บทที่ 64: เปลวเพลิงอเวจี (The Flame of Inferno)
“เป็นยังไง เจ้าเห็นอะไรบ้าง” สุซุกะเอ่ยถามโทโมเอะ“ข้าเห็น...ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา มีทั้งเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตปะปนกันไปหมด”โทโมเอะเอ่ยตอบไปตามภาพที่เธอเห็น“นั่นคือห้วงนิมิตแห่งกาลเวลา มันจะเกิดขึ้นกับผู้ที่สำเร็จวิชาอาชณเวทย์”เมื่อได้ยินเช่นนั้น โทโมเอะก็เริ่มรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตัวเธอเองนั้นก็ไม่เคยคิดเลยว่า...เธอจะสามารถฝึกวิชาเวทย์อันตรายนั่นได้สำเร็จ“ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าพี่โทโมเอะจะฝึกวิชาอาชณเวทย์นั่นได้สำเร็จ พี่รู้ไหม...ว่าวิชาเวทย์นั่น มันร่ำเรียนยากมากเลยนะ คนที่ฝึกมันได้สำเร็จก็มีน้อยมากด้วย นอกนั้นที่เหลือก็พากันสิ้นใจลงไปหมด เพราะฝึกวิชาอาชณเวทย์นั่นไม่สำเร็จ”“นึกไม่ถึงเลยนะ...ว่าเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้สำเร็จวิชาเวทย์อันตรายนั่นด้วย”ทางด้านโอทาเคมารุก็รู้สึกประหลาดใจกับการสำเร็จวิชาอาชณเวทย์ของโทโมเอะอยู่ไม่น้อย หลังจากนั้นเป็นต้นมา โทโมเอะจึงได้กลายมาเป็นมิโกะปราบอสูรเพียงคนเดียวที่สามารถฝึกวิชาอาชณเวทย์จนสำเร็จ และสามารถล่วงรู้ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ แต่ในขณะที่มิโกะคนทั่วๆ ไปนั้นต่างก็ได้สิ้นใจลงจากการที่ฝึกวิชาเวทย์อันตรายนี้ล้มเหลว จนเป็นเหตุที่ทำให้มิโกะคนอื่นๆ นั้นแทบจะไม่มีใครสำเร็จวิชาเวทย์นั่นได้เลยสักคนโทโมเอะกับคิทสึเนะคอยติดตามสุซุกะกับโอทาเคมารุในการร่วมเดินทางไปปราบเหล่าอสูรโยไคที่ออกเพ่นพ่านไปตามที่ต่างๆ ภายในหมู่บ้านชนบท และคอยช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับเหล่าบรรดาผู้คนในหมู่บ้านที่ถูกคุกคามโดยสิ่งเหนือธรรมชาติ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง โทโมเอะก็ได้ล่วงรู้แล้วว่า...ที่หมู่บ้านชนบทแห่งนี้กำลังจะมีภัยพิบัติคลืบคลานเข้ามา ซึ่งมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตโทโมเอะกับคิทสึเนะไปตลอดกาลและแล้ว ภัยพิบัตินั้นก็ได้เกิดขึ้นจริง เมื่อพญาจิ้งจอก 9 หางได้นำกองทัพอสูรโยไคชนิดต่างๆ ที่มีจำนวนมหาศาลบุกเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้านชนบทที่อยู่บนภูเขาสุซุกะ ส่งผลทำให้ทั้งหมู่บ้านชนบทได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นลุกลามไปทั่วสารทิศ เหล่าบรรดาผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ถูกพวกมันฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก มีคราบเลือดกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งมีกลิ่นคาวที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกราวกับขาดอากาศลอยคละคลุ้งไปทั่วหมู่บ้านในท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุราวกับไฟนรกอเวจีทางด้านโทโมเอะ คิทสึเนะ สุซุกะ และโอทาเคมารุ เมื่อได้ออกจากบ้านพักในศาลเจ้ามายืนอยู่ที่หน้าซุ้มทางเข้าออก ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาโทริอิที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางลงบันไดหินที่มีความสูงชัน ก็จะพบว่าหมู่บ้านชนบทนั้นได้กลายเป็นสุสานทะเลเพลิงไปแล้ว มีเหล่าอสูรโยไคชนิดต่างๆ พากันออกมาอาละวาดเพ่นพ่านไปทั่วทั้งหมู่บ้านเต็มไปหมดราวกับร้อยขบวนอสูรในยามวิกาล มีเสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังออกมาจากทั่วทั้งหมู่บ้านที่อยู่ในท่ามกลางเพลิงไหม้อย่างไม่ขาดสายโทโมเอะกับคิทสึเนะต่างก็ยืนมองไปยังหมู่บ้านที่มีสภาพราวกับขุมนรกอเวจีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตกใจจนแทบช็อค ดวงตาคู่งามนั้นเบิกกว้างเพียงเล้กน้อยหลังจากนั้นไม่นาน พญาจิ้งจอก 9 หางก็ได้บุกเข้ามาถล่มภายในศาลเจ้าสุซุกะจนเกิดเพลิงไหม้ขึ้นลามไปทั่วทั้งบริเวณภายในศาลเจ้าที่มีสภาพแทบจะพังยับเยิน เมื่อได้เห็นเช่นนั้น พวกโทโมเอะจึงรีบเข้าไปยังด้านในศาลเจ้าทันที เมื่อได้เข้ามาแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็ได้มาพบกับพญาจิ้งจอก 9 หางที่มีขนาดใหญ่ราวกับช้างตรงบริเวณลานกว้างที่หน้าศาลเจ้าในท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุราวกับไฟนรกโลกันตร์โทโมเอะ คิทสึเนะ สุซุกะ และโอทาเคมารุต่างก็เข้าเผชิญหน้ากับพญาจิ้งจอก 9 หางที่อยู่ตรงหน้า สุซุกะรีบยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นฝูงกระเบนธาตุน้ำโจมตีใส่อีกฝ่าย ส่วนทางด้านโอทาเคมารุก็รีบตวัดดาบเคนเมียวเร็นปล่อยคลื่นพายุอัสนีใส่อีกฝ่ายด้วยเช่นกันทางด้านโทโมเอะก็รีบน้าวคันธนูออกมา ก่อนที่เธอจะยิงลูกธนูอาคมไปที่พญาจิ้งจอก 9 หาง ส่วนทางด้านคิทสึเนะที่อยู่ในร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบก็รีบพุ่งเข้าไปฟันใส่พญาจิ้งจอก 9 หางก่อนที่จะกระโดดถอยหลังออกมาบ้าจริง ไม่ได้ผลงั้นหรือพญาจิ้งจอก 9 หางที่อยู่ตรงหน้านั้น มีความแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาทั้งสองจะรับมือกับมันได้ ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะโจมตีไปสักเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้เลยโอทาเคมารุทำการชาร์จพลังบนดาบเคนเมียวเร็น ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไปใส่ร่างพญาจิ้งจอก 9 หาง ในขณะที่เขาวิ่งพุ่งเข้าไปถึงในระยะประชิด ก็ได้มีนางอสูรตนหนึ่งเข้ามาขวางไว้ พร้อมกับปลิดชีพโอทาเคมารุด้วยการแทงทะลุเข้าไปที่กลางลำตัวด้วยทวนสั้น มีหยดเลือดไหลลงสู่พื้นพวกเธอทั้งสามต่างก็พากันรู้สึกตกใจกับภาพที่เห็นจนแทบช็อก ดวงตาคู่งามนั้นแทบจะเบิกกว้าง สักพัก นางอสูรตนนี้ก็รีบกระชากทวนสั้นออกมาจนมีหยดเลือดสาดกระจายออกมา ร่างสูงใหญ่ของโอทาเคมารุก็ค่อยๆ ทรุดล้มลงที่พื้น นางอสูรตนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นยาฉะ โนะ ฮาชิฮิเมะ“โอทาเคมารุ”สุซุกะรีบวิ่งเข้ามาหาโอทาเคมารุที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นด้วยความลุกลี้ลุกลน จากนั้นก็รีบดึงร่างของเขาให้มาอยู่ในอ้อมแขนของนาง“ท่านมิโกะ...ข้าขอโทษ...ข้าคงจะไม่สามารถ...อยู่ปกป้องเจ้าได้อีกแล้ว”“อย่าได้ขอโทษข้าเลย โอทาเคมารุ เจ้าหน่ะทำดีที่สุดแล้ว”สุซุกะเริ่มมีน้ำตาไหลรินออกมา และหยดใส่ใบหน้าของโอทาเคมารุ เขายิ้มให้กับนางเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนที่เขาจะสิ้นใจลงอย่างสงบในอ้อมกอดของสุซุกะ ทางด้านโทโมเอะกับคิทสึเนะก็กำลังยืนมองโอทาเคมารุที่ค่อยๆ สิ้นใจลงจนแน่นิ่งด้วยสีหน้าที่เศร้าโศก พลางมีน้ำตาไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามทั้งสองข้างทางด้านฮาชิฮิเมะก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก เมื่อได้เห็นโอทาเคมารุที่นางเคยหลงรักจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องสุซุกะ “ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมโอทาเคมารุถึงต้องมาหลงรักคนอย่างเจ้าด้วย นังสุซุกะ โกเซ็น”“เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเอาซะเลย ถึงแม้ว่าเจ้าจะฆ่าข้าให้ตาย แต่เจ้าคิดหรือ...ว่ามันจะช่วยเปลี่ยนใจโอทาเคมารุให้มารักเจ้าได้ ไม่มีใครสามารถบังคับหัวใจของผู้ใดให้มารักตนได้หรอกนะ...”“หุบปาก...”ฮาชิฮิเมะเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา แม้จะแผ่วเบา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเศร้าโศก และความโกรธเกี้ยวที่สุมอยู่เต็มอก“ข้าไม่ได้หวงเขานะ เพราะถึงยังไงข้าก็เป็นมิโกะ ไม่อาจที่จะมีความรักเหมือนกับหญิงสาวคนอื่นๆ ได้ มีแต่ตัวเขาเองนี่แหละที่ยอมเข้ามาเป็นบริวาร...และผู้พิทักษ์ประจำกายของข้าด้วยหัวใจของเขาเอง โดยที่ข้าไม่ได้บังคับเขาเลย ไม่มีใครบังคับหัวใจของใครได้ทั้งนั้น เพียงแต่ตัวเขาเองก็แค่เดินไปตามที่หัวใจเรียกร้องก็เท่านั้น...”“หุบปาก หุบปาก หุบปาก...”ฮาชิฮิเมะยอมรับในความจริงไม่ได้ นางตะโกนเอ่ยสั่งสุซุกะด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวกราด“จริงๆ ข้ารู้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่โอทาเคมารุได้มาขอเป็นบริวารและผู้พิทักษ์ของข้าหน่ะ มันล้วนเกิดจากความรักและความจริงใจที่เขามีให้กับข้าทั้งนั้น เพียงแค่ว่าข้าไม่สามารถรับความรักจากผู้ชายได้ก็เท่านั้น นี่หล่ะคือสิ่งที่จะข้าจะบอกให้เจ้าได้รับรู้...ว่าเขานั้นไม่ได้รักเจ้าเลยสักนิด ต่อให้กายสังขารของข้าจะแตกสลายกลายเป็นธุลี โอทาเคมารุก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจไปรักเจ้า แม้ว่าเจ้าจะทำให้เขาเปลี่ยนใจให้มารักเจ้าได้ แต่เขาก็ไม่ได้รักเจ้าด้วยความจริงใจเลยแม้แต่น้อย...”“ข้าบอกให้หุบปากไงหล่ะ”ฮาชิฮิเมะรีบเงื้อทวนยาวขึ้นเหนือศีรษะเพื่อเตรียมจะปลิดชีวิตฮาชิฮิเมะซะให้รู้รอด สีหน้าของนางในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า และความเกรี้ยวโกรธแบบสุดๆ