บทที่ 56 แล้วแต่เสิ่นทิงหง
เยี่ยเสิ่นเหยียนถูกเสิ่นทิงหงด่าขนาดนั้นกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ ชายหนุ่มกับหัวเราะหน้าระรื่นอย่างมีความสุข
“เย็นนี้กินอะไรเหรอ” เยี่ยเสิ่นเหยียนมองไปที่ตะกร้าบนหลังเสิ่นทิงหง เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางกลับมามือเปล่า
“กิน กิน กิน คุณก็รู้จักแต่กิน” เสิ่นทิงหงกลอกตาแล้วเดินเข้าห้องครัวไป
“ปากไม่ตรงกับใจ” เยี่ยเสิ่นเหยียนจิตใจเบิกบาน
ว่าที่ภรรยาเขานั้นทำอาหารอร่อยมาก
หลังจากอยู่ด้วยกันมาสักระยะ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็รู้ใจตัวเองแล้ว เขาชอบเสิ่นทิงหงจริง ๆ ไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นว่าที่ภรรยาของเขา แต่เวลานี้เขาสนใจในความน่ารักน่าเอ็นดูกับท่าทางหัวเสียของเจ้าปีศาจน้อยคนนี้จริง ๆ
ต่อให้เสิ่นทิงหงเป็นปีศาจนางไม้ขึ้นมาจริง เขาก็คิดว่าตัวเองยังจะชอบเธออยู่ดี อย่างมากก็เป็นหนิงไฉ่เฉิน หรือไม่ก็สวี่เซียน หรือถ้าโชคดีหน่อยก็เป็นตงหย่ง
เยี่ยเสิ่นหยียนรู้ดีว่าอาการบาดเจ็บของตัวเองดีขึ้นจนเกือบจะหายดีแล้ว แต่ถ้าจะให้กลับไปที่กรมตอนนี้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจหาโอกาสเหมาะ ๆ เพื่อสารภาพความในใจกับเสิ่นทิงหงและดูว่าเธอคิดยังไง
ความจริงเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปที่กรม ก่อนหน้านี้เขาไม่มีใครให้ต้องเป็นห่วงเลยเข้ากรมไปโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว
ถ้าหากแม่สาวน้อยยินดีแต่งกับเขาละก็… ความคิดของเยี่ยเสิ่นเหยียนออกจะเห็นแก่ตัว ตอนอยู่ในกองทัพ เขาปฏิบัติภารกิจที่ได้รับโดยไม่สนใจชีวิต สะสมผลงานที่คนในกองทัพบางคนใช้เวลาสิบกว่าปีก็ยังทำไม่สำเร็จ
ได้รับบาดแผลทั้งเล็กทั้งใหญ่มาไม่น้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่สนใจสักนิด แต่ถ้าอีกหน่อยเขามีภรรยาและลูกแล้ว เขาก็ไม่ยินดีให้ภรรยาและลูกต้องรอคอยอยู่บ้านเพียงลำพัง และได้เจอกันเพียงปีละไม่กี่ครั้ง
ความโดดเดี่ยวแบบนั้น ตัวเองมีประสบการณ์ตรงมาตั้งแต่เล็ก เขาไม่อยากให้ภรรยาและลูกของเขาต้องแบกรับความรู้สึกแบบนั้นแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ว่าตอนนี้ยังมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนปวดหัวอย่างมากก็คือ เป็นไปได้ว่าแม่สาวน้อยไม่ได้ชอบเขา…
ทางห้องครัวนั้น ไม่นานก็มีควันลอยโขมงโฉงเฉง เยี่ยเสิ่นเหยียนพยุงตัวลุกขึ้นช้า ๆ ตอนนี้เขาสามารถเดินได้แล้ว หากแต่ยังขยับตัวได้ไม่มาก
ร่างกายฟื้นฟูมาถึงขั้นนี้ได้เขาก็พอใจมากแล้ว ตามที่ประเมินเอาไว้ตอนแรก อาการบาดเจ็บครั้งนี้อาจทำให้เขาต้องนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเป็นครึ่งปี แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของปีศาจน้อยรึเปล่า ถึงทำให้ตัวเองหายไวได้แบบนี้
แน่นอน เขาไม่คิดว่าปีศาจตัวน้อยจะเป็นห่วงสุขภาพของตนจริง ๆ เขารู้สึกว่าเธอคงอยากให้เขาหายไว ๆ จะได้จากไปไว ๆ มากกว่า
ครั้นคิดถึงตรงนี้ก็พลันยิ้มออกมา
เห็นเยี่ยเสิ่นเหยียนเดินเข้าประตูครัวมา เสิ่นทิงหงทำเพียงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วหันไปสนใจดูไฟและจัดการกับกีบหมูต่อ
“คุณไม่แปลกใจที่ผมเดินได้แล้วบ้างเหรอ” เยี่ยเสิ่นเหยียนถาม
“มีอะไรให้แปลกใจกัน ฉันว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรมากตั้งแต่แรกแล้วมากกว่า” เสิ่นทิงหงพูดจากนั้นชี้ไปที่เตา
“มาก่อไฟ!”
เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ได้อืดอาดยืดยาด กลับตรงไปนั่งลงที่หน้าเตาแล้วเริ่มก่อไฟทันที ส่วนเสิ่นทิงหงเริ่มตั้งใจจัดการกับขนบนกีบหมู
ทั้งคู่ต่างไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ให้ความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ตอนที่เสิ่นทิงเหวินกลับมาก็เห็นฉากนี้เข้า จึงเดินเข้าห้องของตัวเองไปอย่างเงียบ ๆ
ในเมื่อก่อนหน้านี้ยอมให้เสิ่นทิงหงกับเยี่ยเสิ่นเหยียนหมั้นหมายกัน นั่นก็เท่ากับว่าคนบ้านเสิ่นพอใจในตัวเขา ถึงเสิ่นทิงเหวินยังไม่เคยอยู่ร่วมกับคู่ครองมาก่อน แต่สายตาในการมองคนยังพอมีอยู่
ไม่นานเสิ่นต้าเฉียงและคนอื่น ๆ ก็กลับมา ตอนนี้เวลาเสิ่นทิงหงทำอาหารก็ทำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงหน้าเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ผลินี้
เธอรู้ดีว่าพวกเขาต่างก็เหนื่อยกันมาก ดังนั้นจึงเตรียมกับข้าวไว้ให้พร้อมรอพวกเขากลับมา กินข้าวเสร็จจะได้ไปพักผ่อนกัน
“วันนี้ทำอะไรน่ากินออกมาบ้าง” หลิวเยว่ถามขึ้นขณะเดินเข้ามาที่ห้องครัว
“วันนี้เข้าไปที่ตำบลมาค่ะ พอเห็นว่ามีกีบหมูขาย แถมไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อด้วย เลยซื้อกลับมาค่ะ”
ของที่หัวหน้าเอามาให้เยี่ยเสิ่นเหยียนเมื่อคราวก่อนนั้นหมดไปนานแล้ว ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงออกไปหากีบหมูกลับมา
ความจริงแล้วไม่ถึงกับว่าจะซื้อเนื้อกลับมาโดยตรงไม่ได้ แต่ที่บ้านยังมีเนื้อหมูป่าที่ยังกินไม่หมดอยู่ จึงไม่ได้เอาเนื้อออกมา
หลิวเยว่พยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองเยี่ยเสิ่นเหยียน
“เสี่ยวเยี่ยเดินได้แล้วเหรอ”
“ครับ อาสะใภ้หลิว ระยะนี้ต้องขอบคุณพวกคุณที่คอยช่วยดูแลผมนะครับ วันนี้ผมลองเดิน ๆ ดูแล้วไม่มีปัญหาอะไร” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดขึ้น
“ดีแล้ว!” หลิวเยว่รู้สึกดีใจมากจริง ๆ ยังไงเขาก็เป็นว่าที่ลูกเขยของตัวเอง ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ คนที่ต้องลำบากก็คือลูกสาวเธอเอง
วันนี้เสิ่นทิงหงตุ๋นกีบหมูด้วยถั่วลิสง น้ำแกงมีสีออกแดง ๆ แต่พอดมดูแล้วกลับมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ
เวลาทำน้ำแกงเธอไม่ชอบใส่เครื่องปรุงเยอะเกินไป ดื่มน้ำแกงควรดื่มให้ได้รสชาติดั้งเดิมของมัน เธอเลยใส่แค่เกลือลงไปนิดหน่อยกับผงไก่สกัดอีกเล็กน้อยเพื่อดึงรสชาติ
แน่นอนว่าใส่ผงไก่สกัดลงไปตอนที่เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ทันมอง
พวกเขาทุกคนชอบกินเผ็ด เธอเลยทำน้ำพริกออกมาอีกสองสามอย่างที่มีส่วนผสมเยอะขึ้นนิดหน่อย
น้ำแกงกีบหมูสิ่งกลิ่นหอมฉุย น้ำจากบ่อในห้วงมิติบวกกับกลิ่นถ่านที่ช่วยดึงความหอมออกมา
หอม…
หอมมาก…
หอมสุด ๆ…
หลิวเยว่อดที่จะชื่นชมฝีมือการเข้าครัวของลูกสาวไม่ได้ “ตอนนี้ฝีมือทำอาหารของนีเอ๋อร์เราดีขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ”
ทุกครั้งก่อนกินข้าวต้องถูกพวกเขายกยอสักรอบ ถึงเสิ่นทิงหงจะชินแล้ว แต่ก็อดรู้สึกละอายอยู่นิดหน่อยไม่ได้
ตุ๋นน้ำแกงนั้นง่ายดาย โดยเฉพาะน้ำแกงรสดั้งเดิม ขอแค่รู้จักจัดการกับเวลาและลำดับในการใส่วัตถุดิบเครื่องปรุง บวกกับน้ำที่ได้จากบ่อในห้วงมิติ ยากมากที่จะทำออกมาไม่อร่อย
เครื่องปรุงอื่น ๆ มีเยอะขนาดนั้น เป็นไปได้ยากที่จะไม่อร่อย
ทุกคนรู้สึกดีใจที่รู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนสามารถเดินเบา ๆ ได้แล้ว เพียงแต่ไม่สามารถออกกำลังหนัก ๆ หรือเดินนาน ๆ ได้
เสิ่นต้าเฉียงที่นิ่งเงียบอยู่ ถามขึ้นมาหลังจากนั้น
“เสี่ยวเยี่ย คุณวางแผนว่าจะทำยังไงต่อไป จะกลับเข้ากองทัพไหม”
เสิ่นต้าเฉียงรู้ดีว่าถามออกไปแบบนี้ไม่ค่อยดี เพราะเหมือนกับว่ากำลังกดดันเขาอยู่ แต่ว่าเขาต้องทำตัวเป็นคนเห็นแก่ตัว เขาเป็นแค่พ่อธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เขาไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งต่อไปเยี่ยเสิ่นเหยียนจะเกิดเรื่องคล้าย ๆ กันแบบนี้ขึ้นมาอีกหรือเปล่า
ครั้งนี้เขาหายแล้ว แล้วถ้าครั้งต่อไป?
เยี่ยเสิ่นเหยียนยิ้มออกมา “เรื่องนี้ต้องแล้วแต่เสิ่นทิงหงครับ”
“แค่ก แค่ก…แค่ก!” เสิ่นทิงหงสำลักน้ำแกง กว่าจะกลืนลงไปได้อย่างยากลำบาก
“เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย”
“เจ้าเด็กนี่ พูดอะไรอย่างนั้น” หลิวเยว่ฟังความหมายของชายหนุ่มออก เดิมทีเห็นเขาพูดออกมาแบบนี้ก็ดีใจอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาลูกสาวตัวเองจะพูดประโยคน่าตกใจออกมา
“ลูกกับเยี่ยเสิ่นเหยียนหมั้นหมายกันแล้ว ลูกพูดว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองได้ไง”
สั่งสอนลูกสาวตัวเองเสร็จ หลิวเยว่ก็หันมาพูดกับเยี่ยเสิ่นเหยียน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
“เสี่ยวเยี่ย คุณพูดต่อเถอะ เด็กนี่ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก”
ท่าทีเยี่ยเสิ่นเหยียนเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ผมพูดจริงครับ แล้วแต่เสิ่นทิงหงเลย ถ้าเธอไม่อยากให้ผมกลับเข้ากองทัพ ผมไม่ไปก็ได้”