เหยียนตงห่าวชวนคุยทำความสนิทสนมแต่สายตากลับแอบชำเลืองมองไปยังสตรีงามทั้งสามอยู่บ่อยครั้ง กังหลงคล้ายทราบเจตนาของอีกฝ่าย จึงตอบปฏิเสธการชักชวนตามมารยาทของเหยียนตงห่าว สร้างความเคียดแค้นในใจของเหยียนตงห่าว หมายมั่นไว่ว่าหากพบเจอกันในการประลองจะใช้ฝีมือสยบกังหลงให้สตรีทั้งสามเห็นความเก่งกล้าสามารถของตน พูดคุยกันตามมารยาทชั่วครู่ทั้งสองฝ่ายจึงแยกจากกัน กังหลงและกลุ่มจึงเดินทางเข้าเมืองเพื่อหาที่พักสำหรับทุกคน
ผู้อาวุโสสูงสุดได้จับจองที่พักเป็นที่เรียบร้อย เป็นโรงเตี้ยมใจกลางเมืองเหลียว ทั้งหมดเพียงแปดห้อง เนื่องจากหยางไป่หู่และหยางเช็งซีได้ขอตัวไปพบสหายและขอแยกพักดื่มกินกับสหายอีกที่หนึ่ง ส่วนสามสาวต้องการจะพักห้องเดียวกันเพื่อพูดคุยกัน กังหลงนั้นพักคนเดียวห้องใกล้กับห้องของสตรีทั้งสามไปทางด้านขวา ผู้อาวุโสสูงสุดพักด้านซ้ายห้องที่ติดกับห้องของสตรีทั้งสามเพื่อเฝ้าดูแลคุ้มครองไปด้วย
ส่วน กังหลาง กังหลิว กังเหยา พักห้องถัดจากผู้อาวุโสสูงสุด เมื่อจัดการที่พักเรียบร้อยสตรีทั้งสามต่างมาชวนกังหลงเพื่อจะออกไปเดินเที่ยวชมเมืองเหลียว หลังจากทนคะยั้นคะยอไม่ไหวกังหลงจึงจำใจต้องออกไปกับสามสาว
ภายในเมืองเหลียวตอนนี้พลุกพล่านไปด้วยผู้คนร้านรวงต่าง ๆ ครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนการค้าขายเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากผู้คนหลั่งไหลกันมาชมการคัดเลือกตัวแทนของอาณาจักรที่จะมีการแข่งขั้นในระดับอาณาจักรที่จะจัดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ สามสาวต่างแต่งตัวอย่างงามพิลาสล้ำดั่งจะอวดโฉมกัน จนกังหลงรู้สึกละลานตาและหวั่นใจจากภัยที่จะเกิดขึ้นจากความงามนี้ แต่เหมือนว่าทั้งสามสาวมิได้สนใจในเรื่องนี้ต่างตื่นเต้นต่อสิ่งของ สินค้าต่าง ๆ แย้มยิ้มอย่างมีความสุข และแล้วสิ่งที่กังหลงกังวลก็เกิดขึ้นจนได้
"อา..สตรีที่งดงามนัก...หากองค์ชายสี่ได้เห็นและทราบคงต้องตบรางวัลอย่างงามให้พวกเรา ไปกันรีบไปแจ้งองค์ชายสี่ พวกเจ้าสองคนเฝ้าจับตาดูอย่าให้คลาดสายตาหละ "
เสียงจากทหารองครักษ์ กลุ่มหนึ่งดังขึ้น แม้จะแผ่วเบาแต่ก็มิอาจรอดพ้นจากสัมผัสอันคมกริบของกังหลงไปได้ ปัจจุบันด้วยพลังฝีมือของกังหลงนั้นหากสำรวมจิตสำรวจ มิว่าสิ่งใดในรัศมีสิบลี้ล้วนสัมผัสได้แม้กระทั่งมดปลวกที่เคลื่อนไหว จึงมิมีการเคลื่อนไหวใดรอดพ้นจากการสำรวจนี้ไปได้
สุ้มเสียงนี้ดังมาจากบนกำแพงที่ห่างออกไปทางขวาประมาณสามร้อยเมตร ผู้คนกลุ่มนี้ต่างมีระดับปราณขุนพลระดับหกขั้นสุดทั้งสิ้น แผ่ขยายจิตออกไป หนึ่งลี้ สอง...จวบจนถึงสามลี้มิพบผู้ฝึกยุทธระดับสูงใดที่น่ากลัวจึงถอนพลังการสำรวจกลับ กังหลงจึงมิสนใจ เดินตามดูสามสาวที่หยิบโน่นซื้อนี่กันอย่างสำราญใจ ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือได้ดังขึ้นในจิตสัมผัส
"ช่วยด้วย ..ช่วยด้วย !!"
"ช่วยด้วย ..ช่วยด้วย !!"
คราแรกกังหลงนึกว่าตนสัมผัสผิดไปแต่ผ่านไปราวหนึ่งลมหายใจก็ดังขึ้นในห้วงจิตอีก เสียงดังจนกังหลงสามารถสัมผัสได้ในทิศทางด้านใต้นอกกำแพงเมืองไปประมาณสองลี้ ซึ่งพื้นที่แถบนี้เป็นเขตป่าเขารกครึ้ม กังหลงขมวดคิ้วครุ่นคิดในใจ
"เอ๊ะ..!! ..เป็นเสียงสตรีใดถึงได้ออกไปในป่าเขายามค่ำคืนเช่นนี้ แต่เหตุใดถึงสามารถได้ยินในห้วงจิตข้าได้คล้ายคนอื่นมิอาจได้ยินเสียงนี้ แต่สิ่งที่แม่นางผู้ส่งเสียงพบเจอคล้ายจะเป็นสัตว์อสูรชนิดหนึ่ง เห้อ เมื่อได้ยินเสียงแล้วก็มิอาจไม่ออกไปช่วยเหลือ หากทราบแล้วไม่ช่วยเหลือก็ถือว่าไร้คุณธรรมของชายชาตรีแล้ว"
"ช่วยด้วย ..ช่วยด้วย !!"
เสียงดังเข้ามาในปราสาทสัมผัสของกังหลงอีกครั้ง กังหลงจึงตัดสินใจที่จะไปดูแต่ก็มิอยากบอกให้สามสาวทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงจึงพูดกับสามสาวว่า
"ข้าขอไปเดินดูทางด้านอื่นสักครู่ พวกท่านเดินดูของด้วยกันอย่าได้แยกจากกันไปไหนหากเที่ยวชมจนเบื่อหน่าย ถ้าข้ายังไม่กลับมาพวกท่านพากันกลับไปพักที่โรงเตี้ยมก่อนได้เลย"
สามสาวนึกว่ากังหลงคงเบื่อหน่ายกับการติดตามพวกตนอยากจะไปเดินดูอะไรลำพังตามประสาผู้ชายบ้างจึงเห็นใจไม่ปฏิเสธอันใดเพียงบอกว่าจะเดินดูของรออยู่แถวนี้ก่อนหากเบื่อหน่ายก็จะพากันกลับไปยังโรงเตี้ยมเอง
เมื่อเป็นเช่นนั้นกังหลงจึงปลีกตัวเดินออกไปลัดเลาะไปตามเส้นทางที่มิมีผู้คนเมื่อเห็นลับตาคนสำรวจแล้วมิมีผู้ใดจึงเรียกปีกฟ้าวายุออกมาโฉบบินขึ้นฟ้ามุ่งออกไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงร้องอย่างรวดเร็วด้วยความรวดเร็วของปีกฟ้าวายุไม่ถึงสามลมหายใจกังหลงก็มาถึงยังทิศทางตำแหน่งที่ได้ยินเสียง
บัดนี้ยิ่งได้ยินเสียงหอบเหนื่อยอย่างชัดเจนของบุคคลผู้หนึ่งเมื่อเข้าใกล้ก็สังเกตุพบเห็นเป็นคนร่างเล็กบอบบางใช้ผ้าคลุมสีดำปกคลุมศีรษะจนมิดชิดเผยช่องให้เห็นเฉพาะดวงตาอันใสกระจ่าง มองมิออกว่าเป็นผู้ใดกำลังต่อสู้กับอสรพิษที่มีลักษณะถึงเจ็ดเศียร ลำตัวขนาดใหญ่ลายพร้อยมีแสงสว่างบนลำตัวระยิบระยับคล้ายดวงดาราจำนวนเจ็ดดวงตรงช่วงคอคนผู้นี้กำลังอ่อนล้าเต็มที่แต่ยังคงมีอาวุธชนิดหนึ่งที่คล้ายเป็นสิ่งข่มต่อสัตว์อสูรชนิดนี้อยู่มันจึงทำได้เพียงห้อมล้อมคอยพัวพันไว้เท่านั้นเพื่อรอให้คู่ต่อสู้หมดเรี่ยวแรงจนอาวุธหลุดมือแล้วค่อยจัดการ
"อสรพิษเจ็ดดาว ..!! สัตว์อสูรระดับสาม..!!มันอสรพิษเจ็ดดาวประเภทใดกันถึงได้มีถึงเจ็ดเศียร ..!!"
"ฟ่อ..ฟ่อ.!!"
เมื่ออสรพิษเจ็ดดาวประหลาดตัวนี้พบเห็นมีผู้มาขัดขวางการจัดการเหยื่อของมันจึงแสดงอาการเกรี้ยวโกรธขู่คำรามออกมาเพื่อขับไล่ผู้ที่บังริอาจมาสอดแทรกแต่เมื่อพบเห็นว่าผู้มามิได้มีสิ่งของใดที่เป็นสิ่งสะกดข่มพลังของมันเช่นคู่ต่อสู่ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นคู่ต่อสู้ของมันเผลอหันไปมองบุคคลผู้เพิ่งมาถึง มันจึงฉวยโอกาสใช้หางอันใหญ่ยักษ์ฟาดใส่ร่างบางเตี้ยเล็กตรงหน้าจนกระเด็นโลหิตฟูฝอยพุ่งออกจากปากเป็นทางยาวและพุ่งปรี่เข้าหากังหลงในทั้นที
"ปัง..!!"
"อั๊กก..!!"
"พรวด..!!"
"โครม..!!"
ร่างบางเล็กปลิวละลิ่วฟาดปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนหักระเนระนาดกังหลงรีบถลันกายอย่างรวดเร็วเข้ารับไว้ก่อนที่ร่างบาง จะไปกระทบเข้ากับโขดศิลาที่อยู่ห่างออกไปทางด้านหลังต้นไม้เหล่านั้นเพียงสามเมตรจนร่างกายแหลกเละไป
เมื่อก้มลงมองร่างที่รับไว้ต้องตกใจในทั้นทีในอ้อมแขนซึ่งมีร่างที่อ่อนระทวยนุ่มนิ่มดุจไร้กระดูกสิ้นสติอยู่ร่างที่ก่อนหน้านี้ใช้ผ้าดำคลุมหน้าปกคลุมศีรษะจนมิดชิด เพียงเผยให้เห็นเฉพาะดวงตาอันใสกระจ่าง
เพราะบัดนี้ผ้าที่ปกปิดเหล่านั้นได้หลุดหายไปหมดสิ้นจากการโดนกิ่งไม่เกี่ยวหลุดออกไปเผยใบหน้าที่หลับตาพริ้มดูสวยซึ้งขนตายาวงอนงามเต้นระริกด้วยความเจ็บปวดคิ้วขมวดมุ่นจนน่าเวทนาจมูกงอนงามเข้ากับใบหน้าที่สวยซึ้งริมฝีปากบางเฉียบขบเม้มจนซีดขาวเรือนร่างบอบบางได้รูปสมส่วน เส้นผมดำขลับสลวยยาวถึงเอวนับเป็นหญิงงามที่ยากจะพบพานอีกผู้หนึ่งที่ไม่แพ้สามสาวที่มากับตน กังหลงจ้องมองจนจิตใจหวั่นไหวสลัดหน้าคราหนึ่งสำรวมจิตจนสงบจับชีพจรตรวจตรา รำพึงเบา ๆ
"นับเป็นสตรีงามที่มิได้ด้อยไปกว่าแม่นางหลานสวี่เลยแม้แต่น้อยเหตุใดจึงออกมาต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสามในยามค่ำคืนคนเดียวเช่นนี้ดูท่าทางคงจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยที่สลบไปคงเป็นเพราะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้มายาวนานจนสิ้นเรี่ยวแรงให้กินโอสถรักษาอาการบอบช้ำภายในและโอสถฟื้นฟูลมปราณชั่วครู่คงได้สติ "
กังหลงหยิบโอสถรักษาอาการบอบช้ำและฟื้นฟูพลังปราณออกมาอย่างละหนึ่งเม็ด พยายามป้อนเข้าปากแต่สตรีงามในอ้อมแขนคล้ายตกใจหมดสติมิยอมกลืนกินเอง ในยามที่มิทราบจะทำอย่างไรเพราะอาการตกใจจนร่างกายเกร็งหากมิได้รับการช่วยเหลือให้ผ่อนคลายโดยเร็วย่อมเป็นปัญหาทำให้เลือดลมตีบตันโคจรย้อนกลับเกิดผลเสียยิ่งขึ้นจนถึงขั้นธาตุไฟแตกจึงตัดสินใจประกบปากใช้ลิ้นดันเม็ดโอสถเข้าไปและถ่ายเทลมปราณทางปากกรุยให้เม็ดโอสถไหลรินลงสู่ลำคอจนหมดสิ้นยามสัมผัสกับริมฝีปากอันอ่อนนิ่มหอมละมุนจนกังหลงถึงกับมิอยากจะถอนริมฝีปากกลับหลังจากสงบจิตขจัดความฟุ้งซ่านทำการช่วยเหลือจนเสร็จสิ้นจึงถอนริมฝีปากกลับพร้อมกับเสียงของสตรีในอ้อมแขนได้ดังขึ้นเบา ๆ
"อืมม.ม."