ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 40-4 (เล่ม 3): เสียงไม่สะท้อน

            อิสราเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูตกใจเมื่อหันมาใจผมเต้นระรัวเมื่อหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้านซ้ายตรงข้ามไมตรีห่างจากเธอไม่ถึงเมตร เราทั้งคู่หลบสายตากันตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นผมก็ไม่ได้มีโอกาสเปิดใจคุยกับเธออีก มีเพียงบทสนทนาสั้นๆ เรื่องงานเท่านั้น เธอยังแสดงออกว่าไม่หายเคียดแค้นชัดเจน ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในอกทั้งสำนึกผิด เสียใจ และพรั่นกลัวว่าเธออาจจะไม่ให้อภัยผมไปตลอดกาลอุตส่าห์เริ่มทำใจได้ ทำไมต้องมาเจอเธอในตอนนี้ด้วย

            ไมตรีจ้องพวกเราสลับไปมา คงสังเกตเห็น แต่ไม่แสดงอากับกิริยาพิเศษอะไรตอนนี้ทุกคนในบริษัทน่าจะรู้ข่าวเรื่องผมเลิกกับอิสราแล้ว บรรยากาศห้องอยู่ในความเงียบชั่วอึดใจ

            “ให้เราไปรอข้างนอกไหม” หญิงสาวเอ่ยขึ้นในที่สุดคงอึดอัดพอควร

            “ท่านรออยู่ในนี้ก็ได้เราคุยกับประชาแป๊บเดียว” ไมตรีพูดกับเธอ ชวนให้นึกถึงภาพช่วงฝึกงานเมื่อหลายเดือนก่อนเพียงแต่เปลี่ยนจากสหายเป็นเธอ เขาหันมาหาผมต่อ

            “ท่านมีธุระอะไรรึเปล่าเรายังอ่านที่ท่านส่งมาได้ครึ่งเดียว อิสราเข้าปรึกษาบทสัมภาษณ์ปภังค์กร ปลัดกระทรวงสินค้านวไทยบ่ายนี้ ว่าจะให้เจาะลึกประเด็นไหนเฉย ๆ” ไมตรีเล่าไม่คุ้นเลยว่าเขาพูดถึงชื่อนี้ตอนประชุมช่วงเช้าตอนนั้นสติยังไม่ฟื้นคืนร้อยเปอร์เซ็นต์รู้แต่ว่ากระทรวงนี้รับผิดชอบดูแลเรื่องการผลิตสินค้าทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรมของประเทศเราโดยเฉพาะเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้า

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น เรา...”ผมลังเลใจขึ้นมากะทันหัน ยังปรับอารมณ์ไม่ทัน ไมตรีส่งสายตากดดันมาทุกวินาทีข้อเสนอต่อไปนี้จะสร้างภาระผูกพันในระยะยาว แต่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

            “เป็นไปได้ไหมที่เราจะสรุปข่าวเพิ่มเติม...หมายถึงทำงานพิเศษ” ผมพูดเสียงอ่อย ไร้ความมั่นใจหางตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่แสดงสีหน้าประหลาดใจ

            “เราว่าเนื้อหาที่นำเสนอไปต่อวันพอดีแล้วนะสถิติที่ผ่านมาก็เก็บประเด็นสำคัญได้ครบหมด ทั้งข่าวท้องถิ่นกับระดับชาติยกเว้นจะไปทำข่าวการเมืองจังหวัดอื่น ซึ่งเขาก็มีเจ้าเขาอยู่แล้ว” ไมตรีปฏิเสธอ้อมๆ

            “ไม่ใช่ครับ หมายถึงแผนกอื่นอย่างพวกเศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรม มีหลายข่าวที่พอจะโยงกับเรื่องการเมืองได้หรือไม่ก็อาจจะเพิ่มบทวิเคราะห์ว่าจะแก้ปัญหาสังคมยังไงในบริบทการเมืองอะไรทำนองนี้ครับ“   

            “งั้นหรือ ก็พอเป็นไปได้ เพราะช่วงหลังท่านทำงานเร็วขึ้นแต่เราก็ไม่กล้าฟันธง คงต้องไปคุยในที่ประชุมกองบรรณาธิการใหญ่ก่อนถ้าพวกเขาโอเคก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการบริษัทอนุมัติค่าตอบแทนต่อท่านอยากได้แบบไหน ทำเป็นอัน ๆ ไป หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำท่านเลย”

            “ยังไงก็ได้ครับ” ผมไม่เกี่ยง เขาไม่ถามเหตุผลน่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าทำเพื่อเงิน

            ผมจำบทสนทนาในคืนก่อนที่บาร์ได้ไม่แน่ใจว่าเริ่มต้นจากอะไร แต่มีอยู่ตอนหนึ่งที่ธรณีเอ่ยถึงระบบการป้องกันคนลักลอบเข้าเมืองบริเวณพรหมแดนเขาบอกว่าระบบของประเทศนอกยูเอ็นดีประสิทธิภาพด้อยกว่าของประเทศเรามากผมเก็บเรื่องนี้ไปฝันว่าวิ่งหนีทหารที่ถือปืนไล่ยิงที่ชายแดนภาพในความฝันไม่ได้บอกว่าเป็นชนชาติอะไร ผมหนีหัวซุกหัวซุน ลัดเลาะไปตามต้นไม้สูงชะลูดจำไม่ได้ว่าผ่านอะไรบ้าง สุดท้ายก็จนตรอก เจอทหารอีกกลุ่มโผล่จากพุ่มไม้ที่ซ่อนพลางตัวในจังหวะนั้นเองก็มีซอมบี้แต่งตัวเหมือนชาวบ้านโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้มางับคอทหารช่วยชีวิตผมไว้กลายเป็นต้องวิ่งหนีผีดิบแทน จากนั้นผมก็สะดุ้งตื่นกลางคันด้วยเสียงนาฬิกาปลุกผมแปลกใจว่าทำไมถึงฝัน ทั้งที่ปกติถ้าเมามายขนาดนั้นจะหลับสนิททั้งคืน

            ตอนที่พักเหนื่อยเอนตัวบนเก้าอี้เมื่อครู่มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาจะเป็นไปได้ไหมถ้าผมจะแอบหนีออกจากประเทศนี้ไปเหมือนเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนหนึ่ง ขาออกอาจยากหน่อย ถึงโดนจับได้ก็คงไม่โดนสอบเค้นหนักเท่ากับการถูกจับในประเทศยิ่งเห็นผมในสภาพตัวเปล่า เผลอ ๆ เจ้าหน้าที่อาจหยวน ๆ ปล่อยตัวไป ถ้าข้ามชายแดนไปได้ก็มีโอกาสสำเร็จสูงสิ่งที่สำคัญสุดสำหรับคนลักลอบเข้าเมืองคือหางานใหม่ทำจะบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้นก็ต่อเมื่อมีเงินทุนตั้งต้นมากพอ ถ้าผมเก็บหอมรอมริบดีๆ ไปอีกสองสามเดือน ก็อาจมีเงินมากพอมีชีวิตรอดได้ยินว่าประเทศเหล่านั้นอนุโลมให้ใช้เงินสดอยู่

            ผมเหม่อมองทะลุกระจกใสออกไปนอกอาคาร รถติดปีกสี่ที่นั่งเพิ่งบินโฉบผ่านไปหมาดๆ เห็นแล้วหวนคิดถึงอิสรภาพของตนเอง บางทีการหนีอาจจะล้มเหลวแต่การอยู่ที่นี่โดยไร้ซึ่งสัญชาติก็หมดอนาคตไม่ต่างกัน  

            “จะดีเหรอ งานท่านก็เยอะอยู่แล้วนะ...”เสียงหนึ่งพูดขึ้น แหลมสูงเกินกว่าจะเป็นของไมตรี นับเป็นประโยคแรก ๆ ที่เธอคุยกับผมเรื่องอื่นที่ไม่ใช่งานตั้งแต่จุดแตกหักปกติจะเดินสวนกับผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ยกเว้นเรื่องงานข่าว เธอเคยตรงรี่มาหาผมที่ห้องพักพนักงานเพื่อถามว่าต้องไปสัมภาษณ์ใครเพิ่มอีกไหม หลังจากที่ผมสรุปข่าวผลการเลือก ป.ป.ช. ชุดใหม่นับว่าเธอมีทักษะการแยกงานจากความรู้สึกส่วนตัวได้ดี

            หญิงสาวสบตาผมแน่วนิ่ง ดวงตาคู่นั้นฉายแววจริงจังระคนเป็นห่วง“...ในเวลาว่างท่านอาจจะมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าที่ต้องทำรึเปล่า”

            ผมตั้งตัวไม่ทันเลยพูดอะไรไม่ออก ประโยคกำกวมนั้นอาจจะสื่อถึงการรณรงค์เรื่องกฎหมายประชาคมโลกฝืนทำได้แค่วันเดียวก็เลิกไป เพราะผลตอบรับแย่เกินคาด กลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาให้คนในบริษัทแทนจู่ ๆ คนเงียบขรึมแบบผมก็ชวนคนอื่นคุยการเมืองเป็นตุเป็นตะ เป็นใครก็ต้องสงสัย ทว่าตอนนี้มันเป็นความหวังลมๆ แล้ง ๆ ไปแล้ว รมต.ไกรลพอาจจะไม่หลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ ผลการโหวตญัตติไม่ไว้วางใจของสส. ในสภาก็ไม่ได้สูสีคู่คี่พร้อมพลิกผันได้ทุกเมื่อเขาได้รับการคะแนนเสียงไว้วางใจทิ้งห่างอีกฝ่ายตั้ง 30 คะแนนผลการโหวตของคนทั้งประเทศก็คงไม่ต่างกัน

            อีกอย่างตอนนี้หญิงสาวก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผมอีกไม่จำเป็นต้องฟังคำเตือนของเธอ

            “เราทำได้” ผมยืดอกบอกเธอแล้ว หันไปยืนยันกับชายศีรษะล้านอีกครั้ง

            “เราทำได้ มั่นใจ ทำไหวแน่นอน”ผมไอติดกันสองครั้ง สงสัยจะพูดเร็วเกินไป จึงปรับให้ช้าลง “ท่านจะให้เราทำอะไรต่อ”

            “กิน ๆ นอน ๆ ใช้ชีวิต ทำงานตามเดิมไปก่อน เดี๋ยวเราจัดการหาวิธีดึงท่านเข้ามาเป็นพวกเราเอง” ไมตรีกระแอมครั้งหนึ่งแล้วหันไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะยกจิบให้ชุ่มคอเดาว่าเป็นอเมริกาโน่ไม่หวานเพราะเป็นสีดำ

            “ขอไปถาม‘ปณิธิ’ กับ ‘นาดียะห์’ ก่อนนะ”หัวหน้าพูดถึงชื่อเพื่อนบรรณาธิการที่อยู่ฝ่ายข่าวอาชญากรรม กับเศรษฐกิจผมไม่เชื่อคำเตือนที่บอกว่าทั้งสองคนไม่ได้ใจดีเท่าไมตรี

            “ขอบคุณมากครับ” ผมไหว้หัวหน้าโดยอัตโนมัติ

            “ถ้าได้คำตอบจะรีบมาบอกท่าน ขอเวลาสักหนึ่งสัปดาห์”ไมตรีพูดปิดท้าย ผมขอตัวออกมาหลังจากหมดธุระ ยิ้มให้อิสราก่อนจากกันในขณะที่อีกฝ่ายตอบรับแค่พยักใบหน้าอันบึ้งตึงของเธอแค่ครั้งเดียว

            การตัดสินใจในครั้งนี้คงหวนกลับไม่ได้อีก

            ผมถอนใจขณะยืนหน้าห้องไมตรีแล้วก็ขึ้นชั้นห้าไปทำงานต่อ ขณะนั้นผมไม่ตระหนักรู้เลยว่าตนเองตัดสินผิดถนัดจนกระทั่งเย็นวันรุ่งขึ้น

            --------------------

     

            “เราจะปิดท้ายการประชุมสภาวันนี้ด้วยผลการออกเสียงประชามติสำหรับญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณไกรลพเครือดาราพิภพ รมว.มหาดไทย ที่ค้างไว้ตั้งแต่การประชุมเมื่อสี่วันก่อน”

            เสียงประธานพูดขึ้น รอบนี้เอไอเลือกใช้ใบหน้าผู้หญิงผมยาวสีทองจมูกโด่งในชุดสูทเรียบร้อยผมนั่งดูหน้าจออย่างใจจดจ่อ ภาพตารางสรุปการนับคะแนนปรากฏบนเวที

     

    การออกเสียงประชามติไม่ไว้วางใจ ไกรลพ เครือดาราพิภพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    เห็นชอบ (ไม่ไว้วางใจ) 18,591,696 คะแนน 72.30%

    ไม่เห็นชอบ (ไว้วางใจ) 6,570,095 คะแนน 25.55%

    งดออกเสียง 552,865 คะแนน 2.15%

    คะแนนเสียงทั้งหมด 25,714,656 คะแนน 100.00%

    อัตราการลงคะแนน 94.40%*

    จำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน 27,240,101 คน

    *หมายเหตุหากลงคะแนนไม่สำเร็จตามขั้นตอน เช่น ตอบคำถามคัดกรองไม่ผ่านมีปัญหาทางระบบกดยืนยันไม่สำเร็จ เป็นต้น จะถือว่าไม่ลงคะแนน

     

            “เป็นไปได้ไงวะเนี่ย” ผมอุทานอ้าปากค้าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สส. เกินครึ่งสภารับรองให้ชายผู้นี้ได้อยู่ทำงานต่อที่ผ่านมาตลอดสามสี่วัน ตารางงานเขาก็แน่นเอี๊ยด ทั้งที่ขยันขันแข็ง ไม่ได้ว่างเว้นหยุดพักทำใจทว่าประชาชนกว่า 70% กลับไม่ไว้วางใจเขาเสียงซุบซิบในสภาดังจนเล็ดลอดออกมาทางจอภาพ ทุกคนคงประหลาดใจไม่ต่างกัน

            ในยุคของผมไม่มีทางเอาผู้นำฝ่ายบริหารออกได้ด้วยกระบวนการนี้เพราะ สส. เสียงข้างมากเป็นฝ่ายรัฐบาล คาดเดาผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า งงว่าจะโหวตให้เสียเวลาทำไมขณะที่ในยุคนี้นักการเมืองฝ่ายบริหารอยู่บนความไว้วางใจของประชาชนโดยตรงไม่ใช่ตัวแทน เหมือนที่ธรณีเคยบอกว่าตัวแทนไม่เท่ากับประชาชน สาเหตุที่ต้องหยั่งเสียงสส. ก่อนเพื่อการตรวจสอบรายบุคคล ว่า สส. ที่เลือกยังมีอุดมการณ์ตรงกับเราหรือไม่อย่างกรณีนี้จะมีศัพท์เรียกว่า ‘เสียงไม่สะท้อน’หากเกิดบ่อยครั้งจะนำไปสู่การยุบสภา ธรณีเล่าว่าเคยมี รมต. ที่ชิงลาออกไปก่อนโดนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องข้อครหาพัวพันกับการทุจริตสุดท้ายก็หนีไม่พ้น โดน ป.ป.ช. ตามไปไต่สวน และโดนโอจีดีเพื่อตัดคะแนนการเมืองอยู่ดี

            “ได้ข้อสรุปแล้วว่า รมต.ไกรลพต้องหยุดปฏิบัติงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโดยจะมีคุณอมร เอมิล รมช.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก่อน จนกว่าจะได้ตัว รมต. คนใหม่ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในสิบวัน”ภาพสามมิติของประธานกล่าวอย่างรวบรัดก่อนปิดประชุม ภาพตัดไปที่ไกรลพซึ่งชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนโค้งคำนับให้ประธาน แล้วเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย พลางโบกมือให้กับเหล่า สส.โดยปราศจากท่าทางตื่นกลัวแม้แต่น้อยเกิดเป็นนักการเมืองในยุคนี้คงฝึกฝนรับสภาพแรงกดดันมหาศาลของการตรวจสอบที่เข้มข้นมาอย่างดีแล้ว

            แทนที่จะดีใจ ผมกลับนิ่งอั้นไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป การรณรงค์เลือกลุงของธรณีก็หยุดมาสักพักขืนกลับไปทำอีกจะดูน่าสงสัย แถมยังเสนอตัวทำงานพิเศษให้ซัมนิวส์ไปแล้วด้วยทำไมชีวิตผมต้องมาเจออะไรวุ่นวายแบบนี้

            { ผมเปิดแอปมายไดอะรีเพื่อค้นหากระบวนการคัดเลือกคนมาดำรงตำแหน่งนี้ต่อแต่ก็ไม่เจอว่าเคยบันทึกไว้ จึงถามไอรินโดยตรง

            “หาก รมต.คนใดพ้นจากตำแหน่ง ต้องมีการเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งใหม่ด้วยระบบเลือกตั้งพีไอเอส ทั้งนี้ผู้สมัครสามารถมาได้จากทั้ง สส. ในสภา และจากการสมัครของบุคคลภายนอกซึ่งรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ รมต. ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ได้เฉพาะกรณีนี้ หากเป็นกรณีทดแทนตำแหน่งรมว. กระทรวงใด ผู้สมัครจำเป็นต้องกำหนดเคโอไอของกระทรวงที่รับผิดชอบให้แล้วเสร็จก่อนวันคัดเลือก...”ไอรินอธิบายยืดยาว ประโยคสุดท้ายสื่อว่า ผู้สมัครจำเป็นต้องเจรจากับปลัดกระทรวงและนายกรัฐมนตรี ถึงความเป็นไปได้ของนโยบายให้เรียบร้อยเพราะหากได้รับตำแหน่งก็จะปรับตัวชี้วัดผลลัพธ์ไม่ได้อีกซึ่งแตกต่างจากตอนจัดตั้งรัฐบาลที่มักจะคัดเลือกคนก่อนแล้วค่อยหาจุดร่วมเคโอไอ แล้วให้ประชาชนประชามติเห็นชอบในตอนจบ

            ผมฟังไอรินเล่าต่อขั้นตอนยุ่งยากกว่ายุคผมพอควร ในอดีตพรรคอันดับหนึ่งก็จะรวมเสียงเลือกนายกแบ่งเก้าอี้ รมต. จัดตั้ง ครม. แล้วค่อยมาแถลงนโยบายต่อสภา ถ้าไม่ตรงกับที่หาเสียงไว้ก็จะอ้างว่าพรรคอื่นไม่เห็นด้วยหากทั้งวาระทำตามนโยบายไม่ได้ ก็อ้างว่าติดข้อกฎหมายโน่นนี่ แต่ในปัจจุบันคำสัญญาด้วยลมปากที่ให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไปประชาชนต้องการความรับผิดชอบทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมมากกว่าเสียคะแนนตอนเลือกตั้งในอีกสี่ปีข้างหน้าสมมุติว่าคุณประคองนโยบายไปตลอดรอดฝั่งให้ผ่านจุดเช็กพ็อยนต์ทั้งห้าของเคโอไอไม่ได้คุณก็จะโดนสอยร่วงจากตำแหน่งได้ทุกเมื่อ ไกรลพอุตส่าห์ทำผลงานได้ดีมาตลอด แต่ก็หลุดพ้นด้วยกระบวนการอื่นอยู่ดีถ้าในอดีตศาลรัฐธรรมนูญลงโทษขับนักการเมืองด้วยความผิดทางจริยธรรมฉันใด ปัจจุบันประชาชนก็ลงโทษขับพวกเขาด้วยความไม่พอใจได้ฉันนั้นไม่ว่าจะผ่านการตัดคะแนนการเมือง หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบที่ รมต. หนุ่มผู้โชคร้ายโดนจับขึ้นเขียง}

            ช่างมันเถอะเรื่องผ่านมาแล้ว ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป ผมตรึกตรองทางเลือกของตนเองวนไปวนมาจนได้ข้อสรุปเมื่อโอกาสหลุดลอยมาก็ควรไขว่คว้าไว้ มิฉะนั้นจะนึกเสียใจในภายหลัง

            ต้องทำยังไงก็ได้ให้ปิติวัฒน์ชนะเลือกตั้ง

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499