ระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ

    ตอนที่ 43 ฉันพร้อมที่จะรับฟัง

                หลังจากที่จื่อซวานหมิงเรียนจบคาบ เฉินโจวที่เฝ้ารออยู่หน้าห้องเรียนก็รีบตรงเข้าไปรับเธอทันที เขาหยิบกระเป๋าถือจากมือของเธอมาถือไว้ แล้วพาเธอไปทานอาหารที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย

                ระหว่างมื้ออาหาร แม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก แต่แค่การที่เขาได้มองเห็นเธอนั่งอยู่ตรงหน้า ค่อย ๆ ตักอาหารเข้าปาก ก็ทำให้เฉินโจวรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

                จริง ๆ แล้ว ทุกครั้งที่เขาพาเธอมากินข้าว เขามักจะอาสาออกค่าอาหารให้เธอเสมอ แต่จื่อซวานหมิงก็ปฏิเสธทุกครั้ง และยืนยันจะจ่ายในส่วนของตัวเอง เฉินโจวก็ไม่ได้ขัดอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ

                เหมือนเช่นเคย หลังจากเลิกเรียนและพักทานอาหาร กลุ่มเพื่อนในทีมก็รวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ จนกระทั่งช่วงเย็น แต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับไปจัดการธุระของตัวเอง เหลือเพียงเฉินโจวกับจื่อซวานหมิงที่ยังอยู่ในห้องทำงานร่วมกัน

                เพื่อน ๆ ในกลุ่มก็เห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไม่มีใครเอ่ยแซวหรือพูดถึงอะไรอีก

                ในห้องทำงานที่เงียบสงบ เฉินโจวนั่งมองจื่อซวานหมิงที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือ สักพักเธอก็วางหนังสือลง แล้วหยิบสมุดขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง เฉินโจวที่เห็นภาพนี้เป็นประจำก็รู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่น

                แต่ในจังหวะนั้นเอง เขาก็นึกถึงภารกิจที่สามของระบบขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน สีหน้าเขาเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว

                แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของจื่อซวานหมิงดังขึ้นมาว่า “เฉินโจว... นายเป็นอะไรหรือเปล่า? เมื่อกี้ฉันเห็นนายนั่งทำหน้าเครียดนะ ถ้ามีปัญหาอะไร บอกได้นะ ฉันยินดีฟังเสมอ”

                เฉินโจวถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เขารู้สึกประหลาดใจ เพราะคิดว่าเขาเพิ่งเผลอทำหน้าเครียดไปแค่แวบเดียวเอง แต่เธอกลับสังเกตได้ทันที นั่นแสดงว่า... เธอก็คงมองเขาอยู่เหมือนกัน

                และที่สำคัญ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับเขาก่อนในห้องทำงานที่มีแค่สองคนแบบนี้

                เฉินโจวไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองยังไงดี มันเป็นความดีใจที่แทรกมาด้วยความตื่นเต้น ปนกับความสับสน และยังแอบอยากร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ อารมณ์ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันในหัวใจของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาไม่แน่ใจว่ามันคือความซาบซึ้ง หรืออะไรกันแน่

                แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขารู้สึก...อบอุ่นมากจริง ๆ

                หลังจากที่เฉินโจวได้สติกลับมา เขาก็เงยหน้าขึ้นมองจื่อซวานหมิง ซึ่งยังคงจ้องตามองเขาอยู่ ดวงตาทั้งสองสบกันอยู่ชั่วครู่ จนเฉินโจวตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย

                “จื่อซวานหมิง... ผมตอนนี้มีเรื่องที่กำลังกังวลอยู่จริง ๆ”

                เขาหยุดพูดชั่วครู่เพื่อมองดูเธออีกครั้ง แม้เธอจะไม่ได้พูดอะไรกลับมาในทันที แต่จากแววตาที่จ้องตอบกลับมา เขารับรู้ได้ว่าเธอกำลังตั้งใจฟัง และอยากรู้ว่าเรื่องกลุ้มใจของเขาคืออะไร

                เฉินโจวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดต่อ

                “ผมกำลังคิดอยากจะสร้างบอร์ดเกมขึ้นมาเกมหนึ่ง เป็นเกมใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่เงื่อนไขของมันซับซ้อนและยุ่งยากกว่าบอร์ดเกมทั่วไปมาก...”

                เขาเล่าความกังวลที่เก็บไว้ในใจออกมา แม้จะยังไม่รู้ว่าจื่อซวานหมิงจะช่วยเขาได้มากน้อยแค่ไหน แต่แค่เธอตั้งใจฟังด้วยความห่วงใย เขาก็ไม่อยากโกหกหรือปิดบังเธอแล้ว ต่อให้เธอช่วยไม่ได้เลย... แค่การที่เธออยู่ตรงนี้ คอยฟังอย่างตั้งใจ ก็มีค่ามากพอแล้วสำหรับเขา

                จื่อซวานหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาเธอดูครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “แล้วมันซับซ้อนกว่าบอร์ดเกมทั่วไปยังไงเหรอ? ถ้านายอยากเล่าต่อ ฉันพร้อมฟังนะ”

                เฉินโจวได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนหัวใจพองโตขึ้นทันที เขาแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แค่เธอไม่ได้พูดผ่าน ๆ แต่รับฟังเขาอย่างจริงจัง มันก็ทำให้เขาอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

                หลังจากทำใจให้สงบลง เขาก็เริ่มอธิบายต่อ

                “มันเป็นบอร์ดเกมที่เล่นเป็นทีม ทีมละสามคน เล่นได้สูงสุดสี่ทีม รวมแล้วก็สิบสองคน... นี่คือเซ็ตติ้งหลักที่ผมอยากให้เกมนี้เป็น มันอาจจะดูยุ่งยาก แต่ผมตั้งใจให้มันออกมาแบบนี้จริง ๆ”

                เขาหยุดพูดแล้วมองไปยังจื่อซวานหมิงที่กำลังทำหน้าครุ่นคิดอีกครั้ง สักพักเธอก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                “เฉินโจว... ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่านายพยายามจะออกแบบเซ็ตติ้งที่ดูซับซ้อนแบบนี้ไปเพื่ออะไร เพราะบอร์ดเกมทั่วไปส่วนใหญ่ก็จะเล่นแบบแข่งขันกันระหว่างผู้เล่นสองถึงสี่คน จะมีเล่นเป็นทีมบ้างก็จริง แต่ไม่บ่อยนัก”

                เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

                “ยังไงเดี๋ยวฉันจะลองไปหาข้อมูลเพิ่มให้นะ นายไม่ต้องกังวลมากนัก ถึงจะไม่มีเกมแบบนั้นอยู่จริง พวกเราก็สร้างมันขึ้นมาเองก็ได้... ถ้านายต้องการจริง ๆ”

                หลังจากได้ยินคำตอบของจื่อซวานหมิง เฉินโจวรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมากลางสมองวูบหนึ่ง ความรู้สึกนั้นทำให้เขาสติหลุดและสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ พอได้สติกลับมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าเธอจะรับฟังเขาด้วยความเป็นห่วง แถมยังพูดว่าจะหาข้อมูลมาให้ และพร้อมช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ

                นี่มัน... นี่มัน...

                เขาพูดออกไปด้วยเสียงสั่นเครือ

                “จื่อซวานหมิง... ผมขอบคุณคุณมากนะครับ”

                เขาอยากพูดอะไรอีกมากมายในตอนนี้ แต่สุดท้ายกลับพูดออกมาได้เพียงแค่นั้นเท่านั้น อารมณ์หลั่งไหลเกินกว่าจะควบคุมได้ เฮ้อ... เขาโกรธตัวเองเหลือเกินที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้มากกว่านี้

                จื่อซวานหมิงที่เห็นสีหน้าและน้ำเสียงของเขาก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาในใจ เป็นความรู้สึกที่เธอเองก็อธิบายไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร แต่ในเมื่อคิดไปก็ไม่อาจได้คำตอบ เธอจึงเลือกที่จะวางมันไว้ก่อนในตอนนี้

                หลังจากนั้น ทั้งสองก็พูดคุยกันถึงรายละเอียดเกี่ยวกับบอร์ดเกม จื่อซวานหมิงรับปากว่าจะช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงช่วงหัวค่ำ เฉินโจวจึงพาเธอไปส่งที่จุดจอดแท็กซี่เดิม พร้อมทำตามวิธีเดิมที่เขาใช้เพื่อความปลอดภัยของเธอ และในที่สุด เธอก็ส่งข้อความกลับมาว่า “ถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว”

                เฉินโจวเห็นข้อความก็รู้สึกโล่งใจ เขาคิดในใจว่า ถ้ามีเงินมากกว่านี้ก็คงจะซื้อรถไว้ขับไปส่งเธอเองเลยจะดีกว่า จะให้เธอนั่งแท็กซี่กับคนแปลกหน้าโดยไม่มีเขาคอยดูแลแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย

                หรือจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ดีนะ?

                แต่พอคิดดูแล้วก็ตัดสินใจว่าไม่ดีแน่นอน เวลานั่งมันไม่สบายเหมือนรถยนต์ ไหนจะต้องทนดมควันจากรถรอบข้าง ไหนจะต้องเจอแดดร้อน ๆ และถ้าฝนตกกลางทางล่ะ? เธออาจจะเปียกปอน แล้วถ้าเป็นหวัดขึ้นมาเพราะเขาพาเธอไปลำบากแบบนั้น เขาคงรับไม่ได้แน่

                อีกอย่าง ถ้าจะซื้อรถ เขาอยากจะจ่ายทีเดียวให้จบ ไม่อยากผ่อนต่อเดือนไปอีก 5-6 ปี เพราะเขาไม่อยากให้เรื่องเงินกลายมาเป็นภาระอีก

                เมื่อกลับถึงห้องพัก เฉินโจวก็นั่งมองข้อความของจื่อซวานหมิงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกดปิดจอไป เขาคิดถึงท่าทีของเธอในวันนี้... เธอดูเป็นห่วงเขาจริง ๆ มันแสดงว่าเธอไว้ใจเขาระดับหนึ่งแล้ว แม้เขาจะยังไม่แน่ใจว่าเธอรู้สึกกับเขาแบบไหนกันแน่ แต่เขาก็ไม่รีบร้อน

                เขาจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เธอลำบากใจแน่นอน เพราะถ้าเธอรู้สึกแย่หรือเครียดเพราะเรื่องนี้ เขาเองก็คงทนไม่ได้ที่จะเห็นเธอเป็นทุกข์

                เมื่อคิดเรื่องของจื่อซวานหมิงเสร็จ เฉินโจวก็กลับมานั่งคิดถึง “ภารกิจของระบบ” ในครั้งนี้ การที่ได้เล่าความกลุ้มใจให้เธอฟัง มันช่วยให้ใจเขาสงบลงมากทีเดียว แต่เขาก็รู้ว่าไม่อาจฝากความหวังไว้กับเธอเพียงฝ่ายเดียวได้

                คงถึงเวลาแล้วที่จะยกเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของกลุ่มในห้องทำงาน

                ตอนนี้งานเริ่มนิ่งแล้ว การแข่งขันคลิปที่สามกำลังจะเริ่ม ทุกคนก็มีประสบการณ์จากสองคลิปก่อนหน้านี้กันมาแล้ว ทำให้งานเริ่มเบาลงในหลายจุด อะไรที่ทำให้เร็วขึ้นได้ก็ทำ อะไรที่ตัดได้ก็ตัด ถ้าจุดไหนต้องจ้างคนเพิ่มเพื่อลดภาระทีม ก็ต้องยอมจ่าย เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า

                มีเงินก็ต้องรู้จักใช้เงินให้มันทำงานให้เรา เพื่อให้คุณภาพงานดีขึ้น และทีมงานก็ไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไป ขอแค่คนที่ควบคุมงานรู้จักบริหารจัดการ ทุกอย่างก็จะลงตัวได้

                เพราะแบบนี้... ก็ถึงเวลาที่ "ภารกิจที่สามของระบบ" ต้องเริ่มต้นอย่างจริงจังเสียที

                เขาหวังว่า... หลังจากที่ได้เล่าไอเดียหลักของเกมให้ทุกคนในกลุ่มฟัง พวกเขาจะมีไอเดียดี ๆ มาช่วยเติมเต็มและพัฒนาเกมนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างได้

                แน่นอน หลังจากออกแบบเสร็จ มันก็ยังต้องทดลองเล่นเพื่อดูว่าสมดุลไหม เล่นสนุกหรือเปล่า ต้องปรับตรงไหนอีกบ้าง

                แต่ถ้าจะทำแล้ว เขาก็จะทำให้ดีที่สุด จะไม่มีคำว่า “ทำแบบขอไปที” แน่นอน

                แม้ในตอนแรกที่เห็นภารกิจนี้เขาจะสติแตกจนบ่นระบบออกมารัว ๆ แต่ตอนนี้... เมื่อได้มาคิดดูดี ๆ แล้ว มันก็เป็นภารกิจที่ทั้งท้าทายและ... น่าสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว