้วมก็ยังไม่ชำเลืองตามอง ดึงหนานหมิงเหอและเดินไปจากทันที

            หนานหมิงเหอกลับรู้สึกเสียใจ

            สถานที่ของผู้อาวุโสหยวนมู่มีคนมากเกินไป

            คนเยอะมักเกิดการปะทะกันง่าย ก่อนหน้านี้นักเรียนชายชนเยี่ยนเจาเจาจนล้มโชคดีที่ฝ่ามือถลอกไม่หนัก ครู่เดียวเลือดก็หยุดไหลแต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทำนองนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

            นอกจากนี้ยังมีคนเจ้าแผนการอย่างไป๋ฝูฉวีข้างหน้าคนไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดและคิดว่าตนเองเก่งกาจอย่างแม่นางคนนั้นซึ่งคนประเภทนี้จะถูกปลุกปั่นได้ง่ายที่สุด

            เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนชอบหาเรื่องใคร แต่ก็ห้ามคนมาหาเรื่องนางไม่ได้

            หากเป็นคนอื่น ไล่ได้คงไล่ไปแล้วแต่กลับเป็นนักเรียนภายใต้สังกัดของผู้อาวุโสหยวนมู่

            หากเป็นลูกหลานตระกูลธรรมดา หนานหมิงเหอย่อมไม่เก็บมาใส่ใจนี่ดันเป็นศิษย์รักของผู้อาวุโสหยวนมู่ทั้งนั้น หนานหมิงเหอกล้าลงมือเพียงครั้งเกรงว่าผู้อาวุโสหยวนมู่อาจโวยวายจนฝ้าถล่มได้

            ดังนั้นหนานหมิงเหอจึงเริ่มขบคิดแผนการบางอย่างในใจ

            เยี่ยนเจาเจากับไป๋ฝูฉวีแยกกันไปคนละทาง แต่นางเดินมาสักพักจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ามุกดอกไม้บนศีรษะร่วงไปดอกหนึ่ง

            มุกดอกไม้มีสีแปลกใหม่ และหนานหมิงเหอยังซื้อให้ระหว่างเดินทางเยี่ยนเจาเจาชอบมันยิ่งนัก เมื่อไม่มีอะไรทำก็เลยจูงหนานหมิงเหอย้อนกลับไปทางเดิม จึงบังเอิญได้ยินสาวน้อยร่างท้วมพูดคุยกับไป๋ฝูฉวีอย่างถูกคออยู่พอดี

            “ข้านึกว่าสองคนจากสกุลหยวนนั่นจะเป็นคนมีความสามารถเสียอีก ที่ไหนได้มาวันแรกก็จ้องเล่นงานเพื่อนร่วมห้องของตนน่าขายหน้านัก”

            เด็กสาวอ้วนท้วมเป็นคนเอ่ย

            “ไม่ใช่ความผิดนางหรอก เป็นข้าพูดไม่ได้เอง ถึงทำให้ศิษย์น้องไม่พอใจ”

            ไป๋ฝูฉวีถอนหายใจ น้ำเสียงนุ่มนวล ชวนให้คนรู้สึกดีด้วยอย่างง่ายดาย

            “วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ออกหน้าช่วยเหลือ รู้สึกเป็นเกียรติ ฝูฉวีอยากถามชื่อแซ่ของศิษย์พี่สักหน่อยต่อไปจะได้เรียกขานกันง่ายเจ้าค่ะ”

            น้ำเสียงของไป๋ฝูฉวีอ่อนหวานขึ้นเรื่อยๆ

            เด็กสาวอ้วนท้วมยังมีท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราวหันหน้ามาเอ่ยว่า “ข้านามเฉินเหลียนเอ๋อร์ เป็นคนหยางโจว”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยฐานะของตนเองเพียงกล่าวชื่อแซ่และบ้านเกิดเมืองนอน เหมือนว่าจะอยากรู้จักไป๋ฝูฉวีจริงๆ

            “ไป๋ฝูฉวี เป็นคนหยางโจว”

            “เจ้าก็เป็นคนหยางโจวหรือ! ช่างบังเอิญยิ่งนัก!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ดูดีใจยิ่งนัก

            ไป๋ฝูฉวีก็แสร้งทำหน้าประหลาดใจอย่างเหมาะเจาะเริ่มจับมือของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก่อน “เป็นคนบ้านเดียวกันกับศิษย์พี่หญิงนี่เอง! ไปนั่งเล่นที่หอพักของข้ากันดีกว่า ท่านแม่ข้าเหลือขนมอกของหยางโจวไว้เล็กน้อย”

            “ไปหอพักเจ้า มิใช่ต้องพบคนหน้าไม่อายอาศัยอำนาจรังแกผู้อื่นหรือ ไป ไปหอพักข้าแทน”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์โบกมือ แล้วจูงไป๋ฝูฉวีออกไป

            เยี่ยนเจาเจาที่โดนเฉินเหลียนเอ๋อร์ตัดสินว่าเป็น“คนหน้าไม่อาย อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น” จับต้นชนปลายไม่ถูกนัก

            นางสัมผัสได้ถึงความอาฆาตที่เด็กสาวส่งมาให้ตน ทำเอารู้สึกสับสนมึนงงเล็กน้อย

            เด็กสมัยนี้หลอกง่ายกันขนาดนี้เชียวหรือ?

            เพราะเหตุการณ์แปลกประหลาดเหตุการณ์หนึ่ง ก็เลยเริ่มเกลียดคนผู้หนึ่งอย่างยากจะเข้าใจจากนั้นก็ขัดตาไปเสียทุกอย่างที่นางทำและคอยพูดจาแดกดัน ค่อนขอดกันตลอด

            นี่มันหมายความว่าอะไรกัน?

            นอกจากนี้เยี่ยนเจาเจายังพบเรื่องน่าสนใจบางอย่าง

            เมื่อครู่นางเห็นชัดเจนว่าสายตาที่ไป๋ฝูฉวีมองเฉินเหลียนเอ๋อร์แฝงร่องรอยความอิจฉาและดูเบาทั้งยังคุ้นเคยปะปนกับความริษยาเกิดพรรณนา

            ไป๋ฝูฉวีน่าจะรู้จักเฉินเหลียนเอ๋อร์

            แต่พวกนางมาถึงก็เป็นสหายสนิทกันแล้ว ใช่บังเอิญหรือ?

            ภาพที่เห็นใช่ว่าจะน่าเชื่อเสมอไป

            ความบังเอิญมักเกิดจากฝีมือคน

            เพราะเหตุนั้นนางจึงกระตุกยิ้ม กระโดดพรวดออกมาตะเบ็งเสียงเอ่ย “พี่น้องหญิงรักกันลึกซึ้งทั้งสอง อยากนินทาคนอื่นลับหลัง ก็เลือกสถานที่ลับตาสักหน่อยจะดีกว่านะตอนนี้ข้าได้ยินเข้าแล้ว ไม่รู้เลยว่าใจพวกท่านคิดสิ่งใดอยู่กัน”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟคาดว่าโมโหกับคำพูดของเยี่ยนเจาเจาจนแทบเสียสติ

            ส่วนไป๋ฝูฉวีเล่นละครเก่งจนชินชา พอโดนเยี่ยนเจาเจาจับได้อาจกำลังขยาดอยู่ในใจ

            เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจปฏิกิริยาโต้ตอบของพวกนาง เพียงหันหลังเดินจากไปทันที

            เดิมนางมีจิตใจคับแคบเป็นอย่างยิ่ง ในสถานศึกษาแห่งนี้ดันเน้น“ทุกคนเท่าเทียมกัน” หากนางได้รับความไม่เป็นธรรมไม่มีทางที่นางจะทนกล้ำกลืนมันลงแน่ ย่อมส่งความอึดอัดคับข้องใจที่ได้มาคืนไปเท่านั้น

            หากวันหน้าไป๋ฝูฉวียังมายุ่งกับนาง นางไม่สนใจหรอกว่าจะใช้วิธีไหนจัดการกับนาง

            ในพจนานุกรมของเยี่ยนเจาเจาไม่มีคำว่า “ประนีประนอม”

            นางวิ่งไปหาหนานหมิงเหอในไม่กี่ก้าว ก่อนจะดึงหนานหมิงเหอออกไป

            หนานหมิงเหอคิดว่าตนเองช่างประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบข้อมูลฐานะและปูมหลังของนักเรียนหญิงให้แน่ชัด คงต้องเร่งพวกหมิงอีหมิงเอ้อร์แล้ว

            เห็นเยี่ยนเจาเจาไม่มีความสุขเพราะนักเรียนหญิงผู้อ่อนต่อโลกสองคนนั้นหนานหมิงเหออดกระชับมือเล็กอ่อนนุ่มในมือไม่ได้

            ตัวเขานั้นดำทะมึนไม่กลัวที่จะเป็นงูพิษซุ่มโจมตีอยู่ในเงามืด เพื่อปกป้องแสงสว่างของตนเองแล้วนั้น ล้วนแลกได้ทุกอย่าง

            หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจาไปเดินรอบโรงอาหารใหม่ทานอาหารเป็นเพื่อนนาง เมื่อเห็นสีกับข้าวในโรงอาหารที่แม้จะจืดชืด แต่กลับสะอาดถูกสุขลักษณะก็รู้สึกว่าที่แห่งนี้พอรับได้อยู่บ้าง

            แต่สุขภาพของเยี่ยนเจาเจาอ่อนแอเพราะยาของเยี่ยนฟางอู๋มาหลายปีปัจจุบันก็ถึงช่วงเจริญเติบโตแล้ว กินไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อร่างกายในอนาคตได้จึงเริ่มขบคิดอีกว่าทำอย่างไรถึงจะขุนแม่นางน้อยของตนให้อิ่มหนำ

            กว่าทั้งสองจะเตรียมแยกจากกัน พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว

            ค่ำคืนของซูโจวยังเย็นอยู่เล็กน้อยหนานหมิงเหอกลัวน้ำค้างยามราตรีจะทำเยี่ยนเจาเจาเป็นหวัดเมื่อส่งนางถึงหน้าประตูเรือนสตรี จึงกำชับให้นางรีบกลับไป อย่ามัวแต่เล่นข้างนอก

            เยี่ยนเจาเจารับคำอย่างเชื่อฟังแต่นัยน์ตากลับมองออกว่าพี่ชายรองกำลังคิดบางสิ่งอยู่เลยเหยียบขึ้นไปบนหินด้านข้าง เอื้อมมือไปกลางหว่างคิ้วของพี่ชายรอง คลึงเบาๆสองที พลางเอ่ย

            “พี่ชายอย่ากังวลเกินไปเลย ที่นี่ใช้ได้ทีเดียวข้าจะดูแลตนเองให้ดี อีกอย่างวันหน้าไม่ใช่ไปเจอกันเสียหน่อยหากพี่ชายกับข้าสามารถผ่านการทดสอบของท่านปู่ ต่อไปก็ได้เจอกันประจำแล้ว”

            หนานหมิงเหอพยักหน้า เร่งให้เยี่ยนเจาเจาเข้าประตูเล็กของอาคารเหนือเมื่อไม่เห็นเงาร่างของนางแล้วค่อยหมุนตัวเดินจากไป

            หนานหมิงเหอไม่ชินกับการเดินในที่สว่างยามจูงมือเยี่ยนเจาเจาเดินบนทางสว่างก็เพราะเจาเจากลัวความมืดหากอยู่ตามลำพังเขามักจะเดินเลียบกำแพงเสมอ

            ---------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] เทเมล็ดถั่ว มาจากสำนวนเทเมล็ดถั่วออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ หมายถึง พูดตรงๆ ชัดเจน

            [2] หัวไชเท้าน้อย หมายถึง บุคคลตัวเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงหรือฐานะใดๆ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199