ตอนที่หนึ่งร้อยห้าสิบสาม ความน่าเชื่อถือในองค์กร
ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
เราควรจะสงสัยว่า
ทำไมเราต้องเชื่อถือคำพูดบนนั้นด้วย?
เราไม่เคยรู้จักมักจี่กันมา
ขุนนางใช่พ่อแม่หินแง่ใช่ตายาย
ทำไมเราต้องเชื่อคนที่เป็นพนักงานของรัฐมาบอกเราว่าธนบัตรนี้จะชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย?
เราเคยรู้จักกับพวกเขามองว่าพวกเขาน่าเชื่อถือหรือ?
หากเจ๊กฮงที่เรารู้จักบอกว่าจะใช้หนี้ให้เรายังพอเข้าใจได้
หรือหลวงพ่อโสมทำเหรียญเงินออกมาว่ามีมูลค่าหนึ่งพันเราก็พอจะเชื่อใจได้ว่าท่านคือพระผู้ทรงศีลไม่มุสา
เหรียญเงินมีมูลค่าหนึ่งพันจริง
ทุกคนสามารถยอมรับและใช้กันได้อย่างมีความสุข
แต่ทำไมเราถึงเชื่อสิ่งที่เขียนอยู่บนธนบัตรว่าเป็นความจริง?
เราเชื่อใจคนที่เขียนหรือองค์กรนั้นๆแม้เราจะไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลยใช่ไหม?
นั่นคือหลักการที่แท้จริงของ
Modern Money Theory
ทฤษฎีการเงินยุคใหม่
ว่าค่าเงินไม่ได้มาจากความเชื่อถือของทองคำที่เป็นหลักประกันแต่มาจากความน่าเชื่อถือในองค์กรInstitution นั้นๆ
การรวบรวมประชาชนไม่ได้ช่วยในเรื่องงบประมาณของรัฐแต่อย่างใด
พันล้าน หมื่นล้าน?
ช่วยอะไรได้กับประเทศที่ใช้งบประมาณนับแสนล้านหรือล้านล้าน?
หรือมีทองคำมาช่วยให้เท่าเทียมกับค่าเงินที่รัฐพิมพ์ออกมาได้ไหม?
มันมีสาเหตุอยู่ที่รัฐต่างๆยกเลิกการเอาทองคำเป็นหลักประกัน
เพราะการมีทองคำประกันคือการควบคุมจำนวที่รัฐจะพิมพธ์ธนบัตรออกมา
ซึ่งรัฐนั้นไม่ชอบให้ใครควบคุมเช่นนั้น
เงินเหรียญดิจิตัลในรูปแบบต่างๆจึงสร้างมาเพื่อด้วยข้ออ้างว่า
เราไม่พิมพ์เพิ่มอย่างไร้เหตุผล
หากมีเงินนี้ไว้เงินดิจิตัลที่ท่านถือครองจะยังมีคุณค่าอยู่เสมอ
มันเป็นเพียงแค่ถอยหลังลงคลองหากมองว่าการมีหลักประกันคือสิ่งสำคัญ
ค่าเงินบริษัท Company scrip ยังมีความน่าเชื่อถือมากกว่านั่นเองแต่รัฐก็เบรกไปตั้งแต่แรก
ไม่มีใครมีอำนาจออกค่าเงินได้นอกจากรัฐ
แผนการของผมก็ง่ายมาก
เลียนแบบอเมริกา
พยายามสร้างค่าเงินของบริษัทเป็นสื่อกลางให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มีคนคำนวณคร่าวๆว่าทุกครั้งที่มีการพิมพ์จำนวนเงินออกมา
อเมริกาจะได้ไปราวๆ 3% ของยอดเงินทั้งหมด
ผมคิดว่าผมไม่มีประสิทธิภาพขนาดนั้นต้องการประโยชน์แค่ราวๆ1% ก็พอแล้ว
หมายความวว่าหากผมออกค่าเงินบริษัทมา 10000 ผมได้กำไร 100 ก็เพียงพอแล้ว
“พวกเอ็งอยากซื้อของออะไรจากพระนครสั่งกับข้าได้และข้าจะไปซื้อของที่พระนครมาให้แป้งผัด ยกทรง เสื้อผ้าใหม่ ทุกอย่างสามารถสั่งซื้อกับข้าได้”
พวกลุกน้องคนงงานของผมยิ้มแย้มแจ่มใส
ยกมือไหว้ท่วมหัวกล่าวว่า
“ขอบคุณนายเจิดมากจ๊ะชั้นอยากลองพวกยากาแร็ตของพวกฝรั่งมานานแล้ว”
แต่ละคนคุยกันเซ็งแซ่ว่ามีใครอยากได้อะไรบ้าง
“ฮา หากของหายากต้องสั่งมาจากเมืองนอกก็คงจะต้องช้าหน่อยแต่พวกหมากพรู เสื้อผ้าน่ะ เอาไปฝากครอบครัวให้มีของดีดีใช้กันน่ะไม่เท่าไร เหล้าฝรั่งหายากต้องไปขอให้หิ้วมาจากเมืองนอกกัน”
ทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจไม่มีใครคิดอะไร
เพราะมองว่าคือเรื่องธรรมดา
จากการคำนวณของผมหากผมสามารถทำให้มีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนได้ประมาณ30000 ผมน่าจะได้กำไรประมาณ 300 ต่อเดือนล่ะมั้ง?
นี่ล่ะการทำงานหารายได้มันถึงต้องมีทุนมาก่อน
ไม่มีใครสามารถรวยได้เกินขีดจำกัดของตนเองหากไม่มีวิธีพิเศษ
และวิธีพิเศษที่ว่านั้นคือเป็นคนเก็บค่าต๋งในบ่อนขนาดใหญ่ที่เราเรียกมันว่าระบบเศรษฐกิจ
มันคือระบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเคลื่อนไหวหนี้
แต่ไม่ได้บอกสักคำว่ามันจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น