สายเกินไป
หวังเฉินจ้องมองไปยังหวังไท่ฉิวด้วยสายตาเรียบเฉย ชายชราคนนี้นับว่าพื้นฐานการฝึกตนรุดหน้าไม่เลว จากระดับเหนือสวรรค์ขั้นต้นมาขั้นกลางแล้ว
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วงที่เขามาตรวจสอบว่าตระกูลหวังมีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังหรือไม่นั้น อีกฝ่ายก็มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับเหนือสวรรค์ขั้นต้น ใกล้ทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางเต็มทีแล้ว
“ข้ามาเพราะต้องการชีวิตของหวังเฉียนกับหานปู้” หวังเฉินตอบออกมาโดยไม่ปิดบัง
ได้ยินคำพูดของเขา ใบหน้าที่แก่ชราเหี่ยวย่นของหวังไท่ฉิวได้แปรเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียด จากนั้นคิ้วขมวด ถามออกไป “เหตุใดถึงต้องการชีวิตของพวกมัน?”
บอกตามตรงว่าเขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่าผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางตรงหน้าของตน เหตุใดถึงได้ต้องการชีวิตของหวังเฉียนและหานปู้
“มันส่งนักฆ่าจากสำนักตำหนักเลือดมาฆ่าข้าสองหน เหตุผลเพียงพอหรือไม่? ถ้าเจ้าคิดขวางก็ลองดู” หวังเฉินพูดเสียงราบเรียบ เขาไม่เห็นหวังไท่ฉิวอยู่ในสายตาเลยสักนิด แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางก็ตาม
ใบหน้าของหวังไท่ฉิวเคร่งเครียดกว่าเดิม เขาคิดไม่ถึงว่าหวังเฉียนจะรนหาที่ตาย หาญกล้าส่งนักฆ่าจากสำนักตำหนักเลือดไปฆ่าผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ เรื่องเช่นนี้ มันบ้าชัดๆ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจปล่อยให้หวังเฉินเอาชีวิตของหวังเฉียนได้ เนื่องจากหวังเฉียนเป็นคนในตระกูลหวังของเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นถึงหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน
ถ้าหากเขาปล่อยให้หวังเฉียนถูกฆ่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไร ผู้ฝึกตนทั่วหล้าในประเทศจีนคงได้หมิ่นศักดิ์ศรีเขาพอดี
จากสีหน้าและความคิดของเขา เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อคำพูดของหวังเฉิน เพราะหวังเฉินไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องโกหก เพื่อมาฆ่าคนธรรมดาอย่างหวังเฉียน
“ต้องขออภัยสหายเต๋า ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าเอาชีวิตมันได้ ส่วนชีวิตของหานปู้ เชิญเอาไปได้สบาย!” หวังไท่ฉิวประกาศก้อง แสดงจุดยืนของเขาอย่างชัดเจน ว่าถ้าต้องการชีวิตของหวังเฉียนก็ต้องผ่านเขาไปก่อน
“เช่นนั้น ข้าก็ไม่ขอเกรงใจ!” หวังเฉินไม่ลังเลที่จะลงมือ เขาไม่ชอบพูดอะไรพร่ำเพื่ออยู่แล้ว สำหรับเขาฆ่าก็คือฆ่า ไม่ต้องพิรี้พิไรให้มากความ ฝ่ามือของเขาพลันฟาดออกไป
ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาร่างฝ่ามือขนาดใหญ่สีแดง พุ่งเข้าไปหาร่างของหวังไท่ฉิว
หวังไท่ฉิวแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง ตวัดฝ่ามือตบอากาศออกไปเบื้องหน้า ปรากฏคลื่นลมสะท้านออกไป
เมื่อคลื่นลมสะท้านปะทะเข้ากับเงาร่างของฝ่ามือสีแดงขนาดใหญ่ มันก็ถูกบดขยี้อย่างง่ายดาย!
สีหน้าของหวังไท่ฉิวพลันจมลงเล็กน้อย เมื่อครู่เขาแค่ลองหยั่งเชิง แต่ไม่คาดว่าผลที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ เขาไม่ลังเลที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงกว่าเดิมหลายเท่า ความเร็วที่เขาใช้ออกนั้น นับว่ารวดเร็วมากทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เงาร่างฝ่ามือขนาดใหญ่ก็ไล่กวดตามหลังของหวังไท่ฉิวไป
“เหอะ!” หวังไท่ฉิวแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง เขาที่พุ่งขึ้นไปสูงจนมองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างเล็กจ้อยแล้วนั้น ได้หมุนตัวกลับ พร้อมกันนั้นก็รวบมือเป็นหมัด บิดเอวเล็กน้อยชกหมัดที่รุนแรงออกมา
“หมัดราชันย์วายุ!”
สิ่งที่ปรากฏออกมาหลังจากการชกหมัดของหวังไท่ฉิวคือคลื่นลมพายุขนาดใหญ่ นี่เป็นทักษะการต่อสู้ระดับสี่อย่างไม่ต้องสงสัย มันน่ากลัวเป็นอย่างมาก
ตูม!
ทันใดนั้น หมัดราชันย์วายุก็ปะทะกับเงาร่างฝ่ามือขนาดใหญ่สีแดง เกิดเป็นการระเบิดอันรุนแรงขึ้นมาสะท้านสะเทือนทั่วท้องฟ้า การโจมตีทั้งสองได้หักล้างกัน จนสลายหายไปในที่สุด
หวังไท่ฉิวหอบหายใจเล็กน้อย หมัดราชันย์วายุเมื่อครู่นี้ เขาได้ใช้พลังไปเกือบจะถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
หวังเฉินไม่มีความรู้สึกใด เขาทะยานร่างพุ่งตามหวังไท่ฉิวขึ้นมา เขารู้ว่าที่อีกฝ่ายเลือกที่จะพุ่งขึ้นมาให้สูงกว่าเดิม เพราะต้องการที่จะใช้พลังได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวว่าคนธรรมดาที่อยู่ข้างล่างจะพบเห็น
เมื่อพุ่งขึ้นมาสูงถึงระดับเดียวกันกับหวังไท่ฉิว หวังเฉินก็พลิกฝ่ามือ ปรากฏเปลวเพลิงสีแดงอันร้อนระอุขึ้นมาในมือของเขาเปลวเพลิงอันนี้ น่าหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด แผดเผาได้แม้กระทั่งมวลอากาศ
“เพลิงสีชาด!” หวังเฉินไม่ต้องการที่จะเสียเวลากับหวังไท่ฉิวนานนัก เขาใช้ทักษะระดับห้าออกมาในทันที นอกจากนี้มันยังจัดว่าเป็นทักษะที่แข็งแกร่งในระดับชั้นแนวหน้าของระดับห้า
เขาพลันโบกสะบัดมือออกไป เปลวเพลิงสีชาดในมือของเขาก็ขยายขนาดพุ่งเข้าไปหาร่างของหวังไท่ฉิว
ด้วยการลงมือครั้งนี้ของเขา หวังไท่ฉิวไม่มีทางต้านรับได้แน่ เพราะเขาใช้พลังออกมาถึงครึ่งหนึ่ง แม้ความแข็งแกร่งจะอยู่ในระดับเดียวกัน ทว่าหวังไท่ฉิวเพิ่งจะทะลวงระดับไม่นาน ไม่มีทางเทียบความแข็งแกร่งกับเขาที่มีแก่นอมตะอยู่ภายในร่างกายได้แน่
มองเห็นเพลิงสีชาดขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาหาตัวเอง ใบหน้าของหวังไท่ฉิวก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ภายในใจรู้สึกเคร่งเครียดอย่างถึงขีดสุด แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะระเบิดพลังออกมาทั้งหมด
ในเวลานี้อากาศรอบร่างกายของหวังไท่ฉิวบิดเบี้ยวไปจนหมด พลังปราณสวรรค์จำนวนมากอบอวลทั่วร่างกายของเขา
“ระเบิดวายุสังหาร!” หวังไท่ฉิวได้ใช้ทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาออกมา
พลังปราณไหลทะลักออกมาจากร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง มันไหลมาหลอมรวมกันเป็นลูกทรงกลมคลื่นสายลมอันเกรี้ยวกราด น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก อากาศรอบด้านล้วนสั่นไหว บิดเบี้ยวไปมาอย่างรุนแรง
พริบตาต่อมา หวังไท่ฉิวก็ซัดระเบิดวายุสังหารออกไป มันพุ่งตรงไปยังเพลิงสีชาดของหวังเฉิน
แต่ก็ไม่มีการปะทะใดเกิดขึ้นมา ระเบิดวายุสังหารของหวังไท่ฉิวถูกเพลิงสีชาดของหวังเฉินแผดเผาให้มลายหายไปในพริบตา!
“อะ...อะไร?!” หวังไท่ฉิวตกใจจนใบหน้าซีดขาว ดวงตาเบิกกว้างแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ทั่วร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับถูกค้อนทุบ
ฉับพลันนั้น ความหวาดกลัวก็ได้ก่อเกิดขึ้นมาภายในใจของเขา เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหวังเฉินจะแข็งแกร่งมากขนาดนี้
“สะ...สหายเต๋าใจเย็นก่อน ชีวิตของหวังเฉียนเจ้าเอาไปได้เลย ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้อีกต่อไป!” หวังไท่ฉิวพลันตะโกนออกมาสุดเสียง เขาในตอนนี้ไม่สนใจศักดิ์ศรีอะไรนั่นแล้ว สนใจเพียงแต่ชีวิตของตัวเองเพียงเท่านั้น
ถ้าเขารู้ว่าหวังเฉินแข็งแกร่งกว่าตัวเองมากขนาดนี้ เขาคงไม่กล้าที่จะออกหน้าปกป้องหวังเฉียนแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหวังเฉียนเป็นคนก่อเรื่องเอง อยู่ดีไม่ว่าดี กลับส่งนักฆ่าจากสำนักตำหนักเลือดไปฆ่าผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอย่างหวังเฉินซะนี่
แต่ช่างเป็นที่น่าเสียดาย ถึงหวังไท่ฉิวจะมาคิดได้ตอนนี้ มันก็สายเกินไป เพลิงสีชาดได้พุ่งเข้ากลืนกินร่างของหวังไท่ฉิว เสียงแผดร้องโหยหวนอันทรมานน่าอนาถก็ได้ดังก้องขึ้น
“อ้ากกก!”
หวังไท่ฉิวไม่ได้มีความคิดที่จะหนีแต่แรก เพราะรู้ดีว่าหนีไปก็ไม่รอด จึงได้พูดออกมา ทว่าคำพูดของเขาก็ไม่ได้ช่วยให้เขารอดอยู่ดี ท่ามกลางเพลิงสีชาด ร่างของหวังไท่ฉิวดิ้นทุลนทุลายอย่างเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส!
จบบทที่ 43