ตอนที่ 8 : ออกเดินทาง
พื้นที่สีดำทมิฬยิ่งจ้องมองราวกับถูกดูดิญญาออกจากร่าง หากไม่ใช่อี้หวังหย่งที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วทั้งสามคงกลายเป็ธุลีแม้เพียงร่างยังไม่เหลือไว้กลบฝัง
“มันคือลูกดอกอาบยาพิษ แต่พิษนั่นทำมาจาก พิษของดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีสมญาว่าประตูแห่งสัมปรายภพ อันมีนามว่าอสุภบุพผา ลักษณะของมันไม่เป็ที่แน่ชัดแต่มันจะโตท่ามกลางซากศพจำนวนมากโดยรอบนั้นจะมีเพียงมันเติบโตเพียงต้นเดียว และเมื่อมันเบ่งบาน โดยรอบนั้นจะไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตใดกำเนิดหรือย่างกรายได้เลย พิษเพียงเล็กน้อยนั้นก็สามารถทำให้ชนชั้นดาราตกตายไร้ที่กลบฝัง ด้วยความอันตรายยิ่งยวดเช่นนี้ มันเป็ดอกไม้ที่ถูกสั่งห้ามจำหน่ายซื้อขายภายในทวีปนี้รวมทั้งไม่อาจนำมาใช้ ผู้ที่ฝ่าฝืนนั้นต้องโทษสูงสุดคือปะาชีวิต” หวังหย่งกล่าว ตาจ้องเขม็งไปยังผืนดินที่เว้าแหว่งกลายเป็สีดำ
ไป๋เสวี่ยและหงซานกลืนน้ำลายอึกใหญ่หากหงซานพลัง้พลาดไปเมื่อครู่มันคงเกิดโศกนาฏกรรมไปแล้ว จกานั้นหวังหย่งสือเท้าไปด้านหน้าพร้อมกับกล่าวต่อ
“เท่าที่ข้ารู้ไม่เคยมีใครััดอกของมันมาก่อน พิษที่ได้นั้น มาจากละอองของเหล่าซากศพที่ถูกย่อยสลายไปบางส่วนฟุ้งอยู่ในอากาศโดยมาจะอยู่ห่างจากต้น แต่การเก็บเกี่ยวนั้นทำได้เพียงชั่วอึดใจหากช้าไปแม่เสี้ยววินาทีมันจะหายไปทันที… หลานเทียนเ้าจงเก็บมันเข้าแหวนมิติ หากไม่จำเป็ หรือตกอยู่ในสถานการคับขันถึง จงอย่านำมันออกมาเด็ดขาด” ปู่กล่าวตอบพลางสั่งให้หลานเทียนเก็บเข้าแหวนมิติทันทีทั้งสามสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดทันที
…
เวลาล่วงเลยผ่านไปแล้วกว่าสิบวันนับจากวันที่ทำการทดสอบในที่สุดวันแห่งการรอคอยก็มาถึงวันนี้ั้แ่เช้าตรู่ทุกคนรวมตัวกันที่ทำการหมู่บ้านอีกครั้งรวมถึง หวังหย่ง หงซาน ไป๋เสวี่ย และ หลานเทียน ทั้งผู้ที่ทำการทดสอบผ่านและไม่ผ่านทุกๆ คนล้วนมาทำการอำลา แก่เด็กทั้งสี่ที่
“ในที่สุดวันแห่งการรอคอยของพวกเราก็มาถึง ซิ่วอิง ไป๋เสวี่ย หงซาน และหลานเทียนจากนี้พวกเ้าจะต้องออกเดินทางไปพร้อมกับท่านชูไห่ไปสู่เมืองหลวง ข้าในนามหัวหน้าหมู่บ้านขอแสดงความยินดีกับพวกเ้าทั้งสี่ อีกไม่เกินชั่วยาม ข้าคาดว่าท่านชูไห่คงจะเดินทางมาถึงแล้ว ถึงแม้หมู่บ้านเราจะยากจนและห่างไกล แต่ด้วยลูกหลานแห่งเ่าั้ จะทำให้หมู่บ้านของเราได้เชิดหน้าชูตาบ้าง ก่อนจะจากกันนั้น ข้ามีงานเลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พวกเ้า เชิญกันตามสบาย” ไอ่ฉางป่าวประกาศอย่างยินดี เสียงชาวบ้านโก่โห่ร้อง ทั้งเสียงประทัดเสียงกลองดังขึ้นมีการบรรเลงเพลงภายในที่ทำการนั้น ไอ่ฉางหยิบม้วนกระดาษขลิบทองออกมาวางไว้บนโต๊ะกลางห้อง พร้อมทั้งพู่กันและหมึก
“ก่อนจะเริ่มงานเลี้ยงนั้น ข้าขอให้ผู้ผ่านการทดสอบลงรายชื่อไว้ เพื่อเป็เกียรติประวัติแก่หมู่บ้านของเราก่อน เชิญพวกเ้าลงนาม” คนแรก คือ ฉูซิ่วอิง นางเป็หลานของหัวหน้าหมู่บ้าน ค่อยๆ บรรจงรายชื่อตัวเองลงไปบนกระดาษ ต่อมาเป็ไป๋เสวี่ย หงซาน และหลานเทียน ชื่อทั้งสี่นั้นถูกบันทึกครบถ้วนแล้วก่อนหัวหน้าหมู่บ้านจะสั่งคนของตนนำชื่อทั้งสี่ใส่กรอบและแขวนไว้ด้านหลังของที่ทำการ ซึ่ง ชาวบ้านรวมทั้งหลานเทียนและเพื่อนๆ เองก็เพิ่งสังเกตุว่าก่อนหน้านั้นมี กรอบห้อยอยู่ก่อนแล้วอันมีชื่ออยู่รวมแล้วกว่า สิบคน
“ที่นั่น ล้วนเก็บชื่อของผู้ที่ผ่านการทดสอบตลอดกว่า หลายร้อยปีั้แ่ผู้นำหมู่บ้านคนก่อนก็ไม่มีผู้ถูกจารึกชื่อ” ซิ่วอิงกล่าวกับหลานเทียน ไป๋เสวี่ยและหงซาน ด้วยความรู้สึกภาคภูมิ
“ที่แท้เป็เช่นนี้ แล้วบุคคลเ่าั้...” ไปเสวี่ยซึ่งสนิทกับซิ่วอิงั้แ่ตอนที่มาทดสอบในหมู่บ้านนั้นกล่าวถามแต่ยังไม่ทันกล่าวเรียบร้อยทางซิ่วอิงก็ตัดบทในทันที
“ท่านปู่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า เป็เวลากว่า หกสิบปีแล้วที่ไม่มีชื่อใดถูกห้อยบนผนังนั่น และชื่อเ่าั้ล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียง สองคนเท่านั้นที่ยังมีชื่ออยู่ หนึ่งในนั้นคือ บุคคลผู้เป็ตำนานที่ยังมีลมหายใจอี้หวังหย่ง ปู่ของพวกเ้า ส่วนอีกคนข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เห็นว่าจะชื่อหวง...อะไรสักอย่าง แต่เขาสาบสูญไปหลายปีแล้ว” ซิ่วอิงเล่าให้ไป๋เสวี่ยฟังด้วยสีหน้าเลื่อมใสเมื่อกล่าวถึงาุโอี้
เสียงประทัด เสียงกลองและดนตรีก็กลับมาดังขึ้น ทั้งสี่ผู้ผ่านการคัดเลือกนั้นถูกชาวบ้านลากไปงานเฉลิมฉลอง ด้านหน้าที่ว่าการนั้น ปรากฏโต๊ะยาว ถูกวางไว้ด้วยอาหารมากมายอย่างที่ หลานเทียน ไป๋เสวี่ยและหงซานไม่เคยพบเจอมาทั้งชีวิต ทั้งไก่อบกว่าสิบตัว หมูหันตัวเขื่องอีกสามตัว ทั้งยังมีอาหารบางชนิดที่ไม่ค่อยคุ้นตาอีกหลากหลายแต่หน้าตาดูน่าทานทั้งสิ้น ทั้งยังมีผักและผลไม้ที่หาได้ในละแวกหมู่บ้านจากสวนของชาวบ้านและผลไม้ป่าที่กองสูงท่วมหัวหลายกอง ทุกผู้ล้วนร้องรำทำเพลงร่ำสุราจนเมามายกันถ้วนทั่ว
เวลาเฉลิมฉลองดำเนินไปราวชั่วยามหนึ่งแล้ว ก็ปรากฏเสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังขึ้น เสียงม้าค่อยๆ ควบเข้ามา งานฉลองนั้นก็สิ้นสุดลงชาวบ้านออกมาจากที่ทำการ รวมทั้งผู้ผ่านการทดสอบทั้งสี่ ภาพตรงหน้านั้นล้วนตระการตา มีรถม้าขนาดใหญ่ มีม้าใช้ลากกว่าสี่ตัวทั้งหมดมีสีขาวล้าวดูสง่าเหมือนกับของชูไท่ิต่างกันแค่ของชูไท่ิจะตัวใหญ่และดูบึกบึนมากกว่า
“ถึงเวลาแล้ว” ชูไท่ิกล่าวพลางลงจากหลังม้าพลางผายมือไปยังรถม้าที่ตามมาเื้ั
“ท่านปู่พวกข้าสัญญาว่าจะตั้งใจศึกษา และจะกลับมาเยี่ยมท่านปู่บ่อย ๆ นะ” ไป๋เสวี่ยกล่าวทั้งน้ำตาคลอโผเข้ากอดปู่ หลานเทียนกับหงซานต่างพยักหน้ารับกันอย่างพร้อมเพรียง ด้านซิ่วอิง ก็ทำการอำลากับท่านปู่ของนางเช่นกันทั้งสี่หยิบสำภาระติดตัวไปนิดหน่อยก่อนเดินขึ้นรถม้า
อี้หวังหย่งได้แต่น้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มปิติ เป็วันที่มันมีความสุขที่สุดในตลอดชีวิต เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่เขาประคบประหงมดูแลมาบัดนี้จะได้เติบโตขึ้นด้วยตนเอง โดยปราศจากการดูแลปกป้องเอาใจใส่จากตัวมันเองเป็เวลากว่าหลายปี
“เอาล่ะ ในเมื่อพร้อมกันแล้ว เราจะออกเดินทาง ข้าให้สัตย์สาบานด้วยเกียรติของผู้นำทหารเกราะเงินแห่งองค์จักรพรรดิ ข้าชูไท่ิจะนำพาบุตรหลานของท่าน ไปถึงเมืองหลวงอย่างสวัสดิภาพ ทั้งยังเมื่อเขาไม่อาจผ่านการทดสอบที่นั่น ก็จะเป็ข้าที่จะนำพวกเขากลับมาด้วยตนเอง” ชูไท่ิกล่าวอย่างองอาจก่อนกระโจนขึ้นหลังอาชาคู่ใจ พร้อมสั่งให้พลขับเคลื่อนรถม้าทันที
“เดินทางปลอดภัย”
“โชคดีนะพวกเ้า”
“กลับมาหาพวกเราบ้างนะ”
เสียงะโให้กำลังใจดังขึ้น ทั้งโบกไม้โบกมือ จนรถม้าละสายตา ด้านเด็กๆ ทั้งสี่เองก็โบกมือทั้งะโให้หลังจนมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้วเช่นกัน ภายในรถม้านั้นสะดวกสบายเป็อย่างยิ่งมีกระจกรอบด้านมีผ้าม่านประดับอยู่ด้านข้างกระจก ทั้งหลังนั้นทำจากไม้อย่างดีดูแข็งแรงทนทาน เบาะนั้นเป็ผ้ายัดนุ่นดูหรูหรา ภายในกว้างพอที่จะนั่งได้สิบคน มีพลขับเป็ชายวัยกลางคน ทั้งสี่ต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับเื่ต่าง ๆ ทั้งเื่การหายตัวไปในป่าของหลานเทียน การฝึกพลังของหงซานที่ปู่สั่งสอน การยิงธนูของไป๋เสวี่ยและเคล็ดวิชาค่ายกลกับดักของนาง ผ่านพ้นเวลากว่าหลายชั่วยาม จากตอนออกมาซึ่งเช้าตรู่บัดนี้ก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว ไม่นานรถม้าจึงชะลอลง เสียงเคาะประตูรถม้าดังขึ้นจากภายนอก
“พวกเ้า้าจะลงมายืดเส้นยืดสายก่อนหรือไม่ นี่ก็ครึ่งทางแล้ว” ชูไท่ิกล่าวถามเด็กทั้งสี่อย่างใจดี
“ข้าว่าให้ท่านลุงที่บังคับม้านั้นลงมาพักเถิด พวกข้าไม่เป็ไร” ซิ่วอิงกล่าว ทางหลานเทียนและคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม
“ข้าไม่เป็ไร เราสามารถเดินทางกันต่อได้ทันทีขอรับหลังจากให้ม้าพักกินน้ำ กินหญ้าสักครู่” สารถีกล่าวพลางหันมายิ้มขอบคุณ สารถีลงจากบังเหียนนำน้ำและหญ้าแบ่งป้อนม้าทั้งสองตัว ราวสิบนาทีสารถีจึงปีนขึ้นรถม้าประจำตำแหน่ง
“งั้นเราเดินทางกันต่อเลยนะเด็ก ๆ ” สารถีกล่าวอย่างใจดีหน้าตายิ้มแย้มเป็มิตร ก่อนจะขึ้นไปควบรถม้าต่อ เด็กที่อยู่ในรถก็ พากันนั่งมองวิวสักพักก็เผลอหลับกันไปตอนนี้ภายนอกนั้นจากมีแค่ป่าก็เริ่มเป็บ้านเรือนมากขึ้น ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ทางจากที่เป็ดินเริ่มปูด้วยหินเรียบ กว่าสองชั่วยามรถม้าก็หยุดลงอีกครั้งหนึ่ง เสียงภายนอกดังขึ้น
“ขออภัยท่านชูไท่ิ ข้าขอทำการตรวจค้นรถม้า เพียงครู่หากไม่พบสิ่งผิดปกติจะรีบเปิดทางให้ทันทีขอรับ” นายทวารหนึ่งในสองคนกล่าวขึ้นมาบัดนี้ กลุ่มผู้เดินทางทั้งหมด ถูกสั่งให้ลงจากรถม้า หลานเทียน ไป๋เสวี่ยนั้นตื่นก่อนแล้ว ส่วนซิ่วอิง นั้นได้ไป๋เสวี่ยเป็คนปลุก ทางเ้าอ้วนนั้น อัศวินชูไท่ิต้องอุ้มลงจากรถม้าเนื่องจากปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น
“ขออภัยท่านาุโชู เ้าอ้วนมันหลับขี้เซาเช่นนี้ตลอด” หลานเทียนกล่าวขอโทษพร้อมคารวะ สองสาวก็ได้แต่หัวเราะคิกคักตามประสา
“ไม่เป็ไร หากรอจนกว่าจะตื่น เราจะถึงจุดหมายช้าลง” ชูไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนที่นายทวารทั้งสองจะเริ่มทำการตรวจค้นใช้เวลาเพียงชั่วครู่
“เรียบร้อยขอรับท่านชูไท่ิ ขออภัยที่รบกวนการเดินทางของท่าน เชิญผ่าน” หลานเทียนเพิ่งสังเกตุสิ่งรอบข้างบ้านเมืองแถวนี้ล้วนถูกประดับอย่างสวยงามถนนหนทางล้วนมีไฟจากโคมสว่างตลอดผู้คนเองก็เดินกันขวักไขว่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ร้านค้าริมทางต่างก็มากมาย ล้วนดูแปลกตา หลานเทียน กับสองสาวเหม่อมองไปชั่วครู่
“พวกเ้าขึ้นรถม้าได้แล้ว นี่ยังเป็แค่เมืองชั้นนอกเท่านั้นหลังประตูบานนี้ไป ถึงจะเข้าสู่เขตเมืองชั้นในและนั่นคือจุดหมายของเรา” ชูไท่ิกล่าวพลางชี้ไปที่กำแพงหินขนาดใหญ่ที่มีซุ้มประตูตระหง่าน ก่อนจะนำเ้าอ้วนขึ้นรถม้าและวางไว้ท่าเดิม หลานเทียน และสองสาวก็ก้าวขึ้นรถม้าทันที เพียงพ้นซุ้มประตูนั้นมา เมืองชั้นนอกเมื่อครู่กลับกลายเป็เมืองธรรมดาเสียทันทีหากเทียบกับเขตเมืองชั้นใน บัดนี้บรรยากาศรอบตัวครึกครื้นอย่างมาก แสงสีล้วนตระการตา บ้านเมืองถูกจัดเรียงด้วยการวางผังเมืองอย่างดี ตึกสูงมากมายตั้งตระหง่านแลดูวิจิตรตระการตาอลังการ แม้กระทั่งพื้นถนนก็เป็หินที่ถูกขัดอย่างเรียบเนียนราวกับกระจก หน้าร้านรวงและตึกสูงเด่นนั้นมีทั้งรถม้า สัตว์ขี่ที่แปลกตาบ้างดูสง่าบ้างเกรงขามซึ่งถูกใช้เป็ยานพาหนะขนส่งทั้งคนทั้งสินค้า
ั้แ่เข้าเขตเมืองชั้นในนั้นรถม้าก็ลงความเร็วลงอย่างมากทำให้เห็นร้านรวงต่าง ๆ ได้ชัดเจน ทั้งร้านขายสัตว์เลี้ยงที่มีสัตว์แปลกมากมายอยู่ในกรงส่งเสียงกันเกรียวกราว ร้านตัดชุดที่มีชุดชายหญิงที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตแม้มองจากระยะไกลยังััได้ถึงความละเอียดลออของผืนผ้า ร้านอาวุธที่ขายอาวุธมากมายทั้งที่แขวนอยู่ดูเป็ของระดับสูงและที่กองไว้ด้านข้างเป็ของระดับต่ำมากมาย ร้านอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งเรียกน้ำย่อย แต่ที่สะดุดตาที่สุดนั้นต้องเป็ตึกสูงสีดำที่มีราวแปดชั้นทรงแปดเหลี่ยม หากแต่มีสีดำขลับทั่วทั้งตัวตึก เหนือบานประตูบานใหญ่ของตึกนั้นมีตรารูปแมงมุมสีทอง ให้ความรู้สึกหรูหราและน่าพิศวง ภาพของตึกนั้นตัดกับสีของท้องฟ้าสีแดงระเรื่อของดวงอาทิตย์ยามเย็น เมื่อผ่านตึกสีดำนี้ยิ่งสังเกตได้ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไปมาก ด้านหน้าของตึกพบชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าหน้าประตู ปลดปล่อยกลิ่นอายที่เข้มแข็งพร้อมกันกับสายตาที่กร้านโลก
ไม่กี่อึดใจจากนั้นรถมาก็หยุดลงพลางมองเห็นรถม้าแบบเดียวกันที่เพิ่งมาถึงและจอดรออยู่กว่าหลายสิบคัน เสียงเปิดประตูรถม้าดังขึ้นหลังจากรถม้าหยุดตัวลงได้ไม่กี่ลมหายใจ
“พวกเ้าเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อย เราจะเดินเข้าไปในมหาวิหาร” ภาพเื้ัของชูไท่ินั้นเป็วิหารขนาดมหึมาทางเข้านั้นสูงเกือบสิบเมตร ทั่วทั้งมหาวิหารทำจากหินอ่อนสีขาวราวไข่มุกถูกปูไว้ตลอดทางั้แ่บันไดจนถึงตัววิหาร ทั้งด้านหน้าประตูบานมหึมามีการจัดเวรยามยืนเฝ้ากว่า สิบคน ้าของมหาวิหารนั้นเป็ปลายแหลมสูง เหนือขอบบานประตูนั้นปรากฏรูปปั้นนกฮูกขนาดใหญ่สยายปีกที่ดูสมจริงราวกับมีชีวิต สลักจากแร่หินบางอย่างซึ่งมีสีน้ำเงินดูตัดกับตัวมหาวิหารสีขาว
หลังจากปลุกเ้าอ้วนขึ้นทั้งสี่ที่เตรียมสัมภาระเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยังหน้ามหาวิหาร
“เอาล่ะตามข้ามาตอนนี้มีคนรุ่นเดียวกับพวกเ้าอีกกว่าร้อยชีวิต เพื่อรอการทดสอบเข้าวิหารทั้งสี่ รายละเอียดทางมหาวิหารจะอธิบายกับเ้าเอง” ชูไท่ิกล่าวพลางเดินขึ้นมหาวิหารโดยมีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันประมาณสิบคน ส่งกลิ่นอายระดับพลังแตกต่างกันไป บางคนห้อยกระบี่ราคาแพง บ้างก็ใช้กระบองยาว ส่วนมากเป็พวกลูกผู้มีฐานะแทบทั้งสิ้น ส่งผลให้ทั้งสี่ที่แต่งตัวมอซอกลายเป็แกะ ดึงดูดสายตาทุกคู่ในบริเวณ สายตาที่จ้องมองด้วยความสมเพช รังเกียจทิ่มแทงเด็กทั้งสี่เข้าอย่างจัง
ณ หน้าประตูของมหาวิหาร
“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว จากนี้พวกเ้าเพียงเข้าไปด้านในเท่านั้น” ชูไท่ิกล่าวพลางส่งทุกคนเข้าสู่มหาวิหาร หลังจากผ่านซุ้มประตูอันวิจิตรของมหาวิหาร ภายในเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ตระการตายิ่ง พื้นมีพรมสีแดงปูอยู่ทั่วบริเวณประดับด้วยต้นไม้ตามมุม ห้องโถงนี้มีเพดานทรงกลม ที่สูงกว่าความสูงของประตูเกือบสามเท่ามีช่องตรงกลางนั้นเป็กระจกใสที่มองทะลุขึ้นไปถึงท้องฟ้าได้ ภายในห้องโถงนั้นประกอบด้วยเสาแปดต้นปลายสุดของเสานั้นมีรูปปั้นนกฮูกเกาะอยู่ทุกเสาและประตูขนาดใหญ่เป็ไม้ขัดเงาอยู่ทั้งสี่ทิศหากรวมทางประตูทางเข้าที่ผ่านมานั้นด้วย
“พวกเ้าน่าจะเป็กลุ่มสุดท้ายแล้ว ตามข้ามา” ชายหนุ่มผู้หนึ่งแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยซึ่งน่าจะเป็คนนำทางกล่าว เด็กต่างกำลังตกตะลึงกับภาพความอลังการนั้นถึงกลับหลุดจากภวังค์ เมื่อเดินไปยังประตูที่อยู่ด้านหน้าสุด ซึ่งตรงกับประตูทางเข้า
เมื่อพ้นบานประตูเสียงหนึ่งก็ดึงขึ้นทันที
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเ้ามารวมกันอยู่ในที่แห่งนี้ แปลว่าพวกเ้าล้วนมีระดับพิภพขึ้นไป จากนี้เ้าจะต้องรับการทดสอบสุดท้าย มันจะนำพาเ้าไปอยู่ในที่ที่ควร ยามที่พวกเ้าอาศัยอยู่ที่โลกภายนอก เ้าจะมีตระกูลสูงส่งมีชื่อเสียงค้ำฟ้าหรือตระกูลจากหมู่บ้านอันห่างไกลทุรกันดาร นับจากนี้ไปพวกเ้าล้วนเท่าเทียม” เสียงนึงดังขึ้นเป็ชายชราหนวดเครายาวเฟิ้มหลังค่อมยืนมือไพล่หลังมีสายตาที่ทรงภูมิความรู้อย่างยิ่ง ลอยอยู่กลางห้อง กล่าวสิ้นเสียงเพียงครู่ก็เกิดการบิดเบือนของมิติภายในห้องทันทีจากห้องสมุดขนาดใหญ่ พื้นที่โดยรอบเริ่มกลายเป็ที่โล่ง บัดนี้มีเพียงแสงจากดวงดาวระยิบและดวงจันทร์เท่านั้น เสียงของเด็กทั้งหมดดังขึ้นด้วยความตะลึงและตื่นเต้นเสียงพูดคุย โห่ร้องยินดีดังขึ้น
“พวกเ้าทั้งหมดลดเสียงลงได้แล้ว การทดสอบนี้มีการตัดสินโดยปรมาจารย์เ้าสำนักทั้งสี่” ชายชราหลังค่อมกล่าว จากนั้นก็ปรากฏแท่นหินไม่สูงมากนักจากทิศทั้งสี่ขึ้นมาจากดิน มีกลุ่มคนอยู่บนยอดแต่ละคนนั้นดูน่าเกรงขาม โดยเฉพาะบุคคลผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าของทั้งจตุรทิศที่ปลดปล่อยพลังปราณออกทั้งยังเป็ปริมาณที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง บางคนถึงกับตัวสั่นด้วยความกลัวจับหัวใจด้วยความต่างชั้นของพลังอย่างสุดขั้ว
ผนังรอบด้านก็ขึ้นมาจากดินเช่นเดียวกับแท่นทั้งสี่ทั้งในที่สุดก็จรดกันเหนือหัวเป็ทรงกลมพอดี แสงจันทราจากภายนอกถูกแทนโดยคบเพลิงและโคมไฟสว่างไสว ด้านข้างของเสาจตุรทิศนั้นปรากฏเป็อัฒจรรย์ขึ้นมาจากผืนดินเช่นเดียวกันกับเสาทั้งสี่
“การทดสอบนี้คือการทดสอบการต่อสู้จริงกับสัตว์อสูร พวกเ้าจะต้องต่อกรกับสัตว์อสูร แต่ไม่จำเป็ต้องตื่นตระหนก การต่อสู้นั้นจะอยู่ภายใต้ค่ายกลพิเศษที่ทางเราตระเตรียมไว้ หากถูกโจมตีความเ็ปในนั้นเป็ของจริงอย่างไม่ต้องสงสัยรวมไปถึงหากพวกถูกสังหารพวกเ้าจะรู้สึกเหมือนตกตายไปอย่างแน่นอน หากแต่เมื่อถูกจะถูกย้ายออกจากมหาวิหารทันทีและหมดสิทธิ์ในการทดสอบในปีนี้ สำหรับผู้ที่อายุสิบหกปีแล้วครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายของพวกเ้า” เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณเหล่าผู้เข้าร่วมการทดสอบนั้นรวมถึงหลานเทียนต่างถูกย้ายออกจากพื้นที่ตรงกลางขึ้นไปบนอัฒจรรย์ ด้านข้างในทันที
“ตอนนี้ที่ข้อมือของพวกเ้าทุกคนจะปรากฏตราสัญลักษณ์ขึ้นเมื่อถูกเรียกขานนามเ้าจะถูกส่งลงมายังลานประลองทันทีมีเวลาให้เ้าเตรียมตัวสามลมหายใจ” ทุกคนต่างก้มมองดูข้อมือตัวเองทันที เนื่องจากกำลังตกตะลึงเลยแทบไม่มีใครสังเกตสิ่งที่ประทับอยู่บนข้อมือ ที่ส่งแสงสีเขียวเรืองรองออกมา