กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS3_No.3 สืบทอดวิถีมาร

    "เจ้าเลิกอมพะนำได้แล้ว บอกมาซะว่าอยู่ดีๆ ว่าไปวิ่งชนหน้าผายังไงจนได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้" เซียงเซียงที่อดไว้ไม่อยู่ถามขึ้นอย่างคาใจ ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน
    "นั่นน่ะสิ จากบาดแผลมันเหมือนกับว่าวิ่งชนสุดแรงเกิดเลยนะ หากชนธรรมดาหรือกระเด็นไปชนหน้าผา ด้วยร่างกายระดับอนันต์คงไม่มีบาดแผลเยอะถึงเพียงนี้" มู่เยี่ยถามต่อทันทีเพราะตลอดทางนางพยายามคิดหาเหตุผลมาตลอด
    คำถามของสองสาวบวกกับสายตาที่กดดันของทุกคนในครอบครัว ทำเอาหลิงเทียนได้แต่ถอนหายใจออกมา อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะเล่าสักเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยเซียงเซียงและทุกคนในครอบครัวเคยห้ามเรื่องการคลายผนึกพลังเอาไว้ หลังจากครั้งที่แล้วที่เขาคลายผนึกจนกลายเป็นคนพิการ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องพูดความจริงอยู่ดี
    "พอดีเจอการต่อสู้ที่ตึงมือก็เลยคลายผนึกพลังออก" น้ำเสียงของหลิงเทียนแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด ทว่าการตอบรับของทุกคนในครอบครัวก็ทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย
    "อ่อ!! เพราะควบคุมพลังได้ไม่เต็มที่สินะ" เซียงเซียงกล่าวด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น
    "คิก คิก มิน่าล่ะถึงวิ่งชนกำแพง"
    มู่เยี่ยเอ่ยอย่างติดตลกก่อนจะชวนแม่ของหลิงเทียนเข้าครัวทำอาหาร ส่วนหนิงเอ๋อร์ที่รักษาบาดแผลให้หลิงเทียนเสร็จก็ชวนไป๋หยุนเฟยออกไปเก็บสมุนไพรที่ปลูกไว้ สุดท้ายก็น้องสาวของหลิงเทียนหลิงหงลี่ ที่พอได้รู้คำตอบของบาดแผลพี่ชายก็ไปนั่งอ่านหนังสือที่มุมห้องต่อ ขณะที่เซียงเซียงกำลังจะไปอาบน้ำก็ถูกหลิงเทียนเอ่ยถามขึ้น
    "เซียงเซียงดูพวกเจ้าไม่แปลกใจกันเลย ทั้งที่เคยห้ามข้ามันเป็นเพราะอะไรกัน!?" น้ำเสียงของหลิงเทียนในคราวนี้เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างเต็มเปี่ยม
    "อืม!! นับตั้งแต่เจ้ามีระดับอนันต์แล้วการคลายผนึกพลังพวกเรามิได้เป็นกังวล แต่เพราะการคลายผนึกพลังมันเสมือนบาดแผลในใจของเจ้า พวกเราจึงไม่อยากให้เจ้าใช้มันโดยไม่จำเป็นเท่านั้น" เซียงเซียงเอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจ
    หลิงเทียนถึงกับเข้าใจได้ในทันที ก่อนจะรีบคว้ามือของเซียงเซียงที่กำลังจะไปอาบน้ำเอาไว้ พลางยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์และรีบกล่าวขึ้น
    "วันนี้ข้าเหนื่อยมากขอไปอาบน้ำพร้อมกับเจ้าเลยได้ไหม ข้าอยากให้เจ้าช่วยขัดหลังให้ข้าหน่อย"
    "เสียใจ มันยังไม่ถึงเวลา" เซียงเซียงกล่าวดวยใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อย ก่อนจะรีบวิ่งกลับห้องอน่างรวดเร็ว หลิงเทียนได้แต่ส่ายหัวอย่างขำๆ พลางคิดในใจ "ทำยังกับข้าไม่เคยเห็นเรือนร่างเจ้ามาก่อนไปได้"
    2 เดือนต่อมา
    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลิงเทียนพาสองสาวลงไปที่หุบเขาไร้เหว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งที่นั่นตลอดเวลา และทุกๆ ครั้งที่ลงไปสำรวจใต้หุบเขา หลิงเทียนจะให้เฮเมรากับนิกซ์เฝ้ายอดเขาไว้ เหนืออื่นใดนั้นพวกเขาจะต้องกำหนดเวลาที่ลงไปทุกครั้ง หากเกินเวลาไม่เฮเมราก็นิกซ์ที่ต้องลงไปช่วยเหลือ เพราะใต้หุบเขาไม่สามารถติดต่อกันผ่านแหวนพันธะสัญญาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นเขตแดนพิเศษ
    จากคำอธิบายของนามธรรมเขตแดนพิเศษนั้นมีอยู่มากมายภายในวาร์เวล และเขตแดนพิเศษพวกนี้มีความสลับซับซ้อนมาก ความน่ากลัวภายในเขตแดนพิเศษถือว่าอยู่ในระดับที่อันตรายมาก แต่มันก็เป็นแบบที่หลิงเทียนคิดนั่นแหละ สิ่งตอบแทนที่ได้จากเขตแดนพิเศษถือว่ามีค่ามาก ทว่ากลุ่มที่รอดชีวิตออกมาได้มีน้อยกว่า ฉะนั้นส่วนมากถ้าไม่จำเป็นทุกคนจะหลีกเลี่ยงมัน
    ส่วนเหตุผลที่เฮเมรากับนิกซ์ไม่ขัดหลิงเทียน ก็เป็นเพราะว่าเขตแดนพิเศษนี้อยู่ในชั้นที่สามของวาร์เวล จึงไม่น่าที่จะมีอันตรายเทียบเท่ากับระดับชั้นสูงๆ มันเลยสมเหตุสมผลที่สองนามธรรมจะคล้อยตาม และในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาก็มิได้สูญเปล่า เพราะระดับพลังในกลุ่มของหลิงเทียนขยับขึ้นมาคนละหนึ่งขั้น ในเวลานี้พวกเขาทั้งสามคนอยู่ในระดับอนันต์ชั้นปกครองขั้น 5 หลังจากที่มันไม่ขยับมาตลอดหลายเดือน
    ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจเลื่อนขั้นไปได้มากกว่านี้ นอกเหนือไปจากนั้นรากเถาวัลย์ภายใต้หุบเขาทั้งหมด ในเวลานี้กลายเป็นเพียงของเล่นพวกเขาไปเสียแล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาล่าขณะที่พวกเขากำลังจะกลับขึ้นไปด้านบน หลิงเทียนเลือกที่จะอยู่ต่ออีกสักพักแล้วให้สองสาวกลับไปกันก่อน ซึ่งสองสาวเองก็ไม่ขัดอะไรอยู่แล้ว เพราะสัมผัสของพวกนาง เขตแดนพิเศษแห่งนี้ไม่เป็นอันตรายต่อพวกเขาอีกแล้ว ก่อนที่จะแยกตัวกลับไปกันก่อน
    หลิงเทียนค่อนข้างคาใจกับเขตแดนพิเศษแห่งนี้มาก ถึงแรกๆ มันจะน่ากลัวและอันตรายอยู่บ้าง แต่แค่สองเดือนพวกเขากลับห่างชั้นกว่ารากเถาวัลย์ในเขตแดนพิเศษนี้แล้ว ทั้งที่เหล่านามธรรมพร่ำบอกเสมอว่าเขตแดนพิเศษ อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรอยู่ให้ห่างเอาไว้ หากต้องการมีชีวิตยืนยาวภายในวาร์เวล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขตแดนพิเศษชั้น 3 กลับไม่มีอะไรพิเศษหรือน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพราะอะไรกันแน่
    "!!!?"
    "วู้บบบบบ!!!!"
    หลังจากสองสาวก้าวออกไปจากเขตแดนพิเศษ เพียงพริบตาเดียวก็เกิดแรงลมมหาศาลดูดหลิงเทียนเข้าไป โดยที่เขาไม่สามารถจะต่อต้านได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อกลับสู่สภาวะปกติก็พบว่าในเวลานี้เขาอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่น่าแปลกก็คือมันอยู่ในเขตแดนพิเศษได้อย่างไรกัน เพราะสองเดือนที่ผ่านมานั้นเขาและสองสาวได้ทำการสำรวจ เขตแดนพิเศษทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว ไม่เคยพบเห็นถ้ำนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
    "เฮ้อออออ!! เหตุใดทายาทของข้าจึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้กัน!?"
    น้ำเสียงที่แหบพร่าดังขึ้นทำเอาหลิงเทียนรีบหันไปมองตามเสียง ทว่าเจ้าของเสียงในเวลานี้กลับยืนจับแขนเขาอยู่โดยที่ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำไป ครั้นพยายามจะสะบัดแขนออกก็ทำไม่ได้ ราวกับว่ามือที่จับแขนเขาอยู่นั้นผนึกการเคลื่อนไหวเขาโดยสมบูรณ์แบบ หลิงเทียนพยายามสงบสติอารมณ์พลางครุ่นคิดอย่างใจเย็น ถ้าหากอาวุโสท่านนี้ต้องการสังหารเขาจริง แค่เพียงสะบัดมือก็คงเกินพอแล้ว
    "ผู้อาวุโส ท่านเป็นใครกัน!?" หลิงเทียนถามด้วยน้ำเสียงหวาดเกรง
    "นั่นสินะ เอาเป็นว่าหากเจ้ารอดตายค่อยเรียกข้าว่าอาจารย์ก็แล้วกัน!!" น้ำเสียงแหบพร่าจากชายชราเอ่ยตอบอย่างเรียบง่าย
    ทว่ายังไม่ทันที่หลิงเทียนจะได้ตอบรับอะไรก็ถูกพลังบางอย่างตรึงร่างเอาไว้ ก่อนที่เบื้องหน้าชายชราจะปรากฏแก่นพลังบางอย่างแลดูคล้ายคลึงกับ แก่นเทพอสูรที่ใช้เปลี่ยนให้เขาเข้าสู่ระดับอนันต์และกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปเพราะภายในห้วงจิตวิญญาณของเขา มันกู่ก้องร้องเตือนขึ้นมาว่าเจ้าสิ่งนี้มันอันตรายเกินกว่าที่เขาจะแบกรับมันไว้ได้
    "ผะ..ผู้อาวุ..!!" หลิงเทียนที่พยายามจะพูดคุยเหตุผลกลับถูกพลังบางอย่างปิดปากเอาไว้
    "หากรอดตายได้เราค่อยคุยกัน"
    ชายชราไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าจะพูดอะไร แล้วใช้มือขวาสัมผัสหน้าอกของเด็กหนุ่ม พลางขมวดคิ้วขึ้นมาเป็นปม ก่อนจะมีรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุกกับเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา และจบด้วยการผลักดันแก่นพลังบางอย่างเข้ามาในร่างของหลิงเทียน ทำเอาเขาต้องดิ้นรนอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส หากไม่ใช่เพราะถูกพลังบางอย่างปิดปากเอาไว้ เกรงว่าเสียงร้องของเขาในเวลานี้คงดังสะท้านไปทั่ว
    แค่เพียงไม่กี่ลมหายใจร่างกายของหลิงเทียนก็ปรากฏรอยฉีกขาดตามร่างกาย ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาณมากกว่าตอนที่เขาคลายผนึกครั้งแรกเสียอีก ราวกับพลังที่ถูกส่งต่อมานี้มันรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายระดับอนันต์ของเขาจะรับไหว ทว่าชายชราเองก็มิได้หยุดมือเพียงเท่านี้ แต่กลับกระแทกพลังของเขาบังคับคลายผนึกพลังของหลิงเทียน ทำให้พลังฟื้นฟูนิรันดร์เริ่มทำงานกลายเป็นความเจ็บปวดทุกข์ทรมาณไร้ที่สิ้นสุดก็ว่าได้
    ท้ายที่สุดแล้วหลิงเทียนไม่ครองสติได้อีก เพราะกระแสพลังนี้รุนแรงมากจนถึงกับ ทำให้เวิ้งวิญญาณของเขาแทบจะหมอดดับลง ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นสีดำราวกับคนที่ตายไปแล้ว
    "เอาล่ะ!! บททดสอบแรกของวิถีมารเสร็จสิ้น" ชายชรายิ้มอย่างพึงพอใจพลางคิดขึ้นในใจ
    "เด็กหนุ่มที่ผ่านการปลอบประโลมวิญญาณ [ย้ายวิญญาณ] มาครั้งนึง ทั้งยังมีพลังของแสงกับความมืดมาดูกันว่า เจ้าจะสืบทอดหน้าที่ต่อจากข้าได้หรือไม่!?"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน