[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 84 ท้าประลอง (2)

            “โรงศิลปะการต่อสู้นี้ทำไมมีคนมาตีกันทุกวันเลยนะ?”

            “ใครว่าไม่จริงล่ะ ตีกันเจ็บตัวทุกวัน มีคนถูกส่งไปโรงพยาบาลทุกวัน ตีกันโหดเกินไปแล้ว!”

            “อย่างนี้ใครกล้าส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่...”

            “พวกฝึกศิลปะการต่อสู้นี่ก็แปลก มีฝีมือก็ไปตีกับสัตว์ประหลาดที่สนามรบสิ มาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทำไม..”

            “นั่นสิ นั่นสิ...”

            ป้าๆ อายุสี่ห้าสิบปีหลายคนหิ้วตะกร้าผัก ยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าโรงศิลปะการต่อสู้ กระซิบกระซาบกันไม่หยุด

            ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมา

            “ป้าครับ ช่วงนี้โรงศิลปะการต่อสู้นี้เป็นแบบนี้บ่อยเหรอครับ?”

            ป้าๆ เหล่านั้นเงยหน้าขึ้น มองเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวผ่อง ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

            เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา ลากกระเป๋าเดินทางราวกับเพิ่งกลับมาจากการท่องเที่ยว

            ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายเจิดจ้าดุจคริสตัล

            ป้าๆ อึ้งไปครู่หนึ่ง ตอบกลับโดยไม่รู้ตัว “ก็เป็นแบบนี้มาได้ครึ่งเดือนแล้ว มีคนมาท้าประลองทุกวัน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ทั้งสองฝ่ายเจ็บตัวกันไปไม่น้อย ได้ยินว่าเจ้าของโรงศิลปะการต่อสู้ยังบาดเจ็บเลย..”

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามต่อ “พอจะทราบไหมครับว่าทำไม?”

            ป้าคนหนึ่งตอบอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้ฉันรู้ เหมือนว่าโรงศิลปะการต่อสู้นี้ไปแอบอ้างชื่ออัจฉริยะแห่งศิลปะการต่อสู้คนหนึ่ง เลยมีคนมาสมัครเรียนเยอะ แย่งลูกค้าโรงศิลปะการต่อสู้อื่น โรงศิลปะการต่อสู้อื่นทนไม่ไหว เลยรวมหัวกันเล่นงาน เห็นว่าอีกไม่กี่วันคงต้องพังแน่ๆ

            ป้ายชื่อนี่พังไปหลายรอบแล้ว...

            เอ๊ะ เด็กอัจฉริยะอะไรนั่นชื่ออะไรนะ เหมือนจะอยู่ในชุมชนแถวๆ นี้นี่แหละ..”

            ป้าอีกคนอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมา “หนุ่มน้อย นายคงไม่ได้คิดจะมาสมัครเรียนที่โรงศิลปะการต่อสู้นี้หรอกนะ ฟังป้าเตือนสักหน่อย ไปหาโรงศิลปะการต่อสู้อื่นเถอะ ที่นี่ตอนนี้มีแต่เรื่องวุ่นๆ อย่าเข้าไปพัวพันเลย..”

            เด็กหนุ่มยิ้มแล้วตอบ “เปล่าครับ ผมมาหาคนในโรงศิลปะการต่อสู้”

            “อ๋อ อย่างนั้นก็แล้วไป แต่นายควรจะมาวันหลัง หรือไม่ก็รออีกสักหน่อย รอให้พวกนั้นตีกันเสร็จก่อนค่อยเข้าไป...

            เอ๊ะ หายไปไหนแล้ว?”

            ป้าพูดไปได้ครึ่งทาง เงยหน้าขึ้นมาก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

            ตรงประตูโรงศิลปะการต่อสู้ที่ไม่ไกลออกไป ยังพอเห็นกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งถูกลากเข้าไปข้างในช้าๆ

            “เฮ้อ เด็กหนุ่มสมัยนี้ไม่ชอบฟังผู้ใหญ่พูด บอกแล้วว่าเป็นกองไฟ ยังจะกระโดดเข้าไป ช้าเร็วก็ต้องเจ็บตัว”

            ในตอนนั้นเอง ป้าคนหนึ่งจ้องมองไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มหายไป แล้วร้องออกมาเสียงดัง

            “ว้าย! ฉันนึกออกแล้ว เด็กคนนั้นก็คือเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่เป็นอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ ที่ออกข่าวทางทีวีเมื่อสองเดือนก่อนไง!

            ฉันจำได้ รูปร่างหน้าตาขาวๆ เกลี้ยงเกลาแบบนี้!

            ที่พวกโรงศิลปะการต่อสู้นี้ตีกันก็เพราะเขา!”

            ป้าๆ คนอื่นๆ ตกใจมาก เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้พวกเธอได้เข้าไปพัวพันกับศูนย์กลางของเรื่องเข้าแล้ว

            ไฟแห่งการนินทาก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เกิดเป็นการถกเถียงกันอย่างดุเดือด

            ...

            ลู่เซิ่งลากกระเป๋าเดินทางก้าวเข้าไปในประตูโรงศิลปะการต่อสู้หงชวน

            สภาพภายในแย่ยิ่งกว่าข้างนอกเสียอีก

            โต๊ะประชาสัมพันธ์ด้านหน้าถูกเตะคว่ำพังยับเยิน กองกระถางต้นไม้ประดับตกแต่งภายในถูกทำลายจนเละเทะ มีแต่เศษกระถางและดินกระจายเกลื่อนพื้น ดูรกรุงรัง

            ในห้องโถงของโรงศิลปะการต่อสู้ มีผู้คนจำนวนมากกำลังยืนล้อมวงอยู่ ราวกับมีสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน

            ลู่เซิ่งเห็นร่องรอยคราบเลือดจางๆ ติดอยู่ตามพื้นและผนัง ดูเหมือนว่าจะมีคนลงมือต่อสู้กันไปแล้ว

            ลู่เซิ่งวางกระเป๋าเดินทางลง แล้วเดินไปทางกลุ่มคนช้าๆ

            ตอนนี้ทุกคนกำลังจ้องมองไปที่ศูนย์กลางของกลุ่มคน ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขาเข้ามา

            ลู่เซิ่งเดินอ้อมไปด้านหลังกลุ่มคน แล้วแตะเบาๆ ที่ไหล่ของหญิงสาวที่กำลังเขย่งเท้าชะเง้อคอมอง

            หญิงสาวหันหน้ามาเห็นลู่เซิ่งก็อึ้งไป

            จากนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏความดีใจและตื่นเต้นอย่างมาก หันกลับไปเตรียมจะร้องเรียกคน

            แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เปล่งเสียงออกมา ฝ่ามือขาวผ่องเรียวยาวก็ปิดปากเธอไว้เบาๆ

            “ชู่ว”

            ลู่เซิ่งส่งสัญญาณให้เธอเงียบ แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย บอกให้เธออย่าเพิ่งโวยวาย

            หญิงสาวพยักหน้าอย่างว่าง่าย

            ลู่เซิ่งปล่อยมือ มองขึ้นไปทางศูนย์กลางของกลุ่มคน

            หญิงสาวที่จำเขาได้ ก็คือพนักงานประชาสัมพันธ์ของโรงศิลปะการต่อสู้หงชวน

            ...

            สองกลุ่มคนยืนเผชิญหน้ากันในห้องโถงของโรงศิลปะการต่อสู้ อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่เดิมวางอยู่ในห้องโถง ถูกผลักออกไปด้านข้าง

            กลุ่มหนึ่งสวมชุดศิลปะการต่อสู้สีแดงสด ด้านหลังปักตัวอักษร “ชวน” ขนาดใหญ่

            คนกลุ่มนี้ยืนอยู่ด้านในห้องโถง ด้านหน้ามีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่ บนเก้าอี้มีชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยม ท่าทางเคร่งขรึมนั่งอยู่

            จากรูปร่างหน้าตาและท่าทางแล้ว น่าจะเป็นเจ้าของตัวจริงของโรงศิลปะการต่อสู้หงชวน หนีหงชวน

            นักสู้ระดับสี่ผู้โด่งดังในเมืองไป๋เหอมานาน

            แต่ตอนนี้หนีหงชวนดูเหมือนจะบาดเจ็บไม่น้อย สีหน้าและริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อย บางครั้งก็เอื้อมมือไปกุมหน้าอก

            ข้างกายหนีหงชวนมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ คนหนึ่งคือหนีซวงที่ลู่เซิ่งรู้จัก ส่วนชายหนุ่มร่างเล็กผอมแห้งอีกคน กลับไม่เคยเห็นหน้า

            คนของโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนมีไม่มากนัก และเกือบทุกคนต่างก็มีร่องรอยบาดแผลติดตัว บางคนแค่มีรอยฟกช้ำดำเขียว บางคนถึงขั้นใส่เฝือกที่มือหรือเท้า พันผ้าพันแผล

            สภาพราวกับทหารแก่พิการเช่นนี้ ในด้านกำลังใจจึงด้อยกว่าพวกที่สวมชุดศิลปะการต่อสู้สีน้ำเงินเข้มตรงข้ามอย่างมาก

            “หลินเถี่ยซาน พวกแกทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยแล้ว โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของฉันรับปากแล้วว่าจะไม่รับลูกศิษย์เพิ่มภายในหนึ่งปี แกยังต้องการอะไรอีก?”

            หนีหงชวนจ้องมองชายที่สวมชุดศิลปะการต่อสู้สีดำสนิท แล้วเอ่ยเสียงต่ำ

            ชายที่สวมชุดศิลปะการต่อสู้สีดำมีความสูงเกือบสองเมตร ผมสั้น ผิวคล้ำ มัดกล้ามเนื้อบนร่างกายแข็งราวกับหิน หน้าตาดุดัน ดวงตาเป็นประกายราวกับเสือดำที่น่าเกรงขาม

            คนที่สวมชุดศิลปะการต่อสู้สีน้ำเงินเข้มดูเหมือนจะมีเขาเป็นหัวหน้า

            เขาได้ยินคำพูดของหนีหงชวนก็ยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ

            “เจ้าของโรงฝึกหนี วันนี้เราไม่คุยเรื่องธุรกิจ คุยแค่เรื่องศิลปะการต่อสู้ โรงศิลปะการต่อสู้เถี่ยซานของฉันตั้งใจมาขอคำชี้แนะจากโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของแกโดยเฉพาะ”

            “หลินเถี่ยซาน เสียชื่อที่เป็นนักสู้ระดับสี่ มาท้าประลองตอนที่พ่อฉันบาดเจ็บ นายไม่อายบ้างหรือไง!”

            หนีซวงที่อยู่ข้างกายหนีหงชวนเอ่ยปากว่าออกมา

            หลินเถียซานหัวเราะเสียงดัง แล้วกล่าวว่า “ยัยหนูหนีพูดจาน่าสนใจจริงๆ ศิลปะการต่อสู้ต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยหรือไง? ที่พ่อของแกหนีหงชวนบาดเจ็บ มันเป็นเรื่องของเขา ฉันมาท้าประลองมันเป็นเรื่องของฉัน

            ในเมื่อโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของแกกล้าเอาป้ายชื่อมาแขวน ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการถูกทุบให้พัง!”

            พูดจบ หลินเถี่ยซานก็ปล่อยพลังกดดันออกมา ทำให้สีหน้าของกลุ่มคนโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ต่างพากันถอยหลังไปหลายก้าว

            สีหน้าของหนีหงชวนราบเรียบ พยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า “แกพูดถูก ในเมื่อป้ายชื่อถูกแขวนออกมาแล้ว ก็ต้องมีความสามารถในการรักษามันไว้ให้ได้

            เมื่อยี่สิบปีก่อน ฉันหนีหงชวนมาที่เมืองไป๋เหอเพียงลำพัง อาศัยเพียงแค่สองกำปั้นนี้สร้างเนื้อสร้างตัว

            ในอดีตทำได้ ตอนนี้ก็เหมือนกัน”

            หนีหงชวนลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว บนใบหน้ามีสีแดงผิดปกติ

            เดิมทีเขาก็มีอาการบาดเจ็บอยู่แล้ว การลุกขึ้นยืนทำให้บาดแผลกำเริบขึ้นมา ไออย่างรุนแรงทันที

            “พ่อ!”

            “ครู!”

            หนีซวงและชายหนุ่มร่างเล็กผอมแห้งเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือเข้าไปประคองเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

            “ไม่เป็นไร...”

            หนีหงชวนยกมือขึ้นห้ามคนทั้งสอง ส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรมาก

            หลินเถี่ยซานที่อยู่ด้านข้างกลับหัวเราะออกมา แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ในเมื่อไม่มีความสามารถก็อย่าโอ้อวดให้มากนัก นักสู้ระดับสองอายุสิบเจ็ด...เหอะ นั่นมันลูกศิษย์ที่หนีหงชวนสอนมาได้งั้นเหรอ?

            ถูกตีจนพิการก็สมควรแล้ว”

            “ฉันบอกไปแล้วว่าลู่เซิ่งไม่ใช่ลูกศิษย์ของพ่อฉัน เขาเป็นแค่เมมเบอร์ของพวกเราเท่านั้น!”

            หนีซวงพยายามอธิบาย

            หลินเถี่ยซานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าวว่า “ฉันไม่สนเรื่องพวกนี้ ฉันรู้แค่ว่าพวกแกอาศัยชื่อของไอ้เด็กที่ชื่อลู่เซิ่งแย่งลูกค้าไปจากโรงศิลปะการต่อสู้ของฉันเกินครึ่ง

            พวกแกกล้าเอื้อมมือมาควักเงินในกระเป๋าของฉัน ก็อย่าโทษฉันที่จะตัดมือพวกแก”

            “ลูกศิษย์ของพวกนายมายกเลิกกันเอง จะมาโทษพวกเราไม่ได้?”

            “ฉันรู้ ดังนั้นพวกเราถึงตัดสินใจที่จะทุบป้ายโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของพวกแกทิ้ง เมื่อโรงศิลปะการต่อสู้ของพวกแกเจ๊งไป นักเรียนก็จะไม่มีที่ไป พวกเขาก็จะกลับมาเอง”

            “นาย...”

            หนีซวงโกรธจนกัดฟัน พูดอะไรไม่ออก

            หลินเถี่ยซานตบมือ แล้วพูดว่า “เอาละ พูดไร้สาระกันมามากพอแล้ว รีบส่งคนขึ้นมา

            ฉันจะจัดการให้หมด พวกแกจะได้ไปจดทะเบียนยกเลิกโรงศิลปะการต่อสู้ที่สมาคมนักสู้วันนี้..”

            สีหน้าของคนในโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

            ตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน ก็มีคนมาท้าประลองแทบทุกวัน

            ช่วงแรกๆ ก็ยังพอรับมือได้

            แต่ต่อมาสถานการณ์ก็เลวร้ายลง มีเจ้าของโรงศิลปะการต่อสู้อื่นนำคนมาเอง

            หนีหงชวนลงสนามสู้เองหลายครั้ง ก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แทบจะไม่มีแรงสู้ต่อ

            ตอนนี้ยังมีเจ้าของโรงศิลปะการต่อสู้ระดับนักสู้ระดับสี่มาท้าประลองอีก โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของพวกเขาอาจจะต้องถูกบีบให้ปิดตัวลงจริงๆ

            “ฉันจะสู้กับนายเอง!”

            หนีซวงกัดฟัน แล้วเดินออกไป

            สีหน้าของหนีหงชวนเปลี่ยนไป รีบพูดว่า “หนีซวงกลับมา ลูกเพิ่งอยู่ระดับสาม ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”

            หนีซวงส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าแน่วแน่ว่า “พ่อคะ เรื่องนี้หนูเป็นคนก่อ หนูก็ต้องรับผิดชอบ พ่อไม่ต้องห่วงนะ อย่างมากก็แค่บาดเจ็บ เขาคงไม่กล้าฆ่าหนูหรอก”

            “น้องสาว ฉันไปด้วยดีกว่า”

            ชายหนุ่มร่างเล็กผอมแห้งที่ยืนอยู่อีกด้านของหนีหงชวนก็เดินออกมา

            แม้ว่าชายหนุ่มจะมีหน้าตาไม่โดดเด่น แต่ก็มีท่าทีสุขุม มองไปที่หลินเถี่ยซานแล้วพูดว่า “เจ้าของโรงฝึกหลิน คุณเป็นนักสู้ระดับสี่ ข่มเหงน้องสาวของผมที่เป็นนักสู้ระดับสาม มันไม่สมศักดิ์ศรีหรอกมั้ง?”

            หลินเถี่ยซานยิ้มแล้วพยักหน้า กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนของแกอยากจะส่งมาเท่าไร ก็ส่งมาให้หมด

            ฉันรับมือเอง”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน