เสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่ผมกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน
เสียง ‘แปะๆ’ นั้นคล้ายกับเสียงไพ่นกกระจอกกระทบกันไม่มีผิด
ความจริงแล้วผมพอจะเดาได้ว่ามีอะไรอยู่ในห้องข้างๆ มันต้องเป็นวิญญาณที่อาจารย์เลี้ยงเอาไว้แน่
แต่เหตุผลที่เขาเลี้ยงมันไว้และจุดประสงค์คืออะไรผมยังไม่อาจทราบได้
ผมเงี่ยหูฟังหวังว่าจะได้ยินเสียงอะไรเพิ่มเติมจากห้องข้างๆ บ้าง
แต่พอผมแนบหูลงไปกับผนังเสียงทุกอย่างกลับเงียบลงทันที
เหมือนกับเสียงนั้นไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก
เมื่อไม่ได้ยินอะไรอีกผมจึงเลิกคิดจะแอบฟังต่อ
เรื่องของห้องข้างๆคงต้องหาโอกาสเหมาะๆ แล้วไปถามอาจารย์ด้วยตัวเอง
ผมเปิดกระเป๋าเดินทางออกและจัดเก็บข้าวของเข้าที่
แขวนร่มปรภพไว้ที่ข้างประตูวางกระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูไว้บนโต๊ะหนังสือ
เพียงเท่านี้ของของผมก็ถูกจัดเข้าที่หมดแล้ว
ที่นี่คือที่พักแห่งแรกของผมนอกเหนือจากหอพักในมหาวิทยาลัย
หลังจากจัดของเสร็จผมเดินออกจากห้อง
แต่ทันทีที่ก้าวออกไปเสียงจากห้องที่ถูกล็อกไว้พลันดังขึ้นอีกครั้ง
เป็นเสียง‘แปะๆ’ของไพ่นกกระจอกที่เบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน
ผมหันกลับไปมองแวบหนึ่งก่อนจะสลัดความคิดออกจากหัวแล้วเดินลงไปข้างล่าง
เมื่อไปถึงอาจารย์เพิ่งให้อาหารปลาสวยงามของเขาเสร็จพอดี
เขาพาผมออกไปกินข้าว
กินข้าวเสร็จต่อด้วยการบำรุงร่างกายแบบครบวงจรเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด
อาจารย์จัดเตรียมทุกอย่างให้ผมเรียบร้อย
เมื่อมาถึงร้านนวดผู้จัดการรีบออกมาต้อนรับพลางเรียก ‘พี่ซ่ง’ ด้วยท่าทีประจบประแจง
อาจารย์ทิ้งผมไว้ตรงนั้นก่อนหายเข้าไปทำ ‘สามสิ่งโปรด’ ของเขา
ผมถูกพาไปที่ห้องส่วนตัวอีกครั้ง
ไม่นานหญิงวัยกลางคนที่เคยฝังเข็มให้ผมเมื่อคราวก่อนก็เดินเข้ามา
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลงแค่บอกให้ผมถอดเสื้อออก
ครั้งที่แล้วผมยังมีประสบการณ์น้อยรู้สึกเขินและหวาดระแวง คิดว่าที่นี่อาจไม่ใช่ร้านนวดถูกกฎหมาย
แต่หลังจากมีประสบการณ์ผมรู้แล้วว่าที่นี่ถูกกฎหมายทุกอย่าง
หญิงวัยกลางคนคนนี้เป็นถึงปรมาจารย์ด้านฝังเข็มเลยด้วยซ้ำ
เธอเปิดกระเป๋าเข็มเงินแล้วเริ่มปักเข็มลงบนจุดฝังเข็มทั่วแผ่นหลังของผม
มันไม่ได้เจ็บกลับรู้สึกผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ
แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
หลังจากที่เธอฝังเข็มเสร็จผมรู้สึกว่าร่างกายอบอ้าวเล็กน้อย โดยเฉพาะตรงจุดไห่ตี้[1]ที่รู้สึกร้อนผ่าวราวกับมันบวมแน่นนิดๆ
ตลอดช่วงเวลาที่ลงเข็มเธอไม่ได้พูดอะไรเลย
กระทั่งก่อนออกจากห้องเธอหันกลับมามองผม แล้วกล่าวขึ้นเพียงประโยคเดียว “กลับไปปรับสมดุลภายในให้ดี น่าจะทะลวงระดับได้”
หลังจากพูดประโยคนั้นจบหญิงวัยกลางคนเก็บเข็มเงินของเธอ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเหลือไว้เพียงผมที่ยังยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น
ปรับสมดุลภายใน? ทะลวงระดับ?
อาจารย์ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ผมฟังเลยผมจึงไม่เข้าใจและตั้งใจว่าจะไปถามเขาภายหลัง
ผมสวมเสื้อผ้าและเดินออกจากห้องพักลูกค้ามานั่งรออาจารย์ที่ห้องรับรองด้านนอก
หลังจากถูกฝังเข็มนอกจากร่างกายที่รู้สึกร้อนวูบวาบเล็กน้อยแล้วทุกส่วนในร่างกายกลับรู้สึกสดชื่นและเต็มไปด้วยพลัง
รออยู่ประมาณสี่สิบนาทีอาจารย์ก็เดินออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน
“อาจารย์!”
“อืม รอบนี้รู้สึกยังไงบ้าง” เขาสะบัดเสื้อเบาๆพลางหยิบแตงโมชิ้นหนึ่งจากจานที่ว่างอยู่ข้างๆ ขึ้นมากิน
ผมพยักหน้า“สบายตัวมากเลยครับ รู้สึกมีพลังเต็มเปี่ยม”
“ฮ่าๆ มีแรงก็ดีแล้ว!” อาจารย์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“แต่อาจารย์ ก่อนที่พี่สาวคนนั้นจะจากไป เธอพูดกับผมประโยคหนึ่ง”
“อะไรล่ะ” อาจารย์ยังทำท่าไม่ใส่ใจนักกินแตงโมต่อไปเรื่อยๆ
“เธอบอกให้ผมกลับไปปรับสมดุลภายใน แล้วจะทะลวงระดับได้...หมายความว่ายังไงเหรอ” ผมถามด้วยความสงสัย
ทันทีที่อาจารย์ได้ยินดังนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ถึงขั้นเกือบสำลักแตงโมที่กำลังเคี้ยวอยู่
“แค่ก แค่กๆ …”
“อาจารย์ ค่อยๆ ครับ!”
ผมรีบตบหลังเขาเบาๆ
หลังจากไออยู่สองสามครั้งอาจารย์ก็กลับมาหายใจเป็นปกติอีกครั้ง จากนั้นก็หันมามองผมด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด “ว่าไงนะ! นายใกล้จะทะลวงระดับแล้วงั้นเหรอ”
ผมเห็นเขาทำหน้าตกใจก็รีบอธิบาย“ไม่ใช่ผมพูดเองหรอกครับเป็นพี่สาวคนนั้นที่บอกว่าถ้าปรับสมดุลภายในให้ดีจะสามารถทะลวงระดับได้ผมเลยอยากถามอาจารย์ว่ามันหมายความว่ายังไง”
อาจารย์เบิกตากว้างจนแทบถลนออกมาก่อนที่เขาจะยื่นมือออกมากดลงบนไหล่ของผม
พริบตานั้นผมรู้สึกได้ถึงพลังอุ่นๆ สายหนึ่งที่ไหลทะลักเข้ามาภายในร่างผ่านไหล่...
“อาจารย์ ท่านกำลังทำอะไรงั้นเหรอ”
อาจารย์ยกมืออีกข้างขึ้นเป็นสัญญาณให้ผมหุบปาก
เห็นสีหน้าเขาเคร่งขรึมผมจึงไม่พูดอะไรต่อ
ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาทีอาจารย์จึงถอนมือออก สายตาที่มองมาผมเต็มไปด้วยความตะลึง “ไอ้หนู…ฉันไม่นึกเลยว่าแค่เดือนเดียว นายก็ใกล้จะทะลวงระดับแล้วฉันประเมินผิดไป ประเมินผิดไปจริงๆ …”
น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความประหลาดใจราวกับว่าเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนทำให้ผมเริ่มแน่ใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง
“อาจารย์ ทะลวงระดับที่ว่า หมายถึงระดับการฝึกตนใช่ไหม” ผมลองถามออกไปอย่างระมัดระวัง
ตั้งแต่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับเส้นทางนี้ผมรู้มาตลอดว่าผู้ฝึกวิชาทุกคนล้วนมีระดับความสามารถแตกต่างกันไปแต่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าระดับเหล่านี้ถูกแบ่งอย่างไร
อาจารย์พยักหน้าหนักแน่นก่อนกล่าว“ใช่ มันคือระดับขั้นของการฝึกตนเมื่อครู่ฉันลองตรวจสอบปราณต้นกำเนิดในร่างนายแล้ว มันแข็งแกร่งพอจะทะลวงระดับได้”
“หากทะลวงระดับ เปิดจุดชีพจรสำเร็จ นายจะกลายเป็นผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง”ขณะพูด อาจารย์เผยรอยยิ้มออกมา
แม้ผมจะคาดเดาเรื่องนี้ไว้แล้วแต่เมื่อได้รับการยืนยันจากอาจารย์ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ปกติผมเคยอ่านแต่ในนิยายที่ตัวเอกฝึกฝนจนทะลวงระดับพอมันเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆความรู้สึกที่ได้รับช่างเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นอย่างไม่อาจระงับได้
“อาจารย์! แล้วผมต้องทำอย่างไรต่อ”ผมถามอย่างกระตือรือร้น สีหน้าปิดไม่มิดถึงความดีใจ
อาจารย์โบกมือ“ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมเราไปคุยกันที่อื่นเถอะ”
ผมพยักหน้าแล้วอาจารย์ก็พาผมไปชำระค่าใช้จ่ายในครั้งนี้
เหมือนครั้งก่อนค่าฝังเข็มของผมยังคงอยู่ที่สามหมื่น
อาจารย์จ่ายให้ผมอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดราวกับเงินไม่มีค่าอะไรสำหรับเขา
เมื่อออกมาจากร้านนวดแล้วผมกับอาจารย์เดินกลับไปยังร้านของอาจารย์
ผมจุดบุหรี่ให้อาจารย์
เขาพ่นควันออกมาเบาๆก่อนจะกล่าวขึ้น “เช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีชนชั้นวรรณะ และวัตถุที่มีค่าแตกต่างกันการฝึกตนก็มีลำดับขั้นและความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันเช่นกันพวกเราฝึกฝนเพื่อแสวงหาความรู้ ฝึกพลังปราณเพื่อให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“มนุษย์มีสามวิญญาณเจ็ดจิต สามวิญญาณประกอบด้วยญาณฟ้า ญาณดิน และญาณมนุษย์ ส่วนเจ็ดจิตประกอบไปด้วยนภาจิตญาณจิต ปราณจิต กายจิต แกนจิต แก่นจิต และพรจิต ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับ‘สามเส้นปราณ’ และ ‘เจ็ดจุดรวมพลัง’ ในร่างกาย”
“จากพรจิตไปสู่นภาจิต ทุกครั้งที่ทะลวงระดับนายจะเปิดจุดรวมพลังใหม่ได้หนึ่งจุดและปราณต้นกำเนิดของนายก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้นหัวใจของผมเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นของผู้ฝึกตน
จากอ่อนแอไปสู่แข็งแกร่งลำดับของจุดรวมพลังและเส้นปราณที่จะต้องเปิดมีดังนี้
พรจิต →แก่นจิต → แกนจิต → กายจิต→ ปราณจิต → ญาณจิต→ นภาจิต →ญาณมนุษย์ → ญาณดิน → ญาณฟ้า
[1]จุดไห่ตี้ เป็นจุดฝังเข็มที่อยู่ล่างสุดของร่างกายอยู่กึ่งกลางระหว่างรูทวารกับอวัยวะเพศ