บทที่220เส้นทางแห่งจอมมารและมหาเทวะ
การกลับมาของมหาเทวะเทียนหมิง เกิดขึ้นพร้อมกับระฆังสวรรค์ที่ดังเหง่งหง่างสะท้านทั่วขุนเขาลมเย็นหอบหนึ่งพริ้วผ่านนำพาชุดคลุมแดงขลิบทองของมันให้โบกสะบัด เป็นภาพที่ดูศักดิ์สิทธิ์สูงส่งราวกับสมมุติเทพแต่ภาพนี้กลับสร้างแรงกดดันและความหนาวเหน็บแก่เหล่าผู้ฝึกญาณ กองกำลังแดนตะวันตก รวมถึงเจ็ดพรรคใหญ่เป็นอย่างมากมหาเทวะที่พวกมันเข้าใจว่าแตกดับภายใต้สุดยอดค่ายกลปาฏิหาริย์ของตั้วซุนหง บัดนี้มันได้ยืนเด่นเป็นสง่าเหนือผาอดีตและเหนือใต้หล้าอีกครั้ง!
ตั้วซุนหงเป็นผู้ลงมือย่อมรู้ดี ค่ายกลปาฏิหาริย์ที่ตนทุ่มสุดพลังโจมตีตอนนั้นไม่ผิดพลาดหมากดำในมือตัวนั้นแตกดับไปแล้ว พลังชีวิตอันโชติช่วงเลือนหายไปแล้ว มหาเทวะเทียนหมิงสมควรหายไปจากโลกตั้งแต่ตอนนั้น
เห็นตั้วซุนหงแสดงสีหน้าที่ยุ่งยากตรงหน้ามือที่ขาวซีดเรียวยาวของมหาเทวะเทียนหมิงก็ผายออก เผยให้เห็นหมากสีดำเม็ดหนึ่งที่ไร้ริ้วรอยใด
“เจ้าสร้างหมากดำแทนตัวข้าเพื่อทำลาย ข้าก็สร้างหมากดำแทนตัวข้าเพื่อถือกำเนิดใหม่…แม้เจ้าจะพยายามสร้างค่ายกลปาฏิหาริย์ที่แตกต่าง ทว่าพื้นฐานล้วนเกิดจากกฎเกณฑ์เดียวกันวจนะปัญญาหรือทุกมหาวิถีแห่งเทวะวจนะ เจ้าคงไม่ลืมว่าใครบัญญัติมันขึ้นมา”
ตั้วซุนหงได้ฟังถึงกับร่างเย็นเฉียบ สิ่งที่มันกังวลมากที่สุดกลับเห็นผลแล้วมันพยายามสร้างกฎเกณฑ์แห่งพลังที่แตกต่างจากต้นแบบแห่งมหาวิถีเทวะวจนะมากที่สุด ทว่าสุดท้ายเทวะวจนะก็ยังคงเป็นเทวะวจนะมิว่าจะหาช่องหลบเพียงใดก็มิอาจจะหลบพ้น!
“เป็นระดับที่แตกต่างกันจริงๆ"
ธรรมบาลปัญญาเห็นเพียงการบิดหนึ่งปลายเท้าของมหาเทวะเทียนหมิงก็สามารถทำลายสุดยอดเคล็ดวิชาที่มันดัดแปลงมาจากคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะปัญญาได้คนก็ทราบแล้วว่าสิ่งที่ตนคิดมาทั้งหมดยังมิอาจสัมฤทธิ์ผล หากโลกนี้ยังมีมหาเทวะเทียนหมิงหากทุกกฎเกณฑ์ยังอยู่ภายใต้เทวะวจนะ ก็อย่าได้หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงได้
“ข้าพ่ายแพ้เป็นครั้งที่สองแล้ว"
เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการถอดใจของธรรมบาลปัญญาตั้วซุนหงก็พลันมีโทสะแลแสดงความไม่ยินยอม มันตะโกนกร้าวพลางทะยานร่างเข้าหาพลังชีวิตอันโชติช่วงของมหาเทวะ
“พร่ำวาจาไร้สาระอันใด หากไม่ตายกันไปข้างข้าก็ไม่ขอยอมรับว่าพ่ายแพ้!”
ครานี้ค่ายกลปาฏิหาริย์ใดที่มี ตั้วซุนหงล้วนงัดออกมาทั้งหมดตลอดเวลาที่สู้ ตลอดเวลาที่เคลื่อนไหว บุรุษชราล้วนวางดวงตาค่ายกลไว้สิ้น คราแรกคิดใช้กับคนแห่งนิกายเทวะวจนะบัดนี้ต้องใช้กับมหาเทวะเทียนหมิงแล้ว
พลังกดดันอันมหาศาลแผ่ลามไปตามการกระตุ้นของพลังค่ายกลเส้นสายหลากรูปแบบผุดขึ้นจากธาตุอากาศที่ว่างเปล่า ทว่าเพียงพริบตาเดียว พลังปาฏิหาริย์ที่ผุดขึ้นจากธาตุอากาศบัดนี้ได้แตกดับคืนกลับเป็นธาตุอากาศดังเดิม!
ตั้วซุนหงใบหน้าบิดเบี้ยวไม่อยากจะเชื่อ แต่จังหวะนั้นเงาที่เรือนรางราวเงาเทวะก็เคลื่อนผ่านข้างกายมันมหาเทวะเทียนหมิงหายไปจากผาอดีต ปรากฏอีกครั้งก็มีโลหิตของตั้วซุนหงสาดกระเซ็นเป็นม่านแหวกออกเพื่อเปิดทางให้แก่มัน
มหาเทวะเทียนหมิงได้สำแดงแสนยานุภาพต่อหน้าโลกหล้า
เพียงหนึ่งย่างก้าว ตั้วซุนหงก็แพ้พ่ายอย่างสิ้นเชิง!
“ประเสริฐ"
“ท่านมหาเทวะของพวกเรากลับมาแล้ว”
เสียงสรรเสริญพร้อมกับแสงแห่งความหวังปลุกคนแห่งนิกายเทวะวจนะศิษยานุศิษย์ รวมถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า ความมืดมนเมื่อครู่ถูกแสงแห่งมหาเทวะปัดเป่าไปสิ้นแล้วกลับกลายเป็นฝั่งผู้ฝึกญาณ ขุมกำลังแดนตะวันตก รวมถึงเจ็ดพรรคใหญ่ที่ตรึงเครียด!
มหาเทวะเทียนหมิงได้เปิดเผยพลังความน่ากลัวต่อหน้าพวกมันความหวังที่จะชนะ ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดล้วนริบหรี่!
“ซุนหง"
ธรรมบาลปัญญามองดูร่างที่โชกด้วยโลหิตของสหายเก่าล่วงลงยังปฐพีขณะที่มันจะขยับกายเข้าไปรับ ร่างของมหาเทวะเทียนหมิงที่แทรกขึ้นมาจากค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ของธรรมบาลปัญญาเองก็ทำให้ฝีเท้าของมันต้องชะงักค้างใบหน้าที่คมคายขาวซีดยังคงแสดงออกถึงความเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ขนาดธรรมบาลปัญญาทรยศมันมันยังคงมองผ่านราวกับว่าหาได้มีความสำคัญอันใดไม่ เทียนหมิงเพียงกล่าวอย่างราบเรียบว่า
“ข้าเข้าใจในเส้นทางที่เจ้ามุ่งหวัง แต่ข้าเองก็มีเส้นทางที่มุ่งหวังเช่นเดียวกันในเมื่อเส้นทางของเจ้าและข้ามิอาจบรรจบกันได้ตามที่ข้าหวัง เช่นนั้นข้าคงต้องลบเส้นทางนั้นแล้ว”
เสียงเรียบนี้ฟังดูเนิบช้า ทว่ามีความกดข่มจนทำให้มันดูรวดเร็วราวอัสนีผ่าฟาดและนั่นก็ก่อเกิดอัสนีที่ผ่าฟาดจากภายในหัวของธรรมบาลปัญญาจริงๆ นี่ก็คือวจนะคาถาของสมมุติเทพที่มวลมนุษย์มิอาจต้านทาน!
ธรรมบาลปัญญาล้มกลิ้งไปตามพื้นดินพร้อมโลหิตที่ไหลซึมออกจากหูสองข้างสมองของมันลั่นอึงอนเจ็บปวดทรมานจนยากจะลุกไหว ตัวตนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามทั้งสองถูกมหาเทวะเทียนหมิงจัดการชั่วพริบตา
“เฮ"
เมื่อเห็นสองกำลังสำคัญของศัตรูถูกจัดการราบคาบชั่วพริบตาเดียวสถานการณ์การต่อสู้ก็พลิกกลับโดยสมบูรณ์ กองกำลังฝ่ายนิกายเทวะวจนะพลิกมาอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อมีมหาเทวะเทียนหมิงอยู่ตรงนี้ เมื่อกองกำลังฝ่ายศัตรูไร้หัว พวกมันก็ไม่ต้องกังวลถึงความพ่ายแพ้อีกต่อไป
เป็นฝ่ายกองกำลังแดนตะวันตกที่ถอยร่น เจ็ดพรรคใหญ่ระส่ำคืนกลับไปติดๆก่อเกิดเป็นภาพการประจันหน้าที่มิกล้าบุกทะลวงสู้ต่อ ทำให้ฝ่ายนิกายเทวะวจนะได้ตั้งหลักเมื่อตั้งหลักได้พวกมันจึงสามารถสำแดงพลังบีบคั้นเหล่าผู้ฝึกญาณให้ล่าถอยกลับหลังไปได้
ปู้ชิงเถามองหน้าเส้าเทียน สองพี่น้องร่วมสาบานถึงคราวคับขัน
“พวกเรากลับแสดงไพ่ตายต่อหน้าศัตรูไปแล้ว”
เส้าเทียนแม้มีสีหน้าตรึงเครียดแต่ยังกำชับกระบี่ไว้แน่นมิแตกตื่นหวั่นเกรง
“ในเมื่อก้าวขาแล้วย่อมมิอาจถอย เมื่อเผยแล้วก็ต้องสู้หากไม่สู้คงมีแต่ความตาย"
ปู้ชิงเถารู้สึกผิดที่นำแดนตะวันตกมาหาที่ตายทว่ากองกำลังจากแดนตะวันตกแม้รู้สึกแตกตื่นแลประหวั่นพรั่นพรึงต่อแสนยานุภาพของมหาเทวะเทียนหมิงทว่าพวกมันทุกคนล้วนไม่แสดงออกถึงความรักตัวกลัวตาย ซ้ำไม่กล่าวโทษต่อผู้ใด เพราะพวกมันล้วนมุ่งเดินในปณิธานของพวกตนเช่นเดียวกันชีวิตหนึ่งเป็นแพทย์ไร้นามที่ปลดปล่อย ชีวิตนี้จึงไม่เสียดายหากได้กระทำตามปณิธานของแพทย์ไร้นามและหากความรุ่งโรจน์ของเทวะวจนะยังคงอยู่ ชีวิตพวกมันไม่นานก็คงหวนกลับสู่โลกที่มิต่างจากความมืดมิดที่คอยกลืนกินทุกคืนวัน
เห็นสีหน้าแววตาที่ไม่กล่าวโทษของทุกคน เห็นความมุ่งมั่นที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนจากแดนตะวันตกปู้ชิงเถาก็คลายความรู้สึกผิดและเกิดเป็นพลังผลักดันขึ้นในใจ
“ข้าจะพาพวกท่านทุกคนไปให้ถึงปณิธานที่ตั้งไว้หรือต่อให้ไปไม่ถึง ก็ขอแสดงพลังความตั้งใจสืบสานไปถึงปุถุชนรุ่นสืบไป ปฐพีนี้เป็นของทุกคนทุกผู้ล้วนมีสิทธิ์แลอิสระในการจะใช้ชีวิตในปฐพีแห่งนี้ มีสิทธิ์ที่จะได้รับความเท่าเทียมมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกกดขี่ข่มเหง มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอันสงบสุข มิใช่ชีวิตภายใต้ฝ่าเท้าของผู้ที่ยกตนเป็นเจ้าแห่งปฐพีเช่นนี้!”
วาจาของปู้ชิงเถาเรียกขวัญกำลังใจผู้คนได้มากซ้ำยังต้องใจเหล่าผู้ฝึกญาณไม่น้อย พวกมันจึงประสานมือให้แก่ปู้ชิงเถา
“กล่าวได้ดี สมกับเป็นผู้นำแห่งปฐพีแดนตะวันตก"
ปู้ชิงเถาไม่ยอมรับคำชม มันเพียงส่ายศีรษะพลางตอบว่า
“ข้ายอมรับว่ากล่าวดี แต่มิอาจยอมรับอีกส่วนได้…”
หยุดเล็กน้อยก่อนมันจะสาดสายตามองผ่านเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะที่ตรึงกำลังถืออาวุธประจันหน้าอีกฟากหนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“เพราะพวกเรามีผู้นำที่แท้จริงอยู่…”
กล่าวถึงผู้นำแห่งแดนตะวันตก เหล่าผู้ฝึกญาณมิใช่จะไม่รู้แต่แพทย์ไร้นามจนบัดนี้ยังไม่โผล่หัว ข่าวคราวที่ก่อนหน้ามันถูกไล่ล่าจากวิหารปัญญาบางทีคนผู้นั้นอาจสิ้นชื่อไปแล้ว เช่นนั้นผู้คนจากที่อื่นจึงยกให้ปู้ชิงเถาเป็นผู้นำแดนตะวันตกแทนซึ่งมองจากแววตาปู้ชิงเถาก็พอจะมองออกถึงความคิดของเหล่าผู้ฝึกญาณ เส้าเทียนเองก็เช่นกันเส้าเทียนจึงเป็นคนบอกกล่าวออกไป
“มันต้องกลับมาแน่"
เหล่าผู้ฝึกญาณเห็นความเชื่อมั่นในแววตาของปู้ชิงเถาและเส้าเทียนแต่พวกมันมิได้เชื่อมั่นด้วย ขนาดนี้แล้วยังไม่เห็นคนผู้นั้นโผล่หัวจะเป็นเรื่องดีมากกว่าร้ายได้อย่างไรเพราะไม่มีหัวที่ไหนจะปล่อยหางของตัวเองให้ถูกตัดไปเรื่อยๆ ได้ เพราะหัวของพวกมันเองก็คงไม่มีทางทำเช่นนี้ดังนั้นตั้งแต่ที่เหตุการณ์พลิกกลับ ตั้งแต่มหาเทวะเทียนหมิงคืนกลับมาอย่างเหนือความคาดหมายนับแต่สองตัวตนสูงสุดที่สร้างความปั่นป่วนถูกจัดการ และนับแต่เหล่าผู้ฝึกญาณเริ่มเสียเปรียบหัวของพวกมันก็ได้เคลื่อนไหวแล้ว
ท่ามกลางฝูงชนทั่วไปที่สรรเสริญและหมอบกราบมหาเทวะเทียนหมิงด้วยความหวังและความยินดีที่ตรงนั้นมีบุรุษในชุดนักพรตเก่าโทรมผู้หนึ่งยืนหยัดอยู่ บุรุษผู้นี้ใบหน้าหล่อเหลามิแพ้ผู้ใดเพียงแต่มันแต่งตัวเรียบง่ายจนเกินไป ปล่อยตัวให้สมรรถะจนดูราวกับปุถุชนคนธรรมดา มันจึงมิได้โดดเด่นแตกต่างทว่าทันทีที่ผู้คนหมอบกราบ แต่มันกลับยืนนิ่ง เช่นนั้นมันจึงดูโดดเด่นขึ้นมาทันตา เพราะในเวิ้งแห่งผู้ศรัทธาในมหาเทวะเทียนหมิงแห่งนี้มีเพียงมันที่ยืนนิ่งไม่หมอบกราบอยู่ผู้เดียว
อวิ๋นเซี่ยวซุนจอมมารแห่งปฐพีประจันหน้ากับมหาเทวะเทียนหมิงอีกครั้ง!
หนึ่งเดียวในปฐพีที่จะสร้างรอยกดลึกบนหัวคิ้วที่ราบเรียบเฉยเมยต่อทุกสรรพสิ่งของมหาเทวะเทียนหมิงได้นั่นคืออวิ๋นเซี่ยวซุน
เสมอมาใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกที่มิว่าจะประสบเหตุการณ์ใดก็ไม่แปรเปลี่ยนบัดนี้ต้องบังเกิดรอยกระเพื่อมของหัวคิดที่ขมวดเป็นปมให้เห็น ในโลกนี้มีเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถสร้างบาดแผลและอาการบาดเจ็บแก่มันได้ตอนนี้คนผู้นั้นมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง
“หากเจ้าไม่ดับสูญ เส้นทางของข้าก็คงไม่ราบรื่นสินะ”
พอประชาชนที่หมอบกราบรู้สึกตัวว่ามีผู้ยืนอยู่ข้างกายตนพวกมันก็รู้สึกไม่พอใจคิดต่อว่า แต่แล้วเมื่อทราบถึงตัวตนของคนผู้นี้ พวกมันก็ล้วนแตกตื่นหวาดผวากระโจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงราวมุกสิกที่หวาดกลัวแมว อวิ๋นเซี่ยวซุนไม่สนใจความวุ่นวายของชาวบ้านบริสุทธิ์รอบข้างมันเพียงก้าวเดินออกมายืนหยัดต่อหน้ามหาเทวะเทียนหมิง
“หากเจ้าไม่หยุดเส้นทาง นั่นจึงไม่ราบรื่น"
มหาเทวะเทียนหมิงไม่มีแววความรู้สึกใดฉายชัดบนใบหน้าอีกมันเพียงมองแผ่นฟ้าพลางคิดถึงเรื่องหนึ่งก่อนกล่าว
“ไม่นานมานี้ ที่เขาเถาหมิงซานเจ้าก็เห็นแล้วเช่นนั้นข้าจะหยุดเส้นทางได้อย่างไร"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองสบสายตามหาเทวะเทียนหมิงเขม็ง
“มีหลายวิถีให้เลือกเดิน ใยต้องเลือกการเบียดเบียน"
“การเบียดเบียนจึงเห็นผลมากที่สุด ข้ารอเวลานานกว่านี้ไม่ได้…ไม่สิ เวลาต่างหากที่ไม่รอข้า"
อวิ๋นเซี่ยวซุนทอประกายตาเจิดจ้า
“เพราะเช่นนั้นข้าถึงต้องหยุดเจ้า"
มหาเทวะเทียนหมิงยังแสดงสีหน้าเรียบเฉยราวไร้ความรู้สึกตอบโต้
“และเพราะเช่นนี้ข้าถึงต้องกำจัดเจ้า"