นางจึงยกยิ้มขึ้นน้อยๆ ก่อนเปล่งเสียงขึ้นทันใด “จวิ้นจู่ว่างแล้วค่อยพบกันนะเจ้าคะ!”
น้ำเสียงเยี่ยนเจาเจาอ่อนโยน ไม่ถ่อมตน ไม่โอหังไม่ได้คิดว่ากัวซีฉืออาจรู้ฐานะแล้วอวดดี ทั้งยังไม่ได้จงใจแสดงท่าทีอ่อนน้อมเพราะตัวตนหยวนชิงจ้าวเพียงหัวเราะเสียงแผ่ว
เจินเจินและอ้ายอ้ายทราบดีว่าจวิ้นจู่กัวซีฉือรับมือไม่ง่ายขณะที่เบิกตากว้างตั้งท่าจะดึงห้ามเยี่ยนเจาเจา ก็ได้ยินกัวซีฉือหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง“ได้ ข้าจะรอเจ้าว่าง ค่อยพบกัน”
แม้เยี่ยนเจาเจาจะยังไม่แน่ใจว่ากัวซีฉือรู้หรือไม่ว่าตนเป็นใครแต่ทัศนคติที่เท่าเทียมของกัวซีฉือก็ทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกชื่นชอบแล้ว
“เช่นนั้นวันนี้ข้าไปก่อนนะ ไว้ว่างค่อยเจอกันเจ้าค่ะ!”
เยี่ยนเจาเจาดึงเจินเจินและอ้ายอ้ายจากไปอย่างอารมณ์ดี
แต่ความปรารถนาของเยี่ยนเจาเจาไม่ได้เป็นจริงในเร็ววันนี้
การสอบเข้าชั้นเรียนส่วนตัวของผู้อาวุโสหยวนมู่ใกล้เข้ามาแล้วเยี่ยนเจาเจาไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นทำได้เพียงวางความคิดที่จะพบกัวซีฉือลงชั่วคราว
ปีนี้มาตรฐานของผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ยังคงเข้มงวด มีนักเรียนเพียงสิบอันดับแรกเท่านั้นที่ผ่านไปเข้าสอบได้ตามกฎเดิม
ไป๋ฝูฉวีก็เป็นหนึ่งในนั้น
ลำดับสอบเข้าชั้นเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่นั้นเป็นการสุ่มจับฉลากเดิมทีไป๋ฝูฉวีมั่นใจเต็มร้อย แต่เริ่มมากลับจับได้เลขสวย ต้องเข้าไปสอบคนแรกแล้ว
ผู้อาวุโสหยวนมู่ได้ยินเรื่องราวที่ไป๋ฝูฉวีก่อช่วงสองวันที่ผ่านมาแล้วจึงตำหนิไป๋ฝูฉวีไปเล็กน้อย
หากวางอคติลงผู้อาวุโสหยวนมู่ซึ่งพูดคุยกับเด็กคนนี้มากมายระหว่างการสอบก็มองออกว่าสตรีผู้นี้อายุน้อยก็จริง แต่ฉลาดเฉียบแหลม หากขัดเกลาสักหน่อย วันข้างหน้าอาจเป็นวัตถุล้ำค่าได้
ในฐานะที่ผู้อาวุโสหยวนมู่คือขุนนางขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้หญิงย่อมรู้ว่าองค์ฮ่องเต้หญิงเตรียมเปิดการสอบขุนนางหญิงหลังจากเรื่องฝูอ๋องสิ้นสุดลงถึงตอนนั้นไป๋ฝูฉวีที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาออกไปพอดี ไม่แน่ใจว่าจะทำการใหญ่ไม่ได้
แต่นิสัยหญิงสาวไม่ค่อยดีนักความคิดไม่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และคงไม่สนใจจะเป็นขุนนางแม้แต่น้อย
แม้ผู้อาวุโสหยวนมู่จะชอบคนมีความสามารถแต่ตนกลับไม่มั่นใจว่าจะสามารถดึงไป๋ฝูฉวีกลับมายังเส้นทางที่ถูกต้องได้ ใจลังเลเป็นอย่างยิ่งจึงยับยั้งไว้ก่อนชั่วคราว เพียงบอกให้ไป๋ฝูฉวีกลับไปแล้วรอสามวันให้หลัง
ไป๋ฝูฉวีกลับเข้าใจผิดนางสัมผัสได้ว่าผู้อาวุโสหยวนมู่โปรดปรานตน จึงลอบยินดีอยู่ในใจพอเห็นผู้อาวุโสหยวนมู่บอกให้นางกลับไปรอ ก็คิดว่าตนประสบความสำเร็จแน่นอนและออกไปด้วยสีหน้าระรื่น
ตอนที่นางออกมาก็พบกับเยี่ยนเจาเจาพอดี
กระทั่งใบหน้านางเยี่ยนเจาเจายังคร้านจะมองนางไม่ได้คุยกับหนานหมิงเหอระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้นางเลยใช้เวลากับหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอกลับเหลือบมองไป๋ฝูฉวี แม้ไป๋ฝูฉวีจะรู้สึกว่าหนานหมิงเหอนั้นเป็นบุรุษเหนือใครทั้งรูปลักษณ์ภายนอกยังโดดเด่นที่สุดเท่าที่เคยเจอมาตอนนี้กลับรู้สึกว่าดวงตาขาวและดำของชายหนุ่มเยือกเย็นยิ่งนัก
ไป๋ฝูฉวีตัวสั่นเทา มิกล้าเอ่ยสิ่งใด แล้วจากไปอย่างรีบร้อน
เฉินเหลียนเอ๋อร์อยู่ด้านนอกลานเรือนของผู้อาวุโสหยวนมู่รอไป๋ฝูฉวีออกมา
อาจเพราะทั้งสองคนมีศัตรูคนเดียวกันอย่างเยี่ยนเจาเจาความสัมพันธ์จึงสนิทชิดเชื้อกันในทันใด ไปไหนไปกันทุกวัน ราวกับพี่หญิงน้องหญิง
เฉินเหลียนเอ๋อร์ต้อนรับไป๋ฝูฉวีออกมาเอ่ยถามไป๋ฝูฉวีอย่างคาดหวัง “การสอบวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ไป๋ฝูฉวียังไม่ทันเอ่ย ใบหน้าน่ารักก็ขึ้นสีแดงเรื่อ“พอใช้ได้น่ะ”
ไม่รู้ว่าพวกนางเป็น “พี่หญิงน้องหญิงรักใคร่กลมเกลียว”กันหรือเปล่า เฉินเหลียนเอ๋อร์เลยมองความยินดีในแววตาของไป๋ฝูฉวีออกเดาได้ว่าไป๋ฝูฉวีมั่นใจมาก
นางปากมาก เก็บอะไรไว้ไม่มิด ตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ฝูเอ๋อร์!เจ้ายอดเยี่ยมนัก! ไม่คาดคิดว่าในบรรดาพี่หญิงน้องหญิงของข้าจะมีนักเรียนหญิงที่เข้าตาเจ้าสำนักคนที่สอง!”
ไป๋ฝูฉวีรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าในมือปิดปากของเฉินเหลียนเอ๋อร์“เรื่องราวยังไม่มีวี่แวว ป่าวประกาศออกไปได้อย่างไรกัน”
น้ำเสียงนางอ่อนโยน กอปรกับใบหน้าเล็กแดงระเรื่อแลดูสวยสะคราญตาจริงๆ
เฉินเหลียนเอ๋อร์ดีใจเสียยิ่งกว่าตนได้รับเลือกจับมือไป๋ฝูฉวีเดินไปอีกฝั่งอย่างมีความสุข “ยังขาดวี่แววไปบ้างก็ถือว่ามีแล้ว ฝูเอ๋อร์ของข้าหลักแหลมเช่นนี้เหตุใดจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของเจ้าสำนักกัน!”
ไป๋ฝูฉวีเม้มริมฝีปากก่อนแย้มรอยยิ้มมองไปด้านข้างด้วยท่าทางจนใจ “เป็นพี่หญิงเหลียนเอ๋อร์ชมทั้งนั้น”
เยี่ยนเจาเจาอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินสิ่งนี้
ความจริงว่ากันตามอายุอย่างเดียว ก็ยังไม่รู้ว่าไป๋ฝูฉวีหรือเฉินเหลียนเอ๋อร์อายุมากกว่าแต่เพื่อแสดงท่าทีไร้เดียงสาและความอ่อนโยนของตัวเองออกมา ไป๋ฝูฉวีเห็นใครก็ชอบเรียกพี่หญิงเสียหมดทำเยี่ยนเจาเจารู้สึกรังเกียจนัก
ความจริงเฉินเหลียนเอ๋อร์สนใจเยี่ยนเจาเจาที่อยู่ด้านข้างตลอดเห็นนางเกาะติดหนานหมิงเหอราวกับน้ำตาลบิดเกลียว ก็อดเอ่ยอย่างเสียดสีออกมาไม่ได้ “ไม่รู้ว่าเหตุใดบางคนถึงรู้สึกว่าตนเองดีนักเอาแต่เกาะติดพี่ชายทั้งวี่ทั้งวัน ราวกับเด็กยังไม่หย่านม คนเช่นนี้หรือจะได้รับความโปรดปรานจากเจ้าสำนัก? หยวนชิงจ้าว หากเจ้ายังไม่หย่านมจริงๆไม่พาแม่นมจากที่จวนมาด้วยเลยเล่า!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์ชอบคุยโวแต่คาดไม่ถึงว่าทั้งเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอต่างก็ไม่สนใจนางสักคนปล่อยนางยืนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่ตรงนั้น
“ก็ได้ เจ้าไปพามาสิ หากเจ้าพามาได้จริงนับจากวันนี้ข้ายอมใช้แซ่เฉินเลย เฉินเหลียนเอ๋อร์มิใช่ว่าเจ้าริษยาที่คนเขามีพี่ชายสามารถเจอกันได้อย่างเปิดเผยหรือ? น่าเสียดาย พี่ชายแสนดีของเจ้าคงมาเจอเจ้าบ่อยๆ ไม่ได้ เจ้าเลยอิจฉาสินะหากเอาตัวเจ้าไปบ่มน้ำส้มสายชู ป่านนี้น่าจะได้เป็นไหแล้วแหละ”
นักเรียนสตรีคนหนึ่งถือม้วนตำราเจ็ดแปดม้วนเดินมาทางนี้ ร่างกายโงนเงนไปมาแต่ก็ยังไม่ลืมหัวเราะเยาะเฉินเหลียนเอ๋อร์ เห็นได้ชัดว่านางไม่ถูกชะตากับเฉินเหลียนเอ๋อร์สุดๆ
หลายวันมานี้เยี่ยนเจาเจาจำนักเรียกหญิงไม่กี่สิบคนในอาคารเหนือได้เกือบหมดแล้วย่อมรู้ว่านักเรียนหญิงตรงหน้านั้นเป็นใคร
ซ้ำร้าย นักเรียนหญิงเหล่านี้ล้วนมาจากตระกูลใหญ่โตมีฐานะ ไป๋ฝูฉวีเป็นคนเดียวที่เป็นสามัญชน
เหล่าคุณหนูชนชั้นสูงส่วนมากดูถูกพื้นหลังครอบครัวของไป๋ฝูฉวีทั้งยังรังเกียจท่าทางดัดจริตมากมารยาของไป๋ฝูฉวี เพียงไม่กี่วันก็แยกแยะถูกผิดได้ชัดเจน
ยกเว้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่หลงเชื่อคำหวานและการกระทำของไป๋ฝูฉวีในอาคารเหนือไม่มีใครชอบไป๋ฝูฉวีสักคน
และกัวซีฉือในฐานะศิษย์พี่หญิงใหญ่สมคำกล่าวขานของอาคารเหนือย่อมมีผู้ชื่นชอบจำนวนมาก
ไป๋ฝูฉวีตาบอดไปยั่วโทสะกัวซีฉือกัวซีฉือเกียจคร้านเกินกว่าจะพูดคุยกับนางแต่นั่นมิได้หมายความว่าเหล่าผู้คลั่งไคล้ในตัวพี่หญิงจะทนกับนิสัยเสแสร้งจอมปลอมนั่นได้
คนพูดก็เป็นผู้คลั่งไคล้อันดับหนึ่งของกัวซีฉือ ซ่งเสียวอวี่แม่นางจากสกุลซ่ง ตระกูลขุนนางแห่งอวิ๋นกุ้ย [1]
ซ่งเสียวอวี่เป็นคนขยันเล่าเรียน พยายามเจริญรอยตามกัวซีฉือศิษย์พี่หญิงใหญ่ของตน
ยิ่งเมื่อวานไป๋ฝูฉวีร่ำไห้กลางลานเรือนขณะที่นางกำลังทบทวนตำราเอะอะเสียงดังจนนางเสียสมาธิ ย่อมจงเกลียดจงชังไป๋ฝูฉวีแน่นอน
“เจ้า! ซ่งเสียวอวี่!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
คาดไม่ถึงว่าซ่งเสียวอวี่ไม่ยินดีจะพูดกับเฉินเหลียนเอ๋อร์แม้แต่น้อยรีบร้อนจากไปพร้อมตำราในมือ
เดิมทีสถานการณ์ในสำนักศึกษาของเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้แย่อย่างมากก็แค่ให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน แต่ตอนนี้นางติดตามไป๋ฝูฉวี และถือว่า“ทุกคนทราบกันดี” เมื่อคนอื่นกีดกันไป๋ฝูฉวี จึงได้กีดกันเฉินเหลียนเอ๋อร์ไปด้วยเช่นกัน
ในชีวิตก่อนเยี่ยนเจาเจาพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มามากมายในสถานศึกษาหลวงเมื่อจำนวนนักเรียนมีมาก ไร้ความเท่าเทียม ความคิดย่อมต่างกันออกไปเลยมักเกิดเหตุการณ์กีดกันแบ่งพรรคแบ่งพวกเพิ่มความมั่นใจได้ง่าย
มิใช่ว่านางใจจืดใจดำแต่เยี่ยนเจาเจาไม่ได้มีอารมณ์มาสนใจเรื่องความอยุติธรรมในใต้หล้า
ยิ่งไปกว่านั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ไม่รู้อะไรควรไม่ควรจับกลุ่มกับไป๋ฝูฉวีมากมารยา กระทำผิดกันเองยังมาตีหน้าน่าสงสาร จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนรังเกียจ
ตอนนี้ก็แค่เริ่มต้น ไป๋ฝูฉวีอาจจะยังไม่ตระหนักแต่เยี่ยนเจาเจาเคยอยู่สถานศึกษาหลวงมาก่อน และรู้เล่ห์กลต่างๆ ในสถานศึกษาพวกนี้ทั้งหมด
“วันเวลาดีๆ” ของไป๋ฝูฉวี อาจจะยังมาไม่ถึง
“ซ่งเสียวอวี่ เจ้าอย่าไปนะ!”
เฉินเหลียนเอ๋อร์ตามนางไปทันที ไป๋ฝูฉวีอยู่ตรงนี้คนเดียวก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้างจึงหมุนตัวตามไป
เดิมทีเยี่ยนเจาเจากำลังดูฉากสนุก แต่พอเห็นท่าทางของไป๋ฝูฉวีก็พบความผิดปกติด้วยเหตุผลบางอย่าง
ท่วงท่าและกิริยาของไป๋ฝูฉวีไม่เหมือนเด็กสาวที่มาจากตระกูลผู้ดี
ปกตินางเดินเชื่องช้ายังมองไม่ออกยามนี้นางเร่งรีบไล่ตามเฉินเหลียนเอ๋อร์ เลยเผลอเดินส่ายไปส่ายมาโดยไม่รู้ตัว
นั่นค่อนข้าง... คล้ายท่าทางของเหล่านางโลมนักแสดงงิ้วที่ไม่มีหน้ามีตา
ในอดีตเยี่ยนเจาเจาเคยรับผิดชอบคัดเลือกนางข้าหลวงคุณหนูบางคนก็ไม่รู้เอาความคิดมาจากไหนบางทีอาจจะอยากปรนนิบัติอยู่ข้างกายเหลียงอิน จึงคิดหาวิธีแหวกแนวเชิญนางคณิกาขายเรือนร่างในหอนางโลมให้มาสอนทักษะที่ไม่อาจแพร่งพราย
คุณหนูตระกูลใหญ่ดีๆ คนหนึ่งต่อให้เรียนกามศิลป์ในห้องหอเพียงเล็กน้อย ก็ยากจะลบร่องรอยในแต่ละย่างก้าวที่เดิน
เดินเช่นนี้ย่อมเหมือนปล่อยตัวปล่อยใจอย่างเลี่ยงไม่ได้มองเพียงแวบเดียว หมัวมัวชราสายตาเฉียบแหลมก็จำแนกออก แล้วตัดสิทธิ์ทันที
เยี่ยนเจาเจาครุ่นคิดอีกครั้ง ยามพบมารดาชราของไป๋ฝูฉวีก่อนหน้านี้มารดาไป๋ก็เดินส่ายไปส่ายมาเหมือนไม่มีกระดูกเช่นกัน
นี่มิใช่เลียนแบบตามหรอกหรือ?
เรื่องจำพวกนี้ตนเองคงไม่สังเกตแต่คนที่ผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อนย่อมเข้าใจในแวบแรกที่เห็น
พอเห็นเช่นนี้ เยี่ยนเจาเจาก็กระจ่างแล้ว
มิน่าเล่ามารดาไป๋ถึงได้ไร้อารยะที่แท้ก็ติดนิสัยมาจากสถานที่พรรค์นั้น แล้วยังเลี้ยงไป๋ฝูฉวีมาจนภายในบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความกลับกลอก เกรงว่าจะรักษาไม่ได้เสียแล้ว
เยี่ยนเจาเจาถอนสายตากลับมา ความสนใจลดฮวบลงไปมาก
สิ่งนี้เตือนเยี่ยนเจาเจาว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับไป๋ฝูฉวีตอนนี้ค่อนข้างแย่อยู่ห้องเดียวกับคนเช่นไป๋ฝูฉวีก็อดรู้สึกขนลุกขนพองไปทั่วร่างไม่ได้
ความจริงแล้วมีเรือนว่างมากมายในลานเรือนของหอพักสตรี เยี่ยนเจาเจาอยากเปลี่ยนห้องย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่
หากนางสามารถเอาชนะใจผู้อาวุโสหยวนมู่นางอาจได้อยู่เรือนเดี่ยวเหมือนอย่างกัวซีฉือ ซึ่งถือเป็น “สิทธิพิเศษ”สำหรับลูกศิษย์ที่ได้เข้าชั้นเรียนส่วนตัว
อย่างไรเสียบทเรียนของลูกศิษย์สายในก็เรียกได้ว่า “หนักหน่วง”?
ใช้สำนวนอธิบายก็คือ “ตื่นก่อนไก่ขัน นอนหลังสุนัข [2]”
ความยุ่งของลูกศิษย์ที่ได้เข้าชั้นเรียนส่วนตัวนั้นเกินคำบรรยายง่ายต่อการรบกวนเวลาพักผ่อนปกติของเพื่อนร่วมห้อง ดังนั้นจึงต้องอยู่ห้องเดี่ยว และเป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ทุกคนล้วนยอมรับ
เวลานี้ถึงลำดับการสอบของหนานหมิงเหอแล้วหนานหมิงเหอเดินเข้าไปในห้อง ตบมือเยี่ยนเจาเจาและยัดกระดาษข้อความเล็กๆแผ่นหนึ่งใส่มือเยี่ยนเจาเจาไว้ด้วย
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อวิ๋นกุ้ย หมายถึง ที่ราบในยูนนานและกุ้ยโจวอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
[2] ตื่นก่อนไก่ขัน นอนหลังสุนัข หมายถึงคนทำงานหนัก