82.ลวงตา
“ไม่ได้พบกันเสียนาน”จิ้งจอกขาวแสยะยิ้มขณะมองจอมมารอย่างเยาะเย้ย“ผ่านไปแสนปี เจ้ากลับมาอีกครั้งพลังช่างอ่อนด้อยเหลือเกิน ถึงขั้นถูกภาพมายาของเผ่าจิ้งจอก ลวงตาเอาได้”
จอมมารที่ถูกค่ายกลตรึงร่างและถูกพลังของจิ้งจอกขาวกดให้คุกเข่า ได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าเขียวคล้ำที่ถูกตอกย้ำความผิดพลาดที่ทำลงไป ขณะในใจนึกก่นด่า ว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คนเชียวที่ไม่ถูกเวทมายาเล่นงานแม้กระทั่งในเวลาที่ตนมีพลังเต็มที่ยังไม่แน่ใจว่าจะไม่ถูกลวงตา
จิ้งจอกขาวใช้เท้ากระทุ้งพื้นไปหนึ่งทีวงแสงสีขาวแผ่กระจายไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้ทัศนียภาพ ที่เคยมีศพเกลื่อนพื้น และเศษชิ้นส่วนร่างกายล้วนกลายเป็นเศษหุ่นกระบอกไม้ ที่แขนขาดขาขาด ถูกทำลาย คล้ายศพที่เคยเห็นก่อนหน้า
หนังตาจอมมารถึงกับกระตุกสองทีติดที่แท้ สิ่งที่มันไล่ล่าสังหาร ไม่ใช่เหล่าเซียนหรือมนุษย์แต่เป็นเพียงหุ่นกระบอกที่บรรจุพลังเวทเพื่อชักเชิดให้ขยับได้
“บัดซบ!”จอมมาสบถด่า ด้วยความเดือดดาลคิดไม่ถึงว่าถูกเล่นงานครั้งแล้วครั้งเล่า
ขณะที่เหล่าสำนักเซียนทั้งหลายที่ควรจะกลายเป็นศพ กลับยืนอยู่มุมหนึ่ง ในเขตอาคม และไม่มีมนุษย์อยู่ในบริเวณนั้นแม้แต่คนเดียว
นอกเขตอาคม มีเพียงเสี่ยวเมิ่ง เสี่ยวไป๋ และสำนักเซียนไม่ถึงสิบคน ที่ ไม่ใช่ภาพลวงตา...
เสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเมิ่งและผู้ฝึกเซียนหลายคนที่อยู่นอกค่ายกล ซึ่งถูกใช้เป็นตัวหลอกล่อจอมมาร ร่วมกับหุ่นกระบอกซึ่งเป็นเวทลวงตาต่างพากันหน้าเขียวคล้ำ ถลึงตาใส่กลุ่มเซียนซึ่งเอาแต่ยืนดูพวกตนเสี่ยงตายโดยไม่คิดจะเตือนกันบ้าง
คนเหล่านั้นทำเป็นมองเมินไม่กล้าสบตาด้วยละอายใจ
แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพื่อจะเล่นงานจอมมารแล้วต้องมีคนเสียสละบ้าง และคนเหล่านั้นควรเป็นคนที่แข็งแกร่งมากๆอย่างกลุ่มคนที่อยู่นอกเขตป้องกัน
เสียงจิ้งจอกขาวกล่าวขึ้นทำให้ทุกคนหันไปสนใจ
“เล่นกับหุ่นกระบอกสนุกหรือไม่”จิ้งจอกขาวหัวเราะฮึฮึ ด้วยความสาแก่ใจ ขณะที่เหล่าเซียนต่างมองจอมมารด้วยสายตาเย้ยหยัน
ส่งผลให้ความโกรธของจอมมารพุ่งถึงขีดสุดเมื่อต้องกลายเป็นตัวตลกที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเรื่องตลกก็คือตัวมันที่เคยได้กายเนื้อคืนมาหลังจากกินเนื้อหนังมนุษย์เข้าไปกลับเป็นเพียงภาพลวงตาเช่นกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ไม่มีอะไรจริง!!!
ตอนนี้จอมมารมีพลังเพียงแค่หนึ่งในสี่เท่านั้นหากได้สูบเนื้อหนังและเลือดเนื้อของเหล่าเซียนละก็พลังจะต้องเพิ่มพูนเกินกว่าครึ่ง...
เพียงแต่ตอนนี้คงหมดโอกาสเสียแล้วมันถูกเวทมายาเล่นงานทำให้พลาดโอกาสสังหารเหล่าเซียน
จอมมารได้ได้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันที่ทุกสิ่งไม่เป็นอย่างที่มันวางแผนไว้
เวทมายาของเผ่าเก้าหางคล้ายดินแดนนิรมิต ที่ผู้ตกอยู่ในมนต์สะกดนั้น จะถูกหลอกลวงจากความคิดของตนเมื่อคิดว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในห้วงมายา สิ่งนั้นก็จะเกิด และผู้นั้นจะรู้สึก ได้ยินเสียงได้กลิ่น และแม้กระทั่งรสชาติ สมจริงทุกประการ จนไม่อาจแยกจริงเท็จได้...
ด้วยเวทมนต์ลวงตานี้ จึงทำให้เผ่าเก้าหางถูกยกย่องว่าเชี่ยวชาญเวทลวงตาที่สุด กระนั้นเวทมายาขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการเตรียมการนั่นหมายความว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ถูกใครบางคนเตรียมการไว้นานแล้ว!!!
ขณะที่โทสะของจอมมารกำลังปะทุเดือดพล่าน เยี่ยนเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายจิ้งจอกขาว พร้อมกับส่งยิ้มเยาะเย้ยให้จอมมาร
“ค่ายกลหุ่นกระบอกผสานกับเวทมนต์ลวงตาให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจนแยกจริงเท็จไม่ออกเลยใช่ไหมเสด็จพ่อ..”
จอมมารได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึงชั่วขณะก่อนจะถลึงตาใส่
“เยี่ยนเฟยเจ้าคนเนรคุณ! เจ้าร่วมมือกับเผ่าเก้าหางและเหล่าสำนักเซียน มาเล่นงานข้า!”และแน่นอนว่าเป็นเยี่ยนเฟยอีกเช่นกัน ที่เป็นตัวการจัดแจงให้แผนการลุล่วง
“ฮึ...เจ้ามันโง่เง่า!”จอมมารสบถด่า จ้องมองเยี่ยนเฟยดวยสายตาสมเพช“ยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้นางคืนชีพ แต่กลับงี่เง่าไม่ล้างสมองนางเพื่อที่นางจะได้รักเจ้าไปตลอดกาล”
จอมมารสบถด่าขณะที่ค่อยๆแอบรวบรวมพลังเงียบๆเพื่อทำให้ค่ายกลที่ตนแอบให้สมุนวางไว้ทำงานโดยค่ายกลนี้เยี่ยนเฟยไม่ทราบมาก่อนว่ามันได้ถูกสร้างขึ้น!!!
“นางจะรักข้าหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญไม่เพราะสิ่งที่ข้าต้องการคือเห็นเสด็จพ่อถูกเล่นงานต่างหาก”เยี่ยนเฟยยิ้มเยาะแสร้งทำเสียง เหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“แอ๊ะไม่ถูกสิ”เยี่ยนเฟยผู้งดงามอ่อนโยนขมวดคิ้วทำให้ดูเคร่งขรึมขี้นเล็กน้อย
ทว่ายามเอ่ยวาจาต่อมา สีหน้ากลับเหี้ยมเกรียมคล้ายฆาตกรโรคจิตรูปงาม
“ข้าต้องเรียกท่านว่าท่านอาจึงจะถูก!!!”
คราวนี้จอมมารถึงกับหน้าซีด ความจริงที่ตนปกปิดมานานได้ถูกเปิดโปงเสียแล้ว
ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างเบิกตารอดูเรื่องน่าสนใจนี้ของคนเผ่ามาร
“เจ้ารู้มานานแค่ไหนแล้ว”สีหน้าของจอมมารบ่งบอกความสะเทือนใจ
ขณะที่เยี่ยนเฟยยิ้มหยันให้กับชะตาชีวิตของตนก่อนจะกล่าว
“หลังจากที่ท่านและจิ้งจอกขาวตายข้าตามสืบทุกอย่างในอดีต จนรู้ว่าความจริงว่า ก่อนหน้าที่มารดาข้าจะถูกฉุดมาเผ่ามารเดิมทีมารดาของข้าเป็นเทพธิดา และพี่ชายของท่านที่เป็นจอมมาร ได้แอบผูกพันรักใคร่กันอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่เดิมทั้งคู่เตรียมจะจัดงานวิวาห์ โดยมีการเจรจาสู่ขอระหว่างเผ่ามารและเทพ ให้สองเผ่าเป็นมิตรกันผ่านงานแต่งเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งนี้รวมทั้งมีการร่างสัญญาสงบศึกขึ้นมา
ทว่าก่อนที่จะประกาศให้ทั่งสองภพรับรู้ถึงงานวิวาห์เชื่อมสัมพันธ์ ท่านได้สังหารพี่ชายตน และฉุดตัวมารดาของข้ามา!!”เยี่ยนเฟยจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเกลียดชัง
“ท่านแย่งชิงทุกสิ่งจากพี่ชายตนซ้ำยังหลงรักมารดาข้า แม้กระทั่งข้า ท่านยังหลอกลวงกล่าวอ้างว่าเป็นลูกชายตน!”แววตาของเยี่ยนเฟยพลันแดงฉานคล้ายจิตมารกำลังจะครอบงำจ้องมองผู้ที่อ้างว่าเป็นบิดาตนมาตลอดชีวิตด้วยความเคียดแค้น
หากคนตรงหน้ารักตนเหมือนบุตรชายแท้ๆไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่เกลียดชังคนตรงหน้ามากเท่านี้
จอมมารได้ยินดังนั้นพลันหัวเราะลั่นเสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความขมขื่น และทุกข์ตรม
“เพียงเพราะข้าถือกำเนิดทีหลังบัลลังก์จึงตกเป็นของเขา... แต่สำหรับนาง ข้าพบนางก่อนทว่าเขากลับได้ครอบครองนาง...
หลังจากข้าสังหารเขาและฉุดนางมา ไม่นานนางก็ตั้งครรภ์ นางหว่านล้อมว่านี่คือบุตรของข้ากับนางข้าหลงเชื่อ แต่เมื่อเจ้าถือกำเนิดข้าจึงได้รู้ว่าไม่ใช่...”
น้ำเสียงของจอมมารที่เคยทุกข์ตรมพลันเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมชิงชัง
“เพื่อให้สาสมกับที่นางบังอาจหลอกลวงข้าจึงข่มขืนนางทุกๆวันต่อหน้าเจ้า ให้เจ้ามีความทรงจำอันโหดร้ายความทรงจำที่บิดาฉุดมารดามา...ให้เจ้าฝังใจไปจนวันตาย”
ผู้คนที่ได้ฟังต่างทำสีหน้ารังเกียจจอมมารผู้ชั่วร้ายและมีจิตใจบิดเบี้ยว
“ข้าข่มขืนนางผ่านไปหลายปีจนเจ้าจำความได้สุดท้ายนางก็ตรอมใจตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”จอมมารหัวเราะลั่นด้วยความสะใจกับสิ่งที่ทำลงไป
“ข้าเฝ้าอุตส่าห์วางแผนทุกอย่างเป็นอย่างดีทว่าท้ายที่สุดสิ่งที่ข้าช่วงชิงมากลับไม่เหลือสิ่งใด”จอมมารทำหน้าตาแสนเสียดายที่เรื่องชั่วร้ายสุดท้ายของตนต้องพังลง
“เจ้ามันสารเลว!”เยี่ยนเฟยก่นด่า“วันนี้ข้าจะให้เจ้าตายด้วยกระบี่ในมือข้า!”เยี่ยนเฟยชักกระบี่ออกจากฝักด้วยตาแดงฉานราวเปลวเพลิงด้วยความชิงชัง ไอสีดำทมิฬลอยปกคลุมทั่วทั้งร่างสภาพเจียนจะคลุ่มคลั่งด้วยจิตมารเต็มที
“ฮึ”จอมมารแค่เสียงดูถูก“ยังไม่ถึงคราวให้เด็กอ่อนหัดอย่างเจ้ามาเล่นงานข้าหรอก!”จอมมารทำเสียงดูถูกก่อนที่สมุนเอกจำนวนห้าคน ของจอมมารจะโดดเข้ามาขวางดาบของเยี่ยนเฟยและรุมโจมตีเขาเอาไว้
จอมมารแสยะยิ้มใส่เยี่ยนเฟย“ข้าคิดไว้แล้วว่าสักวัน เจ้าต้องหันดาบใส่ข้า เมื่อรู้ความจริงดังนั้นข้าจึงฝึกให้พวกมันทั้งห้านี้ไว้ต่อกรกับเจ้าโดยเฉพาะ....”
เยี่ยนเฟยได้ยินดังนั้นได้แต่กัดฟันดัง ‘กรอด กรอด’ ด้วยความชิงชัง
“ถึงแม้ว่าตอนนี้ข้าจะถูกค่ายกลปราบมารกักขังทว่า...ข้าไม่ยอมถูกเล่นงานฝ่ายเดียวแน่นอน!!!”จอมมารกล่าวขณะฝ่ามือพลันปรากฏกลุ่มก้อนพลังสีดำส่งผลให้ค่ายกลเผ่ามารที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินพลันเรืองแสงสีแดงเจิดจ้าขึ้น
แม้ค่ายกลจะมีอาณาเขตไม่ถึงกับครอบคลุมหุบเขาทว่ากินพื้นที่ไปทั่วลานประลองยุทธแห่งนี้ ค่ายกลเผ่ามารกำลังสูบพลังของเหล่าสำนักเซียนเพื่อนำพลังของพวกเขาไปให้จอมมาร
เหล่าเซียนพลันอลหม่านในทันทีเมื่อถูกค่ายกลเล่นงาน คนที่อ่อนแอหน่อยก็ถูกสูบพลังจนล้มลงคนที่แข็งแกร่งก็ช่วยกันพยายามโจมค่ายกลมาร
ขณะเดียวกันค่ายกลหลักก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเทพจิ้งจอกขาวหลุมดำปรากฏมีพลังดึงดูดอย่างรุนแรง เพื่อจะสูบร่างของเทพเข้าไปไอสีดำทมิฬแห่งความชั่วราย ลอยปกคลุมทั่วทั้งค่ายกล
“นั่นมันค่ายกลจิตมาร!”เหล่าศิษย์สำนักเซียนต่างอุทานด้วยความตกใจพลันรีบช่วยกันโจมตีค่ายกลป้องกันที่ขวางทางไว้ เพื่อหาทางรอดออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้
หากว่าตกสู่ค่ายกลนี้จะต้องต่อสู้กับด้านมืดภายในใจของตน หากจิตใจแข็งแกร่งรอดมาได้ตบะฌาณจะเลื่อนขั้นสูงขึ้นไปอีก แต่หากพ่ายแพ้จะกลายเป็นมารและอาจถูกกักขังในค่ายกลตลอดกาล!
จิ้งจอกขาวใช้พลังต้านแรงดึงดูดของค่ายกลเอาไว้ก่อนจะแปลงร่างเป็นหญิงสาวรูปงาม ดวงตาคมกล้า สีหน้าเย่อหยิ่งจองหอง ที่จอมมารคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ฮึ...ค่ายกลจิตมารหรือ...คิดจะใช้ของเล่นแบบนี้มาจัดการข้าหรือ”จิ้งจอกขาวในร่างสตรีเลิกคิ้วมองจอมมารด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
จอมมารได้เห็นท่าทางนั้นแล้วก็ตกตะลึงกับท่าทางมั่นอกมั่นใจไม่เกรงกลัวของนาง
เมื่อตกสู่ค่ายกลจิตมารสิ่งที่จะพบเจอคือด้านมืดของตัวเอง! เป็รศัตรูตัวฉกาจของเหล่าเทพและเซียนขอเพียงผู้ที่ตกลงไปในค่ายกล ยังไม่บรรลุถึงด่านโพธิสัตว์ พุทธะ หรือเข้าบรรลุธรรม อย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ค่ายกลนี้ อาจจะถูกกักขังในค่ายกลตลอดกาลหรือหากรอดออกมาจากค่ายกลก็จะกลายเป็นพวกคลุ่มคลั่ง ปรารถนาแต่การเข่นฆ่า
หากว่าจิ้งจอกขาวตกสู่หนทางมารเกรงว่าแผ่นดินคงยิ่งกว่านองเลือด
“ทำเป็นปากดีไปเถิดสุดท้ายแล้ว เจ้าจะกลายเป็นมาร ทำลายทุกสิ่งที่เข้าเคยปกป้อง เข่นฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันทำลายทั้งโลก และสวรรค์”จอมมารกล่าวเยาะเย้ย ก่อนจะเร่งพลังดูด เทพจิ้งจอกขาวลงสู่ค่ายกล
ขณะที่ตัวเทพจิ้งจอกขาวทิ้งพลังเฮือกสุดท้ายไว้กับค่ายกลปราบมารใช้มันผ่าดวงจิตของจอมมารออกเป็นสองส่วน เผื่อให้จอมมารหมดฤทธิ์อาละวาดเมื่อดวงจิตถูกแยกออกจากกัน
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของจอมมารที่ถูกค่ายกลเล่นงานร่างของจิ้งจอกขาวก็ถูกดึงลงสู่ค่ายกลดักเซียน
เยี่ยนเฟยเห็นร่างของจิ้งจอกขาวจมลงสู่ค่ายกลแล้วขมวดคิ้วด้วยความกังวล ว่านางจะพ่ายแพ้ให้จิตมารหรือไม่...
เมื่อจอมมารถูกผ่าดวงจิตจึงไม่อาจใช้พลังได้อีกต่อไป เหล่าเซียนและผู้ฝึกตนต่างโล่งใจ ที่ไม่ต้องต่อสู้กับจอมมารโดยตรง
และหันไปช่วยกันทำลายค่ายกลพร้อมทั้งกำจัดสมุนจอมมารที่ยังเหลือ ในเวลานั้นกองทัพสวรรค์ของเหล่าเทพ มาถึงพอดีพวกเขาทันได้เห็นค่ายกลปราบเซียนที่ดูดเทพจิ้งจอกขาวลงไป
แต่ไม่อาจช่วยจิ้งจอกขาวได้ทันเพราะกองทัพอยู่ในระยะที่ไกลเกินไป
ขณะที่เฟยหานตงหลังจากฝ่าเหล่ามารและหลบหลีกค่ายกลต่างๆ จนมาถึงตัวจิ้งจิกขาวได้ ทว่าได้แค่ทันเห็นช่วงเวลาที่ร่างของจิ้งจอกขาวกำลังจมลงสู่ค่ายกล
“ม่ายยยยย”เสียงเฟยหานตงกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจก่อนจะใช้พลังของเทพมังกรฟ้า เร่งความเร็วของตนพุงเข้าใส่ค่ายกลจิตมารที่ปากทางเข้าลังบีบแคบลงเรื่อยๆ....ยังดีที่ค่ายกลนี้มีแรงดึงสูงจึงม้วนเอาร่างของเยี่ยนเฟยที่เข้าไปใกล้ลงหลุมดำไปด้วยอีกคน ก่อนหลุมนั้นจะปิดสนิทคล้ายไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ท่ามกลางความกังวลที่ทุกคนเห็นว่าเทพจิ้งจอกขาวถูกดูดลงสู่ค่ายกล เจ้าเสี่ยวไป๋กลับยืนจ้องบริเวณที่เคยเป็นปากหลุมค่ายกลด้วยดวงตาเบิกกว้างจนตาแทบถลน
“เป็นอะไรเสี่ยวไป๋”เสี่ยวเมิ่งถามเมื่อเห็นเสี่ยวไป๋ทำท่าตกใจแทนที่จะทำสีหน้ากังวล ที่จิ้งจอกขาวตกอยู่ในอันตราย
“มะ...เมื่อกี้”เสี่ยวไป๋เสียงสั่นขณะปลายนิ้วที่ชี้ไปบริเวณที่เป็นค่ายกล สั่นระริกๆ “ข้าเห็นเทพมังกรดำลงสู่ค่ายกลไปด้วย!”
คำตอบของเสี่ยวไป๋ทำให้ผู้ฟังถึงกับรู้สึกหนังหัวชา“เจ้าแน่ใจนะ”เสี่ยวเมิ่งถามย้ำ
“ข้ายิ่งกว่าแน่ใจ พลังเทพสีดำขุ่นมัวมีแค่เทพมังกรดำเท่านั้นทีครอบครอง”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะล้มแผละเข่าอ่อน
ตอนที่เฟยหานตงใช้พลังของมังกรฟ้าเร่งพาตัวเองลงสู่ค่ายกลเสี่ยวไป๋พบว่ามีพลังกลุ่มก้อนสีดำเกาะอยู่บนไหล่ของเยี่ยนเฟยและพลังนั่นคือดวงจิตของเทพมังกรดำ!
“หายนะ! นี่มันยิ่งกว่าหายนะ!”เสี่ยวเมิ่งพึมพำเบาๆ หากทั้งเทพจิ้งจอกขาว และเทพมังกรดำ ต่างถูกจิตมารครอบงำ...โลกจะลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของพวกนาง!!!