17
ความเจ็บปวดของซื่อจื่อ
จวนซื่อจื่ออู๋เหวินเซียวตกแต่งเรียบง่ายไม่เน้นหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ล้วนเรียบง่าย ในห้องนอนใหญ่ของจวนซือจื่อโดยปกติจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทว่าในเวลานี้รอบเตียงหลังใหญ่กลับมีเศษชิ้นส่วนเสื้อผ้าของสตรีขาดกระจัดกระจายเต็มไปหมด แม้แต่เครื่องประดับสตรีที่ไม่อาจประเมินค่ายังถูกโยนทิ้งไว้จนเกลื่อนพื้นห้อง
กลางห้องมีเตียงหลังใหญ่ ผ้าม่านสีขาวที่ปิดกั้นระหว่างด้านนอกกับเตียงพัดพลิ้ว ตรงกลางมีรอยแยกเปิดแง้ม ลึกเข้าไปภายใน ปรากฏร่างสองร่างบนเตียงนอน
สตรีอ่อนเยาว์นางหนึ่งเปลือยกายอยู่ใต้ร่างซื่อจื่ออู๋เหวินเซียว มือของนางถูกมัดขึงติดกับมุมเตียงนอนสองข้าง แม้แต่ลำคอของนางก็ถูกมือของชายผู้นั้นตรึงจนติดกับเตียงนอน ในขณะขาทั้งสองข้างของนางพาดอยู่บนบ่าของเขา ร่างของนางก็ถูกกระแทกกระทั้นจนศีรษะโยกคลอน แม้แต่ทรวงอกก็กระเพื่อมตามไปด้วย
เหนือร่างนางเป็นร่างบุรุษผู้หนึ่ง เขาอยู่ในวัยหนุ่มที่กำลังวังชาดี ใบหน้าอ่อนเยาว์แหงนขึ้น คิ้วเรียวราวกับกระบี่ขมวด เปลือกตาปิดแน่น ขณะริมฝีปากสีสดเม้มสนิท เครื่องหน้าเขาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ โดยเฉพาะตรงหน้าท้อง แม้ยามเขาออกแรงหนักหน่วงจนหายใจหอบ หน้าท้องกลับเรียบสนิท ไม่มีไขมันเกาะหนากระเพื่อมไปมาให้รู้สึกน่ารังเกียจ
ทั้งแผ่นหลังและบั้นเอวแข็งแรงมีกล้ามเนื้อที่งามยิ่ง อารมณ์จากห้วงลึก ส่งผลให้กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายของเขาขมวดเกร็ง ยามต้องแสงเทียนยิ่งเพิ่มความยั่วยวนจนลืมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกจังหวะที่เขาขยับตัว เขาเหมือนยมทูตผู้พร้อมจะพรากวิญญาณไปได้ทุกเมื่อ
เขาสง่างามก็จริง แต่นางไม่ได้รับอนุญาตให้จ้องมอง ใบหน้านางมีผ้าสีดำคาดปิดดวงตาทั้งสองข้าง ไม่อาจยื่นมือไปสัมผัสเขาได้ นางทำได้เพียงใช้ความรู้สึกในการสัมผัสเขาเท่านั้น การขยับตัวของเขาในบางครั้งทำให้นางสุขสมจนอยากกรีดร้อง บางครั้งก็นำพาความเจ็บปวดมาให้ ความรู้สึกที่ได้รับทำให้นางทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง สมองนางพร่าเลือนเหมือนคนที่กำลังถูกฉุดลงสู่อเวจีอย่างช้าๆ
ที่กลางแผ่นหลังของเขาโชกชุ่มไปด้วยหยดเหงื่อเม็ดเล็กๆ และยังมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากไฟครอก รอยแผลเป็นนี้ไม่เพียงทิ้งร่องรอย แต่ตอกย้ำความเจ็บปวดอยู่ร่ำไป ในวันครบรอบการตายของมารดา เขามักดื่มจนเมาและปลดปล่อยความโกรธแค้น ผ่านสตรีตระกูลโจวที่แสนทะเยอทะยานพวกนั้น
แม้แต่แม่นางน้อยนางนี้ ยังพยายามผลักดันตนเองผ่านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เพื่อเข้ามาสู่เรือนหลังของจวนซือจื่อ เมื่อนางเสนอตัวมาถึงที่นี่ ดังนั้นวันนี้นางต้องรับหน้าที่เป็นกระโถนที่ดีโดยห้ามปริปากบ่น
นางฟังจากเสียงขาเตียงที่เลื่อนลั่น ฟังเสียงที่เกิดจากร่างสองร่างปะทะเสียดสี และสูดดมกลิ่นไอความเร่าร้อนที่แผ่ไปทั่วห้อง ทว่าใบหน้าหญิงงามกลับไม่เหมือนสตรีที่ได้กำลังสุขสมเท่าใดนัก นางเหมือนผู้ที่กำลังทุกข์ทรมานมากกว่า ยามเขาส่งมอบความเจ็บปวดผ่านร่าง นางได้แต่หลับตา ขบฟันลงบนริมฝีปากจนซีด ที่หางตามีน้ำตาไหลลงมาอย่างเงียบงัน
เจ็บ! ใบหน้าของนางไร้รอยขีดข่วน แต่ทั่วร่างกลับปรากฏรอยฟกช้ำไปทั่ว ทั้งเนื้อและกระดูกเจ็บระบมจนแทบขาดใจ โดยเฉพาะตรงนั้น...เจ็บปวดเหมือนจะฉีกขาด เขาไม่ออมแรงไว้เลย หากไม่เพราะซือจื่อไม่ชอบเสียงให้มีเสียงดัง นางคงร้องจนเสียงแหบไปแล้ว
ใครจะไปนึกว่าซือจื่ออู๋เหวินเซียวที่ภายนอกดูอ่อนโยน เป็นบุรุษที่รักความรุนแรง ชอบเล่นกับเหยื่อ กัดและลิ้มรสชาติของโลหิตของเหยื่อไม่ต่างจากสัตว์ร้ายกระหายเลือด
การเป็นอนุภรรยาของซือจื่อมีกฎต้องจดจำให้ขึ้นใจ เจ็บปวดก็ไม่อาจร้องไห้ สุขสมก็ไม่อาจคราญคราง ไม่สิ้นสุดไม่อาจก้าวพ้นจากประตูห้อง นี่นับความอมหิตอย่างหนึ่งของซือจื่ออู๋เหวินเซียว
โจวลี่หลิงเพิ่งเข้าเรือนหลังของจวนซือจื่อ ครั้งนี้นับเป็นครั้งสามของการปรนนิบัติสามีในฐานะอนุภรรยา นางเป็นหนึ่งในสามดรุณีแห่งตระกูลโจว นอกจากนางยังพี่สาวร่วมมารดา คือโจวหลิงฟาง และยังมีลูกพี่ลูกน้องอีกนางนามโจวซินเจี๋ย พวกนางล้วนเป็นสตรีจากตระกูลโจว ภายนอกดูเหมือนมีเกียรติที่ได้รับเลือกเข้ามารับใช้เชื้อพระวงศ์ ทว่าใครเลยจะรู้ว่านี่คือการเหยียบย่ำตระกูลโจวอย่างร้ายแรง
มีเพียงซ่งตงหยางเท่านั้นที่รู้ เสียงขาเตียงลั่นยังคงลั่นต่อเนื่อง กระทั่งต่อมาสตรีใต้ร่างเริ่มทนไม่ไหว เผลอปล่อยเสียงสะอื้นผ่านลำคอ ดวงตาซ่งตงหยางก็เปิดขึ้น ความรื่นรมย์เลือนหาย นางร้องไห้ ใครสั่งให้นางร้องไห้!
เขาหลุบตามองมือที่กำรอบลำคอของนาง โทษฐานที่นางร้องไห้ขัดจังหวะ เขาจึงออกแรงกำลำคอสตรีน้อยนางนั้นเพิ่มขึ้นอีก ใต้ฝ่ามือเขารู้สึกได้ถึงการดิ้นรนพยายามไขว่คว้าลมหายใจอย่างกลัวตาย ยามนั้นอารมณ์ในส่วนลึกได้รับการกระตุ้นขึ้นมาใหม่ เขาแสยะยิ้ม ที่แท้จุดน่าสนใจอยู่ที่ตรงนี้เอง เขาค่อยๆผ่อนแรงที่มือเพื่อให้นางได้หายใจ พอนางหายใจจนอิ่ม แล้วจึงออกแรงกำลำคอนางแรงขึ้น และเคลื่อนไหวต่อไปไม่หยุด
เร็วและหนักหน่วง! ชายหนุ่มออกแรงกำที่ลำคอนางจนมือสั่น เส้นเอ็นที่มือผุด ที่สุดคือจุดกำเนิดของฟ้าดิน เขากดตัวจมดิ่งปล่อยความเจ็บปวดผ่านกระโถนรองรับสุดแรง
แม่นางน้อยเบิกตาค้างใต้ผ้าปิดตาสีดำสนิท นางพยายามเปล่งเสียงผ่านลำคอเพื่อส่งสัญญาณ แต่มือนั้นบีบแน่น ไม่ปล่อยอากาศไหลผ่านเข้าปาก สมองจึงเหมือนถูกบีบอัด ยามที่ลมหายใจกำลังจะถูกพราก นางรับรู้ถึงการโถมกำลังครั้งสุดท้ายและค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มือข้างนั้นจะค่อยๆคลายออก พร้อมกับขาของนางที่ถูกผลักออกไปด้านข้างอย่างไม่ใยดี
โจวลี่หลิงหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายจนอกสะท้าน ถอยไปได้ก็ดี นางจะขาดใจตายอยู่แล้ว
“ไสหัวไปให้พ้น!”ข้ามเสร็จก็รื้อสะพาน สมกับเป็นซือจื่อ กับคนที่เขาไม่ชอบก็มักจะเป็นเช่นนี้ เขาแกะเชือกออก
โจวลี่หลิงไม่อิดออด นางรีบคลานลงจากเตียงในสภาพที่น่าอเนจอนาถ พอเท้าแตะพื้นก็รีบรวบรวมเศษผ้าที่ยังพอสวมใส่ได้ห่อหุ้มร่างกายและวิ่งออกไปอย่างลนลาน นางรอดมาได้ก็บุญแล้ว
ซ่งตงหยางทิ้งกายลงนอนแผ่ คว้าผ้าห่มมาปิดร่างกายช่วงล่างและหายใจหอบแรง แม้เพิ่งผ่านช่วงเวลานั้น แต่ภายในใจเขากลับไม่เคยรู้สึกถึงการถูกเติมเต็ม เขาไม่ได้ทำเพราะปรารถนาหาการหาความสุขจากสตรี แต่เขาทำเพื่อปลุกปั่นให้สตรีจากตระกูลโจวเกิดความอิจฉาริษยากันเอง
แม้ตำแหน่งพระชายายังว่าง แต่เรือนหลังกลับมีอนุภรรยาแล้วถึงสามคนคือ โจวซินเจี๋ย โจวหลิงฟาง และ โจวลี่หลิง พวกนางล้วนเป็นสตรีจากตระกูลโจว ทั้งสามนามล้วนมีความทะเยอทะยานไม่ต่างจากโจวซินหรู เขาจงใจรับพวกนางเข้ามาก็เพื่อใช้พวกนางทำลายตระกูลโจว นึกถึงว่าทุกวันนี้ตระกูลโจวต้องอับอายขายหน้า เพราะอยากเป็นใหญ่ถึงกับส่งลูกหลานให้ใช้สามีคนเดียวกัน จึงถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามไปทั่ว ซ่งตงหยางก็หัวเราะออกมาราวกับคนคลุ้มคลั่ง
พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ซ่งตงหยางจึงลุกจากเตียงก้มหยิบกางเกงและเสื้อคลุมตัวในมาสวม ก่อนบอกให้คนข้างนอกเข้ามาได้
หลิงฉีเดินก้มหน้าต่ำเข้ามา และรายงานด้วยสีหน้าราบเรียบ“ซือจื่อ สารจากอู่โจวมาถึงแล้วขอรับ”
หลังได้ยินคำรายงาน แววตาของซ่งตงหยางก็เปลี่ยนไป สีหน้าพลันเคร่งขรึม“ไปรอที่ห้องหนังสือ ข้าแต่งตัวแล้วจะตามไป”
“ขอรับ”
สารจากเมืองอู่โจวส่ต่างหาก ที่ช่วยเติมเต็มเขาได้มากกว่า ซ่งตงหยางเดินลับไปหลังฉากกั้น ครู่หนึ่งเขาก็ก้าวออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่หอมและสะอาด เมื่อมีสารมาจากเมืองอู่โจว นั่นก็หมายความว่า หมากที่พวกเขาวางไว้ได้เริ่มทำงานแล้ว!
***************************************************************************