หลังจากดื่มรังนกจากทิงเสวี่ยแล้ว หว่านซีก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและเอนกายลงบนตั่งหญิงงามนางกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่ทิงอวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“บอกมาเถิด เกิดอะไรขึ้นกันแน่ตั้งแต่กลับออกจากวังข้าก็เห็นเจ้ามีสีหน้าเลื่อนลอยแปลกๆ อย่างนี้มาสักพักแล้ว คงได้ยินข่าวอะไรมาใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทิงอวี่ก็แสดงสีหน้าทันทีว่า ‘รออยู่เป็นเวลานานแล้ว' ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วพูดว่า "เรียนชายารอง บ่าวได้ข่าวใหญ่มาจริงๆ เจ้าค่ะ”
หว่านซีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ ขยับนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยแล้วถามว่า "โอ้? ข่าวใหญ่หรือ ใช่จ้าวเจียซื่อลอบติดต่อกับผู้อยู่เบื้องหลังนางหรือไม่”
นับตั้งแต่ที่นางสังเกตว่ามีใครบางคนอยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อหว่านซีก็สั่งให้คนคอยจับตาดูอีกฝ่ายมาโดยตลอด แต่โชคไม่ดีแม้นางจะจับสายลับได้หลายคนแต่กลับไม่เคยสาวไปถึงตัวการได้เลยใครจะรู้ว่าเพียงจ้าวเจียซื่อเข้าไปในวังก็เผยเบาะแสออกมาอย่างง่ายดายเช่นนั้น
หากอีกฝ่ายคือผู้สูงศักดิ์ในวังจริงๆ ย่อมตอบโต้ได้ไม่ง่ายอย่างแน่นอนแต่ตราบใดที่ได้รู้ว่าใครคือคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะป้องกันหรือตอบโต้ก็สามารถกำหนดแผนการได้อย่างแน่นอน
"ชายารองเดาได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ จ้าวเจียซื่อไปพบนางกำนัลคนหนึ่งชื่ออวี้หลิวในตำหนักอี้คุนคงตั้งใจที่จะใช้นางเป็นผู้ส่งข่าว ตอนที่ทั้งสองคนพบกัน บังเอิญเสี่ยวเหลียงจื่อเห็นเข้าพอดีถึงแม้เขาจะไม่ได้ยินว่าพวกนางคุยอะไรกันแต่เขาก็ให้คนคอยตามอวี้หลิวเรียบร้อยแล้วอีกไม่นานเราคงได้รู้ว่าอวี้หลิวผู้นี้เป็นคนของผู้ใด”
ในเรือนหลัง การแก่งแย่งชิงดีเป็นเรื่องปกติแต่ละเรือนมีหนอนบ่อนไส้อยู่ไม่น้อยคนที่เก่งกาจก็สามารถเขี่ยหนอนเหล่านี้ให้อยู่นอกเรือนของตนได้เหมือนอย่างเช่นอี้เฟยส่วนคนที่ไร้ความสามารถ นอกจากจะไม่รู้ว่าคนทรยศข้างกายคือใครแล้ว อาจสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยซ้ำ
หว่านซีหัวเราะเบาๆ มองทิงอวี่ที่ยืนอยู่พลางเอ่ย"แน่นอนว่าต้องจับตาดูอวี้หลิวให้ดีระวังด้วยว่านางจะวางกับดักอะไรหรือไม่ คนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อนั้น จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เคยเผยตัวออกมาย่อมต้องเป็นคนที่มากเล่ห์ร้อยกลทั้งระวังรอบคอบอย่างมากแน่นอน หากคนเช่นนี้จู่ๆถูกพบได้ง่ายๆ เราก็ควรต้องพิจารณาตนเองเหมือนกันว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่กระทั่งเราพยายามหาตัวเขาแทบตาย สุดท้ายกลายเป็นเขาต้องมาหาเราเองเสียอย่างนั้น”
คนที่สามารถวางแผนการต่างๆ ได้ถึงเพียงนี้จะยินยอมพบกับนางกำนัลชั้นต่ำอย่างอวี้หลิวง่ายๆ ได้อย่างไร ในความคิดของหว่านซีคนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อผู้นี้คงละทิ้งนางไปแล้วด้วยซ้ำ!
ทิงอวี่พยักหน้าและพูดเห็นด้วย "ชายารองพูดถูก หากต้องการสืบให้แน่ขัดว่าเป็นผู้ใดคงต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้อีกหน่อย”
"ข้าไม่กลัวที่จะต้องสิ้นเปลืองความคิดแต่กลัวว่าเรื่องจะสำเร็จได้ง่ายเกินไปจนทำให้เราหลงระเริงกับมัน"คำพูดของหว่านซีไม่ได้เป็นเพียงคำที่เอ่ยลอยๆเท่านั้น คนที่ดำรงชีวิตในวังล้วนขึ้นชื่อในเรื่องการจัดการเรื่องราวต่างๆด้วยวิธีซับซ้อน "อีกอย่าง เมื่อเสี่ยวเหลียงจื่อเป็นคนรู้เรื่องนี้ดังนั้นให้เขารายงานเรื่องนี้ให้สวี่เอ้อร์ซีรู้ด้วย”
ทิงเสวี่ยใคร่ครวญตามคำพูดของผู้เป็นนาย ก่อนจะเข้าใจประเด็นสำคัญได้ในที่สุดนางพูดด้วยสีหน้ายินดีทันที "บ่าวจะรีบจัดการเรื่องนี้เจ้าค่ะ”
เป็นเช่นนั้นจริงๆ! พวกนางไม่มีเส้นสายในวัง แต่อี้เฟยนั้นย่อมมีหูตาของตนเองอย่างแน่นอนแม้ว่านี่จะเป็นเพียงเรื่องของบ่าวไพร่ชั้นต่ำที่ใช้ตำแหน่งของนางหาประโยชน์เล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อเรื่องเชื่อมโยงมาถึงเรือนหลังขององค์ชาย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตามก็จะกลายเป็นเรื่องสำคัญในสายตาของอี้เฟยทันที!
หว่านซีมองไปที่แผ่นหลังของทิงอวี่และเอนกายลงบนตั่งอีกครั้งดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มพลันผุดขึ้นที่มุมปากบางเบา
ในวัง เมื่อเสี่ยวเหลียงจื่อได้รับข้อความจากทิงอวี่เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของสวี่เอ้อซี หัวหน้าของตนเอง
เสี่ยวเหลียงจื่อยามนี้กำลังไปได้ดีในตำหนักอี้คุนแม้จะเทียบไม่ได้กับสวี่เอ้อซีที่เป็นถึงหัวหน้าขันทีในตำหนักแห่งนี้แต่เขาก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ชีวิตดำเนินต่อไปด้วยดีไม่ด้อยไปกว่าตอนที่เขายังคงอยู่รับใช้หว่านซีแต่อย่างใดกระนั้นเขาก็ยังจดจำน้ำใจของนางเอาไว้ในใจเสมอ
ในฐานะขันที เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวังก็จริง ยิ่งเป็นขันทีที่เคยรับใช้องค์ชายหรือพระสนมก็ยิ่งหาคนที่มีจุดจบที่ดีได้น้อยยิ่งยกเว้นเพียงไม่กี่คนที่รู้หลบหลีกเป็นเยี่ยมและในบรรดาบ่าวไพร่ที่เข้าวังในครั้งเดียวกับเขามีเพียงเสี่ยวเหลียงซื่อเท่านั้นที่ยังสามารถใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีตอนนี้ทุกคนต่างเรียกเขาว่าเหลียงกงกงเป็นเสียงเดียวกัน
"เสี่ยวเหลียงจื่อ เหตุใดจึงหน้าตาเศร้าสร้อยเช่นนี้เกิดปัญหาอะไรหรือ” เห็นเขาเดินเข้ามาหา สวี่เอ้อซีก็ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้หว่านซีเป็นที่โปรดปรานเสี่ยวเหลียงจื่อที่เคยเป็นข้ารับใช้นางมาก่อนก็ย่อมถูกหนุนขึ้นสูงตามไปด้วยเช่นกันแม้ว่าสวี่เอ้อซีจะได้รับความไว้วางใจจากอี้เฟยแต่เขาเองก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่ง จะเทียบกับชายารองได้เช่นไรแล้วเสี่ยวเหลียงจื่อเองก็เป็นคนที่มีความกตัญญูมากมารยาท ยังคงดูแลเขาอยู่เสมอดังนั้นตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถจัดการได้แล้วสวี่เอ้อซีย่อมยินดีที่จะดูแลส่งเสริมอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุดเช่นกัน
"อาจารย์ วันนี้ข้าน้อยเจอเรื่องหนึ่งมาครุ่นคิดอยู่นานก็คิดได้ว่าคงต้องขอคำปรึกษาจากท่าน”เสี่ยวเหลียงจื่อตีสีหน้าลำบากใจขณะมองสวี่เอ้อซี
"เกิดอะไรขึ้น" สวี่เอ้อซีเห็นเสี่ยวเหลียงจื่อซึ่งปกติเต็มไปด้วยไหวพริบเฉียบแหลมในยามนี้กลับมีสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่งยวดจึงบังเกิดความสนใจขึ้นมา
เห็นเขาให้ความสนใจตนเองเช่นนี้เสี่ยวเหลียงจื่อจึงเริ่มเล่าถึงการพบกันระหว่างจ้าวเจียซื่อและอวี้หลิวโดยละเอียดโดยเว้นไม่เล่าเรื่องที่เขารายงานหว่านซีไปก่อนหน้านี้แล้ว
“อาจารย์ ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร จึงมาขอคำแนะนำจากท่าน”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้วรอข้ารายงานต่อพระสนมก่อนค่อยตัดสินใจ” สวี่เอ้อซีหลุบเปลือกตาลงซ่อนประกายตาวาววับด้วยความดีใจเอาไว้มิดเม้น ในใจก็ลอบยินดีอย่างระงับไม่อยู่
ในฐานะหัวหน้าขันทีของตำหนักอี้คุนสวี่เอ้อซีจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากอี้เฟย อีกอย่างขันทีนั้นไม่เหมือนสาวใช้ที่อยู่กับผู้เป็นนายเสมอหากพวกเขาต้องการได้รับความโปรดปรานจากผู้เป็นนายทางเดียวที่จะทำได้ก็คือต้องไขว่คว้าด้วยความสามารถของตนเอง
หญิงงามยังสามารถถูกปลดออกจากวังได้เมื่ออายุมากขึ้นแต่ขันทีกลับต้องติดอยู่ในวังไปตลอดชีวิต ดังนั้นหากต้องการมีชีวิตที่ดีพวกเขาจะต้องได้รับความโปรดปรานจากเจ้านายมาไว้ในมือ
สวี่เอ้อซีคิดกลับไปกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่จะให้เสี่ยวเหลียงจื่อออกไปจากเรือน จากนั้นเขาก็ไปพบอี้เฟยและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด
เดิมทีอี้เฟยคิดว่า เมื่อนางพูดตักเตือนไปแล้วไม่ว่าจะเป็นต่งเอ้อซื่อหรือจ้าวเจียซื่อก็คงจะสงบเสงี่ยมลงบ้างอย่างน้อยสักช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ตอนนี้ดูไปแล้วคงมีแต่ต่งเอ้อซื่อพระชายาที่สงบลงแล้ว กลับกันจ้าวเจียซื่อซึ่งเป็นเพียงอนุชั้นต่ำ กลับเมินคำพูดนางไปอย่างสิ้นเชิง
"ดีมาก ช่างดีนัก จ้าวเจียซื่อผู้นี้ช่างดียิ่งนัก!"อี้เฟยโกรธจนหัวเราะออกมาดวงตาทั้งคู่ฉายแววเย็นเยียบ
“พระสนมพระทัยเย็นลงก่อนเถอะเพคะทุกอย่างย่อมต้องเอาสุขภาพของพระสนมมาก่อน” ฉีหมัวมัวเอ่ยปลอบเสียงเบา
“ใจเย็น? ฮึนางคนทรยศที่เป็นแค่สุนัขรับใช้นั่นยังไม่คู่ควรให้ข้าโกรธอีก?จ้าวเจียซื่อถึงกับทำเช่นนี้ หมายความว่านางคงไม่เห็นข้าในสายตาแน่แล้ว” ใบหน้าของอี้เฟยเคร่งเครียดแววตาเยือกเย็น ราวกับว่านางได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไปแล้วและกำลังรอที่จะให้บทเรียนแก่จ้าวเจียซื่อ
ฉีหมัวมัวซึ่งเดิมกังวลว่าอี้เฟยจะโกรธนางไปด้วยเมื่อเห็นว่าเรื่องไม่เป็นเช่นนั้นจึงเริ่มใช้ความคิดใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดอย่างรอบคอบก่อนพูด “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พระสนมคงไม่อาจปล่อยไปได้อีกรอเมื่อหาคนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อได้แล้วค่อยจับพวกนางทั้งหมดไปขังเสียองค์ชายเองก็จะได้ปลอดภัยด้วย”
เมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูด อี้เฟยก็มีสีหน้าอ่อนลงแม้ว่าความโกรธจะยังคุกรุ่นอยู่ไม่คลาย แต่นางกลับกังวลใจเกี่ยวกับอิ้นถังมากกว่า "หมัวมัวพูดถูก จ้าวเจียซื่อเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้นข้าจะปล่อยให้นางมาทำให้ข้าตกหลุมพรางไม่ได้”
สำหรับอี้เฟย การกำจัดจ้าวเจียซื่อนั้นง่ายเพียงเอ่ยปากเท่านั้นไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ไม่แตกต่าง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบร้อนทำ
สวี่เอ้อซีที่รออยู่ด้านข้าง มองดูการกระทำของฉีหมัวมัวอย่างเหม่อลอยเล็กน้อยทุกคนในตำหนักอี้คุนต่างบอกว่านอกจากอี้เฟยแล้ว อีกคนที่ห้ามทำให้ขุ่นเคืองอีกคนคือฉีหมัวมัวตอนนี้เมื่อได้เห็นกับตาว่าฉีหมัวมัวมีความสำคัญเพียงใดต่ออี้เฟยแล้วสวี่เอ้อซีจึงเพิ่งเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นในที่สุด เมื่อเขาเงยขึ้นมองฉีหมัวมัวอีกครั้งจึงมีเพียงความเคารพที่ฉายชัดในสีหน้า
อี้เฟยไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสวี่เอ้อซีนางหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนสั่งเสียงเบา "สวี่เอ้อซี ส่งคนไปจับตาดูอวี้หลิวข้าต้องการดูว่าใครอยู่เบื้องหลังนาง”
"พ่ะย่ะค่ะ" สวี่เอ้อซีถอยออกไป ในใจกระจ่างว่าทันทีที่อี้เฟยพยักหน้าวังหลังแห่งนี้ย่อมเกิดพายุเลือดอีกคราอย่างแน่นอน
ไม่มีใครในตำหนักอี้คุนที่ไม่รู้ว่าองค์ชายเก้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของอี้เฟยการทำร้ายองค์ชายเก้าก็เหมือนการทำร้ายดวงใจของอี้เฟยเช่นเดียวกัน
เรื่องราวหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่างง่ายดายมากขึ้นเมื่อมีคำสั่งจากอี้เฟย เสี่ยวเหลียงจื่อมองดูบรรยากาศโดยรอบที่ตึงเครียดขึ้นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมแผนการของหว่านซี ในตำหนักอี้คุนเขาก็ยังพอมีหน้ามีตาอยู่บ้างแต่ตำแหน่งเล็กน้อยนั้นไม่เอื้อให้เขาเคลื่อนไหวอะไรได้สะดวกนักแม้จะจับตาใครสักคนก็ยังอาจเป็นที่ผิดสังเกตได้ แต่หากเปลี่ยนเป็นอี้เฟยลงมือแทน เรื่องก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เมื่อหว่านซีได้รับข่าวจากเสี่ยวเหลียงจื่อนางพลันมองไปยังเรือนเถาหรันของจ้าวเจียซื่อก่อนคลี่ยิ้มเย็นชา
ชีวิตที่แล้วจ้าวเจียซื่ออาศัยว่าตนเองมาจากตำหนักอี้คุนจึงแอบอ้างบารมีของอี้เฟยเพื่อลงมือทำร้ายคนอื่นสตรีในเรือนหลังแทบจะไม่มีคนที่ไม่เคยถูกนางรังแกเอาเปรียบ ส่วนองค์ชายเก้านั้นยังคงต้องให้หน้าอี้เฟยอยู่บ้างทำให้จ้าวเจียซื่อได้หน้าไปด้วยไม่น้อย ตอนนี้กลับดียิ่งคนจากตำหนักอี้คุนกลับทรยศหักหลังไปเข้ากับคนอื่น ทั้งยังคิดร้ายกับคนในวังอีกไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร แต่อี้เฟยไม่มีทางยอมปล่อยนางไปอย่างแน่นอน
คนเราเกิดมาควรรู้จักประมาณตน ไม่มีใครเกิดมาเพื่อถูกหลอกลวงไม่มีใครที่เกิดมาเพื่อถูกใช้เป็นบันไดเหยียบย่ำจ้าวเจียซื่อไม่เคยเห็นค่าชีวิตคนอื่นว่าเป็นชีวิตมาก่อนหากตอนนี้นางจะต้องร่วงลงหุบเหว ก็ไม่ควรโทษที่ผู้อื่นจะเหยียบซ้ำลงไปแรงๆ
เหตุก่อเกิดผล ผลย่อมตามสนอง
จ้าวเจียซื่ออาจไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งนางจะต้องตายภายใต้แผนการของผู้อื่น
"ฮึ! ผู้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่หากไร้ซึ่งเมตตาแล้วผู้ใดจะยินยอมเสียสละชีวิตเพื่อเจ้ากัน จ้าวเจียซื่อ เมื่อถึงเวลาที่เจ้าถูกผู้อื่นเล่นงานจนตายเจ้าเองจะรู้สึกไม่พอใจเหมือนคนอื่นบ้างหรือไม่ เสียใจสักนิดหรือไม่”
หว่านซียืนอยู่หน้าหน้าต่าง มองไปยังท้องฟ้าสีครามไกลโพ้นมุมปากนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความคาดหวังที่ไม่อาจคาดเดาได้
เมื่อเห็นหว่านซียืนอยู่หน้าหน้าต่างไม่ขยับ ทิงจู๋ก็หันไปรอบตัวก่อนจะหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้นาง "ตอนกลางคืนมีลมแรง ร่างกายสำคัญที่สุด”
หว่านซีชำเลืองมองนาง ยิ้มแล้วถามว่า “องค์ชายกลับมาแล้วหรือไม่"
“ยังเจ้าค่ะ”ทิงจู๋ตอบเสียงเบา
หว่านซีพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยปากถามต่อ
หลังจากเหตุลอบสังหาร ฮ่องเต้ต้องการชดเชยจริงๆ กับองค์ชายสี่ยังไม่ต้องพูดถึงแต่กับอิ้นถังที่เคยเอ้อระเหยไปมา บัดนี้ฮ่องเต้กลับจัดการให้เขาเข้าไปอยู่ในกรมคลังในที่สุด
การทำเช่นนี้แฝงความหมายใดไว้เบื้องหลังยังไม่ต้องเอ่ยถึง แต่การให้ความใส่ใจต่ออิ้นถังเช่นนี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“องค์ชายทรงมีภารกิจรัดตัว บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดูแลไม่ทั่วถึง”หว่านซีถอนหายใจแผ่วเบา เมื่อนึกถึงความรักใคร่ที่อิ้นถังมีต่อคังซีแล้วนางก็หันมาหาทิงจู๋ก่อนออกคำสั่ง “ทิงจู๋ บอกในครัวให้เตรียมโจ๊กที่องค์ชายโปรดไว้เมื่อเขากลับมาถึงก็ให้คนยกเข้ามาได้เลย”
“เจ้าค่ะ”