หลังจากเคลียร์งานกับภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งเสร็จ เนตรที่พอจะมีเวลาว่างจึงกลับมาที่บ้าน
บ้านของอาคมยังเนืองแน่นด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะดารานักร้อง มาไม่เว้นแต่ละวัน
ชื่อเสียงของอาคมที่สั่งสมมานับสิบปียังขลังไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งคำบอกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ยังมีให้เห็นอีกเยอะ ไม่แปลกหากความนิยมยังอยู่ไม่ถดถอยไปไหน
“พ่อคะ หนูมีเรื่องจะคุยด้วย” กระทั่งพลบค่ำมาถึง เนตรถึงได้มีเวลาคุยกันตามลำพังประสาพ่อลูก
อาคมอยู่ในชุดสีขาว นั่งอยู่บนเรือนหลังใหญ่ ด้านหลังมีรูปปั้นกุมารทอง มีดหมอ เครื่องรางของขลัง กระดูกหน้าผากผีตายโหงที่เรียกว่าปั้นเหน่ง หนังหน้าของมนุษย์ผู้หญิงที่ถูกขึงตรึงไว้ตรงฝาผนัง ยังมีหนังกลองโบราณ ฟังว่าถลกออกมาจากผู้หญิงตายท้องกลมได้มาวันแรกเฮี้ยนหนักมาก ส่วนจริงเท็จเป็นอย่างไรคงมีแต่อาคมเองที่รู้
“ทำท่าทางจริงจังเชียว เรื่องอะไรล่ะ หรือว่าจะเรื่องของหนูปลายฝน” อาคมถามลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
ปลายฝนเองก็เคยมาที่บ้านหลังใหญ่ แต่ไม่ได้มาหาของดี แต่มาในฐานะเพื่อนของลูกสาว
อาคมยอมรับว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มีฝีมือทำอาหารระดับสูง แม้แต่แม่บ้านในครัวเรือนใหญ่ก็ไม่สามารถเทียบได้ เป็นเด็กดีที่มีอนาคตไกล
“ไม่ใช่ค่ะ เรื่องของคุณเจมส์ต่างหาก” เนตรส่ายหน้า ตามด้วยกล่าว
“เรื่องของเจมส์...?” อาคมขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง
เขารู้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนลูกสาวยุ่งมาก มีเรื่องเร่งด่วนให้จัดการคดีของเพื่อนรัก ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ทีมทนายมากฝีมือเดินทางไปพัทยาด้วย นอกจากนั้นยังมีลูกศิษย์ที่ฝึกมาเองกับมือ
แต่ทำไมวันนี้ถึงเกี่ยวกับเจมส์ได้?
“หรือลูกจะกังวลเรื่องที่บอดี้การ์ดของเขา เอาชนะคนของพ่อ”
อาคมได้ตรวจสอบสภาพของต่อแล้ว พบว่าค่อนข้างแย่ หากให้นอนโรงพยาบาลไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหายดีกลับมาเดินได้ เขาจึงใช้น้ำมันว่านปลุกเสกอย่างดีทาให้บอดี้การ์ดคนนี้ เชื่อว่าไม่ถึงเดือนกระดูกในร่างกายจะสมานกลับมาเป็นเหมือนเดิม
“พ่อคะ บอดี้การ์ดตัวเล็กๆ นั่นคิดว่าหนูจะสนใจเหรอคะ แค่ตัวตนเล็กๆ แต่กล้าสะเออะอยากมีที่ยืน หนูไม่สนใจหรอกค่ะ จะเป็นจะตายก็ชั่ง”
อาคมพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกสาว เป็นต่อเองที่หุนหันพลันแล่น เข้าไปท้าเจมส์ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า โดยไม่มองตัวเอง สุดท้ายสภาพจึงเป็นอย่างที่เห็น
อาคมไม่ถือโทษโกรธเจมส์ แค่มองว่าคนของตัวเองไร้ความสามารถ หยิ่งผยองกับคนที่ไม่ควรหยิ่ง
“แล้วถ้างั้นเรื่องอะไรล่ะ หรือว่าจะเรื่องประมูลทีวีดิจิตอลในอีก 4 เดือนข้างหน้า เจมส์รวบรวมเงินไม่ครบเหรอ”
ในสายตาของอาคม เจมส์ยังใหม่กับวงการเป็นอันมาก ก็ไม่แปลกหากต้องใช้เวลานานในการหาเงินเพื่อนำมาประมูล
เนตรหัวเราะว่า “ไม่ใช่ค่ะพ่อ เขามีเงินอยู่แล้วค่ะ นอกจากนั้นโครงงานที่เขากำลังจะทำเนี่ย ใช้เรือสำราญมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท คนแบบนี้เหรอคะจะไม่มีเงินประมูลช่องทีวี”
“ว่าไงนะ 1 หมื่นล้านเชียวเหรอลูก!” อาคมถึงกับตาโต ต่อให้ได้ฉายาว่าจอมขมังเวทย์ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้
“ใช่ค่ะ แล้วเจ้าของเรือก็คือเขาคนเดียว ไม่มีคนอื่น”
“นั่นมัน...”
“ฟังดูยิ่งใหญ่มากใช่ไหมคะ โดยคุณเจมส์เล่าว่า เขาจะทำที่นั่นเป็นโรงแรมใหญ่ มีห้องรับประทานอาหารระดับเชฟมิชลิน มีการละเล่นต่างๆ ในตอนกลางคืน มีสระน้ำ มีโซนพักผ่อน และมีโซนช้อปปิ้งขนาดใหญ่ราวกับห้างสรรพสินค้าในเมืองกรุงฯ
เนตรพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ ดูเหมือนว่าหล่อนจะสนใจโครงการนี้มาก อาคมแค่มองปราดเดียวก็เข้าใจลูกสาว
“เราสามารถลงทุนที่นั่นได้ไหม” อาคมถาม
เนตรพยักหน้า “ได้ค่ะ เราสามารถลงทุนได้ทุกอย่างที่นั่น ไม่ว่าพ่ออยากจะยกร้านอะไรไปขายในนั้นก็ได้หมด เพียงแต่ว่า...”
“ข้อแม้อะไร รีบๆ พูดมาสิลูก”
“ไม่สามารถขายอาหารหรือเครื่องดื่มได้ ในส่วนนี้ทางเรือจะเป็นผู้ผูกขาด ดังนั้นภายในเรือ จะมีแต่ห้องอาหารของคุณเจมส์ที่ปรุงโดยเชฟมิชลินสตาร์ ปลายฝนเท่านั้นค่ะ”
“โอ้...ปลายฝนจะทำงานที่นั่นเหรอ”
“ใช่ค่ะ เธอจะเข้าทำงานที่นั่น เป็นเชฟใหญ่ของเรือสำราญหรูหรา”
“ดีๆ ยังไงซะระดับอย่างหนูฝน ก็ไม่เหมาะกับร้านเล็กๆ หรอก”
เนตรพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสริมว่า “พ่อคะ เราสามารถนำเครื่องรางของขลังไปขายบนเรือได้ นอกจากนั้นหากพ่ออยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ สักยันต์บนเรือก็ได้นะคะ”
“นั่นสินะ อยู่แต่บ้านก็เบื่อเหมือนกัน แต่ว่าเรือลำใหญ่ขนาดนี้ มีใครบ้างไม่อยากลงทุน พื้นที่ภายในเรือแค่ไม่กี่ตารางวาก็คงแพงหูฉี่”
อาคมอาจไม่ใช่นักธุรกิจแบบก้องภพ แต่ก็ไม่ได้โง่ เขาคลุกคลีอยู่กับคนเหล่านั้นมานาน จึงมองเห็นเส้นกลในได้ไม่ยาก
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ยังไงซะคุณพ่อใช่จะมีแต่เงิน นอกจากนั้นเรายังได้ทำเลดี รับรองว่าใครผ่านไปผ่านมาต้องมองเห็นร้านของเราแล้วเข้าไปใช้บริการ”
“แสดงว่าลูก ได้ที่ทางมาแล้วสินะ” อาคมเดาได้ไม่ยาก
เนตรผงกศีรษะรับ “ใช่ค่ะ แต่เรื่องราคาต้องว่ากันอีกที ยังไงซะทุกอย่างก็คือธุรกิจ ต่อให้เป็นคนกันเองการค้าก็ต้องได้ผลกำไร”
อาคมเห็นด้วยกับลูกสาว
สมัยนี้ความไว้ใจกันเป็นเหมือนดาบสองคม เหมือนกับพี่น้องที่คลานตามก้นกันออกมา ปากบอกว่ารักกันจะเป็นจะตาย แต่พอพูดเรื่องมรดกต่างก็หันดาบเข้าใส่กัน แทงกันได้เพราะเงินทอง
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา เตรียมตัวให้พร้อมก็พอ ว่าแต่เขาบอกหรือเปล่าว่าจะเปิดประมูลเช่าพื้นที่ในเรือเมื่อไหร่ พ่อจะได้เตรียมตัวถูก”
อาคมมีทรัพย์สินนับไม่ถ้วน อาศัยแค่ขายเครื่องรางของขลังก็มีกินมีใช้ได้นับสิบปี นี่ยังไม่รวมถึงค่าครู ค่าสักยันต์ ค่าออกพื้นที่ไปดูบ้านว่าต้องสร้างแบบไหนเงินจะไหลมาเทมา ไหนจะค่าออกรายการ ฯลฯ
“ยังไม่เปิดเผยค่ะ แต่หนูว่าคงอีกไม่นาน เดี๋ยวจะถามยายฝนอีกทีแล้วกันค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราต้องได้ทำเลที่ดีที่สุด เข้าใจนะลูก”
“ค่ะพ่อ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงซะเขาก็สัญญากับหนูไว้แล้ว”
เนตรเผยรอยยิ้มกริ่ม
หลังจากคุยกับอาคมเสร็จหล่อนก็ดูปฏิทินว่าวันไหนว่างไม่ต้องทำงาน เผื่อจะได้ขับรถขึ้นไปพัทยา หายายฝนที่อยู่บนเรือ'เมจิกเชี่ยน'
....................
เจมส์ไม่คิดแช่อยู่ที่กรุงเทพฯ นาน พอทานข้าวกับคุณหญิงเสร็จก็เดินทางกลับ ด้วย'ประตูเจ็ดสายรุ้ง' มาโผล่ที่'เรือเมจิกเชี่ยน'
“เจ้านายกลับมาแล้ว” เดย์ทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
เจมส์พยักหน้าให้เธอหน่อยนึง ก่อนจะมองไปรอบๆ เรือ
“มองหาคุณปลายฝนเหรอคะ”
“ใช่ เธอไปไหนเหรอ”
สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้มีขนเต็มไปหมด เธอไม่ชอบสุนัขไม่มีทางแอบไปเล่นกับมันแน่ ข้อนี้ตัดไปได้เลย ส่วนที่เป็นไปได้มากที่สุดน่าจะเป็นห้องครัว ซึ่งเป็นส่วนที่เธอชอบมาก แต่อย่างใดก็ตามคำตอบของเดย์ทำให้การคาดเดาของเขาผิดไปหมด
“วันนี้เรือ'จอมเขมือบ'มาน่ะค่ะ คุณปลายฝนก็เลยขึ้นเรือไปด้วย ตอนนี้น่าจะอยู่ท่าเรือที่สัตหีบ กำลังย้ายปลาออกจากเรือไปทำลูกชิ้น คาดว่าอีกหลายชั่วโมงถึงจะกลับ”
“งั้นเหรอ”
ปลายฝนเป็นเชฟมิชลิน มีความสนใจในวัตถุดิบเป็นธรรมดา ดังนั้นพอเห็นเรือที่เต็มไปด้วยปลาแล่นเข้ามา อีกทั้งยังเป็นเรือของเจมส์ เธอจึงกล้าขอติดเรือไปด้วย
พอรู้ว่าเธออยู่ข้างนอกเขาก็กลับเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว หยิบสำเนาหนังสือออกมา แล้วเดินไปขึ้นเรือลำเล็กโดยมีเดย์เป็นคนขับ
“ที่นี่น่าจะได้...”
เจมส์ยืนอยู่ท้ายเรือ มือขวาถือสำเนาแผ่นหนึ่ง ก่อนจะเหยียดมือซ้ายออกไปหยิบของบางอย่างออกจากหน้ากระดาษ
แสงสีฟ้าพลันสว่างจ้าจนแสบตา มองเห็นเขานำเรือสีขาวลำหนึ่งออกมาจากกระดาษ เรือลำนั้นพอถูกวางไว้บนทะเลก็เกิดคลื่นสั่นไหวขนาดใหญ่ ทำเอาเรือ'AMERIA'โครงไปมา
'เรือธันเดอร์โบท ถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคในศตวรรษที่ 41 เป็นผลงานชิ้นเอกที่เต็มไปด้วยความหรูหรายิ่งใหญ่ที่เก็บรวบรวมไว้ในเรือสำราญ,
'ผลเสียด้านลบ หากคุณอาศัยอยู่บนเรือนานเกินสองวัน จะทำให้เกิดความลุ่มหลง ไม่อยากลงจากเรือ'
เจมส์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่เขามองไว้ในการทำโรงแรมกลางทะเล แต่ถ้าหากผลเสียด้านลบแย่เกินไปจะใช้ตัวเลือกอื่น แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นผลดีเกินคาดนะเนี่ย อย่างกับพวกกัญชาแน่ะ
จอดเรือเทียบกับเรือลำใหญ่ เจมส์เดินขี้นไปบนเรือไม่สิความจริงต้องบอกว่าปีนขึ้นไปต่างหาก ซึ่งความจริงเรือลำนี้มีลิฟต์ให้ผู้โดยสารใช้งาน แต่มันต้องเปิดสวิทช์ในโรงกลั่นไฟด้านในเสียก่อน ถึงจะใช้งานได้
เมื่อขึ้นมาได้แล้ว เจมส์พบกับด้านในที่ค่อนข้างมืด แต่กระนั้นแสงดวงจันทร์จากด้านนอกที่วาดผ่านเข้ามา ได้ทำให้เขาเห็นความหรูหราดังต้องมนต์สะกด
“เจ้านาย ดูเหมือนว่าโรงกลั่นไฟจะอยู่ที่นี่นะคะ”
เจมส์เดินเข้าไปข้างในกับเดย์ ไม่นานก็ถึงที่หมาย โรงกลั่นไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยอาศัยน้ำจากทะเลเป็นเชื้อเพลิง
“เริ่มล่ะนะ”
เจมส์เหยียดมือขวาออกไปสแกนลายนิ้วมือบันทึกความเป็นเจ้าของ ไม่กี่วินาทีถัดมา เครื่องยนต์ขนาดใหญ่เริ่มทำงาน เรือธันเดอร์โบทส์พลันตื่นจากการหลับใหล