ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากที่สององครักษ์พาลั่วชีชีมาส่งที่เรือนพวกเขาก็พากันกลับเรือนรับรองพร้อมกับเฉินเสวี่ยหยาง ในขณะที่หลินเพ่ยหนิงเห็นจูซือฉีเดินกลับเข้ามาด้วยท่าทางลับๆ ล่อ ๆ อีกทั้งยังมีรอยช้ำปรากฏอยู่บนใบหน้าทำให้หลินเพ่ยหนิงรู้สึกเป็ห่วงสาวรับใช้ แต่ถึงกระนั้น นางก็หาได้มีความคิดอยากซักไซ้ไล่เลียงนางเพียงมองดูจูซือฉีอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น ทางด้านของเฉินเสวี่ยหยางผู้มีความคิดฉลาดรอบคอบเมื่อรู้ว่าซ่งจื่อรุ่ยมีแผนการสกปรกเื้ัผู้บงการนั่นก็แปลว่าคุณชายซ่งคิดอยากอำนาจเสียเองเขาจึงเริ่มวางกับดักจัดการกับซ่งจื่อรุ่ย ส่วนเหลียงจิ่งเสียนที่เพิ่งกลับจากการหารือกับเ้าเมืองหลินเขาได้สั่งการให้เซี่ยเซิ่งิ่ส่งคนตามดูเ้าเมืองน้อยเฉินอยู่ห่าง ๆเพราะเขายังไม่อยากวางใจในความฉลาดของเฉินเสวี่ยหยางและเพราะเป็คำสั่งจากเ้าเมืองหลินจนกระทั่งมีคนส่งสิ่งของบางอย่างมาถึงเขา สิ่งของที่เป็ดั่งคำเตือนและการข่มขู่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบีบจนแทบจะหมดความอดทน
หมู่บ้านหัว
“ ทำอะไรน่ะเสี่ยวหวง? ”
อู๋ฉงฉงเอ่ยถามหวงจิ้งเอิน หลังจากที่นางเดินเข้ามาแล้วเห็นเขานั่งเท้าคางเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะนางเดินตรงมาหาเขาและนั่งลงข้าง ๆ โดยที่สองตาจ้องมองเพราะรอฟังคำตอบแต่ว่าเขายังนิ่งอู๋ฉงฉงโบกมือไปมาตรงหน้าหวงจิ้งเอิน ทว่าเขายังคงไม่ขยับ จนกระทั่ง
อู๋ฉงฉง : “ นี่! เสี่ยวหวง ”
หวงจิ้งเอิน : “ ฮะ! เ้าว่าไงนะ? ”
อู๋ฉงฉง : “ เ้าใจลอยไปถึงไหนเนี่ย ”
หวงจิ้งเอิน : “ โทษที ข้ากำลังคิดอะไรเพลิน ๆ น่ะ ”
อู๋ฉงฉง : “ ยังคิดเื่นั้นอยู่อีกเหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็ใช่น่ะสิ ข้ารู้สึกว่ามันแปลก ๆ เหมือนไม่ใช่เื่บังเอิญน่ะ คล้ายกับว่ามีคนจงใจให้เราเจอ แต่กลับไม่อยากให้เราอ่านยังไงอย่างงั้น”
อู๋ฉงฉง : “ คิดมากไปรึเปล่า? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ไม่หรอก ลองคิดดูสิ บันทึกนั่นเป็สิ่งสำคัญ แต่เรากลับพบมันง่ายๆ ในที่แบบนั้นมันควรจะมีกลไกอะไรบ้างสิ อีกอย่าง ข้าถือมันอยู่กับมือแล้วแท้ ๆเวลาสำคัญแบบนั้น กลับถูกฉกไปเสียได้ มันน่าเจ็บใจจริง ๆ ”
อู๋ฉงฉง : “ เลิกคิดเถิดน่า มันอาจยังไม่ถึงเวลาก็ได้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เวลาเหรอ? ”
อู๋ฉงฉง : “ นี่เสี่ยวหวง ถึงข้าไม่ฉลาดเท่าเ้าแต่ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า ทุกอย่างล้วนมีเวลาอยู่ในตัวของมันเ้าน่ะคิดมากไปก็เท่านั้น ”
หวงจิ้งเอิน : “ อืม.. มันก็จริงอ่ะ ข้าแค่นึกเสียดาย รู้งี้เปิดอ่านั้แ่แรกก็ดี”
อู๋ฉงฉง : “ ก็น่าเสียดายอยู่หรอก แต่ว่าไม่แน่นะ วันนึงบันทึกเล่มนั้นอาจหล่นลงมาจากฟ้าแล้วมาตกใส่หัวเ้าก็ได้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เฮอะ! ว่าไปนั่น ”
อู๋ฉงฉง : “ คิก ๆ.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ ที่สำคัญเลยคือ ข้ายังหาทางส่งข่าวให้เสี่ยวเฉินไม่ได้เลยน่ะสิพอเกิดเื่ขึ้น ดูเหมือนเจิ้งคุนเซียวจะยิ่งจับตาดูเรา ”
อู๋ฉงฉง : “งั้นพรุ่งนี้เราลองออกไปเดินดูอีกทีว่ามีที่ไหนที่พอจะรอดพ้นสายตาเขาได้บ้างสัก่นึงก็ยังดี ”
หวงจิ้งเอิน : “ อื้ม ”
อู๋ฉงฉง : “ แต่ก่อนอื่น ข้ามีเื่อยากให้เ้าช่วยน่ะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เื่อะไรเหรอ? ”
อู๋ฉงฉง : “ ข้าหิว ”
หวงจิ้งเอิน : “ หา! อีกแล้วเหรอ เ้าเนี่ยน้าจริง ๆ เลย ช่วยไม่ได้ ไหนดูสิว่ามีอะไรบ้าง เดี๋ยวข้าแสดงฝีมือเอง ”
อู๋ฉงฉง : “ งั้นข้าช่วย ”
ทั้งสองคนเดินตรงเข้าไปในครัวอย่างไม่รีรอหวงจิ้งเอินกุลีกุจอหั่นผักและตั้งกระทะเพื่อเตรียมทำบะหมี่ส่วนอู๋ฉงฉงลงมือนวดแป้งจนใบหน้าเปรอะเปื้อน ทำให้หวงจิ้งเอินอดหัวเราะไม่ได้ นางจึงแกล้งปาผงแป้งใส่หน้าเขาจนมีสภาพที่พอๆ กัน ห้องครัวของเสี่ยวม่านจึงกลายเป็สถานที่เล่นสนุกของเขาทั้งสองชีวิตที่ไร้ซึ่งคำเรียกขานว่าคุณชายคุณหนูดูเป็ชีวิตที่ไม่เลวเท่าใดนักพวกเขานั่งกินบะหมี่ทั้งที่ใบหน้ายังสกปรกและขาวโพลน ทว่าช่างเป็การกินที่มีความสุขเสียนี่กระไรเสี่ยวม่านยืนมองบ้านหลังนี้จากบนต้นไม้ด้วยสีหน้ายินดีบ้านที่เคยเงียบสงบแต่บัดนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขและเสียงหัวเราะ
เรือนชมวสันต์ จวนเ้าเมืองหลิน
“ โชคดีจริง ที่ท่านปลอดภัย ”
หม่าเสียนเย่พูดคุยกับหลินจื่อหรานโดยมีหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยานั่งอยู่ด้วย
หลินจื่อหราน : “ จะว่าเพราะโชคก็คงไม่ใช่ต้องกล่าวว่าท่านแม่ทัพฝีมือการต่อสู้ไม่เป็รองใคร ข้าจึงรอดพ้นอันตรายมาได้ ”
หม่าซูซิน : “ แหงล่ะ นั่นแม่ทัพเหลียงเชียวนะ ”
หม่าเสียนเย่ : “ คนพวกนั้นช่างกล้านัก น่าเสียดายที่ตายเสียก่อนเลยสืบถึงผู้บงการไม่ได้ ”
หลินจื่อหราน : “ ทีแรกข้าก็ใอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเกิดเื่แบบนั้นขึ้นแต่พอมาคิด ๆ ดู เพ่ยหนิงน่าจะเสียขวัญมากกว่าข้าโชคดีที่เ้าเมืองน้อยคอยอยู่ข้างนาง พอเห็นนางไม่เป็อะไร ข้าเลยดีขึ้น ”
แม้นว่าหม่าเสียนเย่จะมีใจให้หลินเพ่ยหนิง แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือความปลอดภัยของนางคนมากมายต่างรู้ นางคือหัวใจของหนานจิ้ง เมื่อได้ยินถ้อยคำเ่าั้หม่าเสียนเย่ดูซึมลงเล็กน้อย แต่เขากลับรู้สึกเลื่อมใสในตัวเ้าเมืองน้อยเฉินอยู่ลึกๆ เขาคิดในใจว่า แม้เฉินเสวี่ยหยางจะไร้วรยุทธ์ แต่เขาก็พร้อมที่จะปกป้องนางเสมอ
หลินจื่อหราน : “ จริงสิ ข้ายังไม่ได้ขอบคุณเ้าเลย ”
หลินจื่อหรานหันไปพูดกับเหลียงเสี่ยวเหยานางดูก้มหน้าเอียงอายตามนิสัยสตรีหัวอ่อนพลางพูดตอบองค์ชายอย่างไม่กล้าสบตาเท่าใดนัก
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ องค์ชาย ไม่ต้องขอบคุณหรอกเ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดถึงได้กล้าทำอะไรแบบนั้น”
หม่าซูซิน : “ เพราะเ้าเป็คนดีน่ะสิ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ คนดีเหรอ? ”
หม่าซูซิน : “ ผู้ที่เป็คนดีโดยแท้ มักจะทำอะไรด้วยจิตใต้สำนึกดูอย่างเพ่ยเพ่ยสิ ที่ะโ.. ”
หม่าซูซินกำลังจะหลุดปากพูดถึงเื่ราวเก่าก่อนที่เป็เหตุให้สัมพันธ์พี่น้องขององค์ชายกับองค์หญิงสามต้องเปลี่ยนไปเมื่อรู้สึกตัวว่าเป็การไม่ควร นางจึงได้หยุดพูดอย่างทันควันและใช้มือตีปากของตนเอง
หลินจื่อหราน : “ นั่นสินะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เอ่อ.. ซูซิน เ้าอย่าเอาข้าไปเปรียบกับองค์หญิงสิหาเื่ให้ข้าแล้วไหมล่ะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยากลบเกลื่อนเพราะเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีขององค์ชายใหญ่
หม่าซูซิน : แหะ ๆ จริงด้วย ข้านี่สมองเท่าเม็ดถั่วพูดไม่ค่อยคิด องค์ชาย เสี่ยวเหยา อย่าถือสาข้าเลยนะ อย่าถือสา ๆ ”
หลินจื่อหราน : “ เ้าก็ด้วยเสี่ยวเหยา เลิกวางตัวแบบนี้กับข้าและเพ่ยหนิงได้แล้วข้าเห็นแล้วหงุดหงิด ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ฮะ!? ”
หลินจื่อหราน : “ ก็ไอ้ที่ชอบคิดว่าผู้อื่นสูงส่งแต่ตนเองต้อยต่ำน่ะข้าขอสั่งให้เ้าเลิกทำแบบนั้นซะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ โธ่.. องค์ชาย ท่านน่ะไม่ต่างจากซูซินเลยหาเื่ให้ข้าแล้ว หากพ่อบุญธรรมรู้เข้า ไม่คิดบ้างหรือว่าข้าจะโดนทำโทษน่ะ ”
หม่าเสียนเย่ : “ จริงด้วย ท่านแม่ทัพเคร่งกฎระเบียบ องค์ชายท่านอย่าหาเื่ให้นางจะดีกว่า ”
หลินจื่อหราน : “ เฮ้อ.. โน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ เ้าไม่อึดอัดบ้างรึยังไง?”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ไม่หรอก ข้ารู้ว่าพ่อบุญธรรมหวังดีต่อข้าอีกอย่าง ข้าก็ชินแล้ว ”
หม่าเสียนเย่ : “ องค์ชาย นี่ก็รบกวนท่านมานานมากแล้วถึงเวลาต้องกลับเสียที อ้อ! แล้วก็.. ไม่ต้องคิดจะเดินไปส่งเลยท่านน่ะหาเื่แค่นางคนเดียวก็พอ อย่าพ่วงข้ากับซูซินไปด้วย ”
หลินจื่อหราน : “ นี่เ้า ”
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าไปล่ะ ”
หม่าซูซิน : “ คิก ๆ..ข้าลาล่ะนะองค์ชาย ”
หลินจื่อหราน : “ เ้าก็อีกคน ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เสี่ยวเหยาลาองค์ชายเ้าค่ะ ”
หลินจื่อหราน : “ ไม่อยู่อีกหน่อยเหรอ? ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ใกล้ค่ำแล้ว เกรงว่าจะไม่เหมาะเ้าค่ะอีกอย่างพ่อบุญธรรมคงรอข้าแล้ว ”
ขณะที่หม่าซูซินและหม่าเสี่ยนเย่เดินออกไปก่อนแล้วแต่หลินจื่อหรานยังคงรั้งเหลียงเสี่ยวเหยาเอาไว้ คุณหนูหม่าจึงะโเรียกนางเสียงดังแต่ไกล
หม่าซูซิน : “ เสี่ยวเหยา เ้าจะนอนที่นี่เหรอ? ”
คำถามของสหายทำเอาเหลียงเสี่ยวเหยาสะดุ้ง
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ข้าลาล่ะเ้าค่ะ ”
นางรีบเดินหนีออกไปด้วยใบหน้าแดงเขินโดยมีสายตาของหลินจื่อหรานมองตามนางอย่างเอ็นดู
ทางด้านคุณชายซ่งหลังจากที่ออกมาจากบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด เขาก็ไปที่บ่อนเช่นเคยเหมือนเป็ข้ออ้างเพื่อหาที่ระบายเขาชอบเล่นพนันลูกเต๋าเป็ที่สุดและดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเขา เพราะในที่แห่งนี้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาหลายคนซ่งจื่อรุ่ยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนแอบจับตาดูเขาเป็การพิเศษ พวกเขาถือเงินจำนวนมากออกมาวางและขอร่วมโต๊ะพนันกับซ่งจื่อรุ่ยเมื่อคุณชายซ่งเห็นกองเงินที่อยู่ตรงหน้าก็เกิดสนใจทั้งยังเห็นคนเหล่านี้ดูไม่คุ้นตาเขาจึงได้โอกาสและคิดกวาดเงินเ่าั้มาเป็ของตน
..แกร็ก ๆ!..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ มา ๆ ๆ ”
เสียงลูกเต๋าที่ถูกเขย่าเพื่อให้พวกเขาเริ่มวางเดิมพันเปรียบดั่งเสียงอันลุ้นระทึกที่ต่างฝ่ายเฝ้าจับจ้องอย่างใจจดใจจ่อ ..กึก!..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ฮ่าฮ่า มา ๆ ๆ จ่ายมาซะดี ๆ ”
เวลาผ่านไปจนย่ำค่ำ ตาแล้วตาเล่าที่ซ่งจื่อรุ่ยเป็ฝ่ายเล่นได้จนผู้เล่นรายอื่นเริ่มไม่พอใจเขาได้พนันเป็เงินจำนวนไม่น้อยและเริ่มย่ามใจกับโชคที่ได้รับ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ วันนี้โชคดีจริง ๆ ”
จนกระทั่ง ..ปึ้ก!..
หนึ่งในนั้นทุบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ ก่อนจะชี้หน้าซ่งจื่อรุ่ย
นักพนัน : “ ขี้โกงนี่ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เ้าว่าอะไรนะ? ”
นักพนัน : “ ก็เ้าไงเล่นโกงอ่ะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮ้ย ๆ เล่นไม่ได้ก็อย่าพาล ขยะข้างถนนอย่างพวกเ้าจะเสียเงินให้ข้ามันก็ไม่แปลกหรอกต่อให้เล่นจนหมดตัว ข้าก็ชนะอยู่ดีนั่นแหละ ”
ซ่งจื่อรุ่ยมองด้วยสายตาเหยียดไปยังคนเ่าั้และเงินที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งทั้งยังคุยโว
นักพนัน : “ หนอย.. คนบ้าอะไรจะเล่นได้ทุกตาไม่มีเสียแบบนี้มันโกงกันชัด ๆ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เฮอะ! ไม่มีปัญญาเล่นให้ดีกว่านี้ก็อย่ามาใส่ความกันเซ่บอกว่าข้าเล่นโกง ไหนล่ะหลักฐานน่ะ? ”
นักพนัน : “ เอ่อ.. ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นั่นไง! หลักฐานก็ไม่มีพูดอย่างนี้ มันหาเื่กันนี่ ”
นักพนัน : “ หรือว่าไม่จริงล่ะ ดูก็รู้ว่าเ้าน่ะโกง ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่แก ลองพูดอีกทีสิ ”
สองฝ่ายถกเถียงกันจนดูท่าจะบานปราย ก่อนที่ผู้ร่วมโต๊ะพนันคนหนึ่งจะเข้ามาห้ามและหาวิธีไกล่เกลี่ย
ผู้ร่วมโต๊ะพนัน : “ พวกท่านใจเย็น ๆ ก่อน เอาแบบนี้ดีไหม เล่นกันอีกตาพิสูจน์ให้ชัด ๆ ไปเลยว่าใครโกงไม่โกง ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ได้ จะกี่ตาก็เหมือนกัน ”
นักพนัน : “ ดี งั้นข้าทุ่มหมดนี่ล่ะ ”
..พรึบ!..
นักพนันเริ่มหัวเสียจึงกวาดเงินทั้งหมดที่วางอยู่เพื่อเดิมพันกับการเล่นครั้งนี้
ซ่งจื่อรุ่ย : “ น่าสนุกนี่ ”
ขณะที่ซ่งจื่อรุ่ยผู้ถูกท้าทายและมีความย่ามใจเป็ทุนเขาจึงเทหมดหน้าตักเช่นกัน ..พรึบ!.. หลังจากนั้น ลูกเต๋าก็ถูกเขย่าเพื่อให้ผู้เล่นเริ่มวางเดิมพันกันอีกครั้ง..แกร็ก!.. สองฝ่ายต่างมองหน้ากันด้วยแววตาเอาเื่ ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างเลือกวางเดิมพันตามใจของตนครั้งนี้นักพนันเป็ฝ่ายเลือกก่อน ตามด้วยซ่งจื่อรุ่ย ทุกคนต่างลุ้นกับการเล่นในครั้งนี้แม้แต่ผู้เล่นจากโต๊ะด้านข้างก็เข้ามายืนรุมล้อมเพื่อรอดูผลของมัน ..กึก!.. เมื่อเปิดออกมา ผลสรุปว่าซ่งจื่อรุ่ยเป็ฝ่ายเสีย เขาเสียเงินทั้งหมดให้กับชายคนนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับเขาเป็อย่างมาก
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่มันอะไรกันน่ะ พวกเ้าโกงข้า ”
นักพนัน : “ นี่ ๆ เห็น ๆ กันอยู่ว่าไม่มีใครโกง เมื่อครู่เ้าก็พูดเองนี่ว่าเล่นไม่ได้ก็อย่าพาลน่ะพูดอย่างนี้คิดจะไม่ยอมรับรึยังไง? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ยังไงก็ช่าง พวกเ้าโกงข้า ”
ซ่งจื่อรุ่ยโวยวายเพราะไม่คิดว่าตนจะเล่นเสียจนผู้ที่ทอดลูกเต๋าต้องเอ่ยปาก
ผู้ทอดลูกเต๋า : “ นายท่าน หากท่านว่าเขาโกง เช่นนั้นท่านก็เขย่าเองเถิด ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ได้.. ”
..แกร็ก ๆ กึก!.. หนึ่งครั้งก็แล้ว สองครั้งก็แล้ว ผลออกมาก็ไม่ต่างซ่งซื่อรุ่ยยังคงเสียพนันจนหมดเนื้อหมดตัว
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไม่จริง ไอ้พวกขี้โกง พวกเ้ารวมหัวกันโกงข้าเอาเงินของข้าคืนมานะ ”
นักพนัน : “ เฮ้ย.. ขนาดนี้ยังไม่ยอมรับอีก ข้าไม่ให้ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอาคืนมา ”
นักพนัน : “ ไม่ให้ ก็บอกว่าไม่ให้ไง ”
ซ่งจื่อรุ่ยไม่ยอมรับผลเดิมพัน เขาพยายามแย่งเงินเ่าั้กลับคืนยามนี้ เขาเหมือนถูกตบหน้าเข้าเต็ม ๆ คล้ายกับคนที่ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดแต่พริบตาเดียวก็ถูกดึงตกลงมาอย่างเสียท่า ดับความหวังของเขาจนหมดสิ้น และแล้ว เขาก็ดูจะเสียท่าจริงๆ เพราะขณะที่ยื้อแย่งกัน ซ่งจื่อรุ่ยถูกนักพนันผลักจนล้มกลิ้งไม่เป็ท่า ..ผลั้ก!..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ โอ๊ะ! หนอย.. นี่แก ”
..เคร้ง โครม!..
เขาลุกขึ้นโวยวายและอาระวาดจนโต๊ะพนันล้มระเนระนาดแต่ผลสุดท้าย คุณชายซ่งผู้หยิงทนงถูกเสี่ยวเอ้อรุมทุบตีและหิ้วแขนออกมาโยนที่นอกร้านอย่างหมดสภาพ
เสี่ยวเอ้อ : “ รีบออกไปเลยนะ แล้วอย่ากลับมาอีกล่ะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ โอ๊ย.. ซีด.. หนอย คิดว่าข้าง้อเหรอ ”
คุณชายผู้เย่อหยิ่งที่วัน ๆ เอาแต่ใช้ชีวิตสุขสบายทว่าจุดอ่อนของเขาคือลาภยศกิเลสตัณหา เนื่องจากไม่มีเงินมาใช้จ่ายเพราะคำสั่งของผู้นำซ่งเขาจึงกลายเป็นักพนันตัวยงที่ใคร ๆ ในที่แห่งนี้ต่างก็รู้จัก ยามนี้ เขามีสภาพสะบักสะบอมจนแทบดูไม่ได้นอกจากาแเดิมที่แก้ม ยังมีรอยช้ำรอบดวงตาและปากแตกจนเืไหล ไร้เค้าคุณชายผู้สูงศักดิ์เขาเดินหอบหิ้วร่างอันบอบช้ำออกไปจากบริเวณนั้นด้วยสภาพที่โซเซโดยมีสายตาของคนกลุ่มหนึ่งมองเขาจากด้านหลังคนเ่าั้ก็คือผู้ร่วมโต๊ะพนันกับเขาเมื่อครู่ และแน่นอนว่าพวกเขาล้วนเป็คนของเฉินเสวี่ยหยางซึ่งถูกส่งมาทำงานตามแผนซ่งจื่อรุ่ยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขาถูกเอาคืนจากการกระทำอันต่ำทรามของเขาและนี่ยังเป็แผนตะล่อมเหยื่อของเฉินเสวี่ยหยางผู้ซึ่งเดินหมากอยู่นอกกระดานอย่างแยบยล
จวนเ้าเมืองหลิน
เฉินเสวี่ยหยางได้รับข่าวจากพิราบส่งสารถึงงานที่สำเร็จไปหนึ่งขั้นแม้ว่าแผนการจะค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เขาก็หาได้ยินดีกับผลของมันเพราะนี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเช่นเคย จนคนที่แอบมองดูอยู่ไกล ๆ อย่างเฟิงอี้ แอบหมั่นไส้และนึกแผนพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาได้
เฟิงอี้ : “ ูเาน้ำแข็ง ท่านนี่จะอยู่ที่ไหนก็หน้าเดิมไม่เปลี่ยนหึ! ดีล่ะ ”
ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางมีสมาธิอยู่กับการอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะโดยมีองครักษ์ยืนคุ้มกันอยู่หน้าที่พักก็มีสตรีที่คุ้นตาเดินเข้ามาที่หน้าเรือนรับรอง
เฟยิ : “ คารวะองค์หญิง ”
เฟยฉี : “ องค์หญิงมาหาเ้าเมืองน้อยหรือขอรับ? ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยน่าจะอยู่ที่ห้องโถงขอรับ ”
หลินเพ่ยหนิงพยักหน้าตอบองครักษ์แล้วก็เดินเข้าไปในเรือน
เฟยิ : “ องค์หญิงถือสุรามาด้วยเหรอ? ”
เฟยฉี : “ อืม.. น่าจะใช่นะ กลิ่นคุ้น ๆ แต่เอ๊ะ! ไม่เห็นลั่วลั่วตามมาด้วยเลยล่ะ? ”
เฟยิ : “ คงยังไม่ฟื้นกระมังดูแล้วสุราขององค์หญิงแรงใช่ย่อย ช่างเถอะ เราอย่าเข้าไปกวนเลย ”
ยามนั้นเฉินเสวี่ยหยางก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอย่างจดจ่อ แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงได้เงยหน้าขึ้นมามองและเห็นคู่หมั้นหมายถือขวดสุราเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าอมยิ้มเฉินเสวี่ยหยางแปลกใจอยู่นิด ๆ แต่ก็ลุกเดินไปหาด้วยท่าทางสุขุมแต่แววตาดูดีใจ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตอบแทนเื่ต้นไม้เหรอ? ”
หลินเพ่ยหนิงก้มหน้าอมยิ้ม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มานี่สิ ”
เฉินเสวี่ยหยางเรียกให้นางเดินเข้ามาใกล้ แล้วเขาก็พานางไปนั่งที่โต๊ะรับรองก่อนจะหยิบจอกสุรามาวางบนโต๊ะหลินเพ่ยหนิงค่อย ๆ รินสุราส่งให้กับเขา เขาจึงคว้ามือนางเอาไว้ทำให้นางต้องก้มหน้าอย่างขวยเขิน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ให้เกียรติสตรีของข้าก่อน ”
เขายกจอกสุราในมือของนางให้หลินเพ่ยหนิงได้ดื่มเองจากนั้นเขาก็อาสารินสุราให้กับนาง ทั้งสองดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนจนผ่านไปครึ่งชั่วยามหลินเพ่ยหนิงก็เดินออกมาด้วยท่าทางแปลก ๆ ใบหน้าของนางแดงดั่งถูกแต้มด้วยชาด
เฟยิ : “ เอ่อ.. องค์หญิงกลับแล้วหรือขอรับ? ”
เฟยิและเฟยฉีคารวะหลินเพ่ยหนิงโดยที่นางเพียงอมยิ้มตอบเมื่อนางให้หลังจากไป สององครักษ์ชะเง้อคอมองตามด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนที่จะหันกลับมามองหน้ากัน
เฟยฉี : “ เมาหรือนั่นน่ะ แล้วเ้าเมืองน้อยล่ะ? ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยไม่เคยเมา เ้าก็รู้ ”
เฟยฉี : “ เออ จริงด้วย ”
ชั่วครู่ที่พวกเขาหันมาคุยกัน หลินเพ่ยหนิงก็เดินกลับเข้ามาสร้างความประหลาดใจให้กับเขาทั้งสองเป็อย่างมากสองพี่น้องคารวะหลินเพ่ยหนิงอีกครั้งแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถาม
เฟยิ : “ องค์หญิง ลืมอะไรหรือขอรับ? ”
คำถามของเฟยิทำเอาหลินเพ่ยหนิงประหลาดใจนางพยายามที่จะตอบแต่ทว่านึกขึ้นได้ว่าสององครักษ์คงแปลภาษามือไม่ออกนางจึงชี้มือเข้าไปในเรือน
เฟยฉี : “ อ๋อ เ้าเมืองน้อยหรือขอรับ ท่านน่าจะยังอยู่ในห้องโถงที่เดิมขอรับ ”
หลินเพ่ยหนิงยิ้มรับคำตอบจากนั้นนางก็เดินเข้าไปในเรือน
เฟยิ : “ องค์หญิงคงเป็ห่วงเ้าเมืองน้อย ”
เฟยฉี : “ คงจะใช่ ”
ไม่นานเฟยฉีก็เห็นลั่วชีชีเดินตามองค์หญิงมาด้วยสีหน้าสะลืมสะลือ
เฟยฉี : “ หือ! ลั่วลั่วเมื่อครู่นางไม่ได้มานี่ ”
เฟยิ : “ ฟื้นแล้วสินะ ”
ลั่วชีชี : “ หื้อ.. อืม ข้าไม่น่าดื่มเข้าไปเลยแค่อึกเดียวเอง ปวดหัวชะมัด ”
เฟยฉี : “ ข้ามีวิธีช่วยให้เ้าดีขึ้นรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะ ”
ลั่วชีชี : “ ฮะ! นั่นเ้าจะไปไหนน่ะ?อาฉี ”
เฟยิ : “ ข้าพอจะรู้นะ ”
ถัดมาที่นอกจวนเ้าเมืองหลินหลินเพ่ยหนิงเดินออกมาด้วยท่าทางโซเซ จากนั้น ใบหน้าและเสื้อผ้าอาภรณ์ของนางก็เริ่มเปลี่ยนไปนางกลายเป็เฟิงอี้ เขาใช้วิชาแปลงกายเปลี่ยนตัวเองเป็หลินเพ่ยหนิงเพื่อที่จะแกล้งมอมสุราเฉินเสวี่ยหยางหารู้ไม่ว่าเฉินเสวี่ยหยางรู้ั้แ่ได้ยินเสียงฝีเท้าว่าเขาไม่ใช่นางและยังััได้ว่าผู้ที่เดินเข้ามาไม่มีเจตนาร้ายเฟิงอี้จึงเป็ฝ่ายถูกมอมสุราเสียเอง
เฟิงอี้ : “ พี่สาว ฝีมือบ่มสุราของท่าน ไม่เปลี่ยนเลย ”
..ฟุ้บ!..
พูดจบ เฟิงอี้ก็ล้มฟุบหมดสติไปที่ข้างทาง และมีบุรุษสวมชุดสีน้ำตาลมาพยุงร่างของเขาออกไปทางด้านของหลินเพ่ยหนิงที่เข้ามาในเรือนรับรอง เพียงก้าวเท้าเข้าประตู เฉินเสวี่ยหยางซึ่งแอบอยู่ด้านข้างก็เข้ามากอดนางจากด้านหลัง..สวบ!..
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มาแล้วเหรอ? ”
หลินเพ่ยหนิงหันไปมองเขาด้วยความรู้สึกแปลก ๆเพราะดูเหมือนว่าเขาจะรอนางอยู่ และโดยปกติแล้ว เขาจะไม่จู่โจมนางเช่นนี้เมื่อมองดูใบหน้าที่สะลืมสะลือในระยะใกล้ก็พลันได้กลิ่นสุราจากตัวของเขาอีกทั้งใบหน้าก็แดงจนเห็นได้ชัด ..“ นี่เขาดื่มหรอ แต่ก็.. น่ารักดี ”.. สีหน้าที่เคยสุขุม บัดนี้ดูผิดแผกไปจากทุกครั้ง หากแต่กลับดูดีไปอีกแบบนางพาเขาไปนั่งที่ข้างเตียงและคิดจะลุกไปหยิบผ้ามาชุบน้ำ แต่ทว่า
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อื้ม.. อย่าไป ”
เขาโอบเอวของนางไว้ แล้วก็หลับตาพลางซบลงบนไหล่ด้วยสีหน้าออดอ้อนจนหลินเพ่ยหนิงอดยิ้มไม่ได้ นางมองดูใบหน้าของเขาที่พริ้มหลับด้วยแววตาเอ็นดูและพินิจมองหน้าตาอันหล่อเหลาทั้งคิ้วคมหนา ดวงตาเรียว จมูกโด่งเป็สันเข้ารูปและริมฝีปากที่เรียวบาง ช่างเป็ภาพที่งดงามและสะกดให้นางไม่อาจละสายตาได้ นางยื่นมือไปััใบหน้าของเขาเบาๆ และเวลานั้นเอง
..หมับ!..
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จ้องอีกแล้วนะ ”
เฉินเสวี่ยหยางพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งจับมือของนางที่ััอยู่ข้างแก้มของเขาทำให้หลินเพ่ยหนิงสะดุ้ง เขาลืมตาขึ้นมองนางในระยะประชิด และมองเข้าไปในดวงตาของนางด้วยแววตาหวานละมุนจนหลินเพ่ยหนิงยากที่จะหลบเลี่ยงจากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ ยามนั้น หลินเพ่ยหนิงรู้สึกดั่งต้องมนต์สะกดนางไม่อาจหลบสายตาและไม่อาจหลีกหนีไปจากอ้อมแขนของเขา อีกทั้งรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะที่เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ นางจึงยกมือขึ้นมาปิดปากของตน ถึงกระนั้น เฉินเสวี่ยหยางหาได้ละสายตาเขาอมยิ้มและจุมพิตลงที่หลังมือของนางอย่างนุ่มละมุน แววตาของนางหวั่นไหว ใบหน้าและหูแดงจนเขาต้องยิ้มอย่างเอ็นดู..“คนเ้าเล่ห์ ”.. หลินเพ่ยหนิงคิดขึ้นมาในใจ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเปล่า ก็แค่ คิดถึงเ้า”
..“ ได้ยินที่เราคิดด้วยเหรอ?”.. หลินเพ่ยหนิงนึกประหลาดใจที่เฉินเสวี่ยหยางรู้ความคิดของนางทั้งยังอมยิ้มหวานละมุนจนน่าหมั่นไส้ ขณะที่คิดไปพลาง หลินเพ่ยหนิงก็เผลอลดมือลงและตอนนั้นเองที่เฉินเสวี่ยหยางยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางอีกครั้งและเหมือนว่าครั้งนี้เขาอยากที่จะจุมพิตริมฝีปากเย้ายวนของนาง จากที่ห่างไม่มากนักก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ จนหลินเพ่ยหนิงต้องหลับตาปี๋ แต่เฉินเสวี่ยหยางกลับฟุบหลับลงที่ไหล่ของนางไปทั้งอย่างนั้นทำเอาหลินเพ่ยหนิงถึงกับโล่งแต่ก็เอ็นดูในความมึนเมาของเขาในเวลาเดียวกัน
ติดตามตอนต่อไป