เยี่ยซิงเหอล้มลงในเรือนยา แต่เมื่อลืมตาอีกครั้งพื้นใต้ร่างกลับเป็หินสีดำซึ่งเย็นยิ่งกว่าหิมะ
กลิ่นสมุนไพรหายไป เสียงค้อนซ่อมประตูโม่เหอเงียบสนิทเบื้องหน้ามีบันไดหินทอดขึ้นสู่หอคอยสูงจนยอดจมหายกลางหมู่ดาวประตูชั้นล่างปิดอยู่ ไม่มีตะเกียง ไม่มีคนเฝ้า และไม่มีรอยเท้าอื่นบนฝุ่นบาง
เขาจำเงานี้ได้
มันเคยปรากฏหลังดวงตาในคืนที่ปราณสีทองตอบสนองครั้งแรกเป็เพียงภาพเลือนรางซึ่งหายเมื่อเขาตื่น ทว่าคราวนี้ลมหายใจกลายเป็ไอขาวความเจ็บจากแขนขวายังอยู่ และพื้นหินบาดฝ่าเท้าราวสิ่งจริง
เยี่ยซิงเหอหันกลับ
ไม่มีทางลง บันไดขั้นสุดท้ายจบตรงความมืดซึ่งไร้พื้นดินหมู่บ้าน ูเา และน้ำตกหายไปทั้งหมด ราวกับหอคอยตั้งอยู่นอกสถานที่ซึ่งเขารู้จัก
“ผู้เฒ่าโม่!” เขาเรียก
เสียงตนเองสะท้อนขึ้นไปตามผนังแล้วกลับมาเบากว่าเดิมหลายชั่วลมหายใจ ไม่มีคำตอบ
เขาตบแก้มตน ความเจ็บชัดเจน ลองนั่งกำหนดลมหายใจแต่ปราณทองในอกนิ่งราวถูกบางสิ่งกดไว้ ใช้กำลังเปิดทางไม่ได้ แม้จะเปิดได้เขาก็ไม่รู้ว่าควรโจมตีสิ่งใด
เป้าหมายแรกจึงมิใช่เข้าไปในหอคอยหากเป็กลับออกไปก่อนค่ายกลบนเขาจะเชื่อมกัน
เขาเดินรอบฐาน หอคอยกว้างกว่าที่เห็นจากบันไดผนังสีดำไร้รอยต่อ มีหน้าต่างแคบอยู่สูงเกินเอื้อมทุกสิบก้าวจะพบรอยเสี้ยวดาวสลักบนก้อนหิน แต่ไม่มีรอยใดตอบมือเขา
เมื่อเดินครบวง เขากลับมาหน้าประตูโดยไม่พบทางออก
ตรงข้างบานประตูมีนาฬิกาน้ำสัมฤทธิ์ตั้งอยู่สามชั้นภาชนะบนสุดว่างเปล่า แต่หยดน้ำยังเกิดกลางอากาศ ตกลงทีละหยดโดยไม่มีต้นทางภาชนะล่างมีเส้นบอกยาม ทว่าตัวอักษรบนเส้นเลือนจนอ่านไม่ได้
เยี่ยซิงเหอนับหยดน้ำ
หนึ่งถึงหนึ่งร้อย
ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน หมู่ดาวเหนือศีรษะไม่เคลื่อนเงาของหอคอยไม่ยาวหรือสั้นลง ความหิวไม่เพิ่ม แต่ความล้าจากหมัดยังคงอยู่
เขานับอีกหนึ่งร้อยหยด แล้ววางเศษฝุ่นเป็กองเล็กข้างฐานเพื่อไม่ให้ตนหลงคิดว่าเวลาไม่เดิน
“หากเป็ความฝัน ข้าต้องตื่นอย่างไร” เขาพึมพำ
เสียงหนึ่งตอบจากในหอคอย
“หากเป็ความจริง เ้าจะออกไปอย่างไร”
เยี่ยซิงเหอลุกทันที เสียงนั้นไม่แก่ ไม่หนุ่มไม่ใช่บุรุษหรือสตรีอย่างชัดเจน มันดังจากหลังประตู ทว่าเมื่อเขาแนบหูเสียงเดียวกันกลับเหมือนอยู่ใต้พื้นและเหนือยอดหอพร้อมกัน
“ท่านเป็ผู้ใด”
ไม่มีคำตอบ
“ที่นี่คือที่ใด”
ความเงียบ
“ข้าอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว”
คราวนี้นาฬิกาน้ำหยดดังขึ้นหนึ่งครั้ง ทั้งที่มันหยดอยู่ตลอดเสียงเดียวหนักจนฝุ่นรอบฐานกระเพื่อม
เยี่ยซิงเหอไม่ถามซ้ำ เขาตรวจประตูแทน บานหินสูงสามจั้งไม่มีห่วงจับ ตรงกลางมีวงกลมซ้อนสามชั้น คล้ายเส้นรอบสัญลักษณ์โลหิตแต่สีและจังหวะต่างกันโดยสิ้นเชิง วงนี้ไม่ดึงเื ไม่ส่งความร้อนและไม่บังคับให้รอยเสี้ยวดาวตอบ
ด้านข้างประตูมีช่องแคบพอให้สอดมือ เขาลองแตะข้อมือผ่านเข้าไปโดยไม่พบกำแพงอีกด้าน
เยี่ยซิงเหอดึงมือกลับ ไม่มีาแ
ทางเดินมิได้อยู่ตรงบานประตู แต่อยู่ในเงาข้างมัน
เขาไม่ก้าวเข้าไปทันทีภาพค่ายกลบนูเาสอนแล้วว่าทางง่ายอาจเป็ทางซึ่งผู้อื่นเตรียมให้เดินเขาหยิบเศษหินโยนผ่านช่อง เสียงกระทบพื้นดังจากด้านในแล้วเศษหินกลิ้งกลับออกมาหลังผ่านไปเจ็ดลมหายใจ
บนผิวหินมีรอยใหม่—เสี้ยวดาวสีทองบาง
หากนี่เป็กับดัก มันรู้จักรอยบนหลังเขา หากเป็มรดกมันก็รู้ก่อนที่เขาจะรู้ว่าตนสืบทอดสิ่งใด
เยี่ยซิงเหอนึกถึงคำถามของเสียงซึ่งยังไม่กล่าวตรง ๆและนึกถึงผู้เฒ่าโม่ที่มักให้ความเงียบแทนคำตอบ ความไม่รู้สองแบบต่างกันแบบหนึ่งปกป้องเขาจนกลายเป็กรงอีกแบบกำลังล่อให้เขาเปิดประตูด้วยความอยากได้คำตอบ
เขาเลือกสอดมือผ่านช่องอีกครั้ง แต่ไม่เดินตามส่งเพียงชายผ้าคาดเอวผูกกับก้อนหินเข้าไป เมื่อดึงกลับ ผ้าไม่ไหม้ ไม่เปียกและไม่มีกลิ่นผิดปกติ
จากนั้นจึงก้าวผ่าน
* * *
ภายในหอคอยกว้างกว่าฐานด้านนอก
เสาหินดำเรียงเป็วงนับไม่ถ้วนเพดานสูงจนแสงดาวลอดลงมาเป็เส้น ตรงกลางมีลานว่าง พื้นเต็มไปด้วยรอยเท้าจางบางรอยใหญ่กว่ามนุษย์ บางรอยเล็กเหมือนเด็กแต่ทุกชุดหยุดหน้าประตูชั้นในซึ่งยังปิด
ข้างลานคือหอเก็บคัมภีร์ชั้นไม้สูงหลายสิบชั้นเรียงยาวเข้าไปในเงามืด บนชั้นมีม้วนไม้ไผ่ แผ่นหยกและหนังสือผูกเชือก แต่เมื่อเยี่ยซิงเหอหยิบม้วนใกล้มือตัวอักษรทั้งหมดกลับเป็เพียงเส้นว่าง
เขาหยิบอีกม้วน ผลเหมือนเดิม
แผ่นหยกชิ้นหนึ่งอุ่นเมื่อแตะหน้าผาก ทว่ามิได้ส่งความรู้มีเพียงภาพกำปั้นแตะบรรพตแล้วูเาแตกจากแกนกลางวาบขึ้นชั่วพริบตาภาพนั้นใหญ่เกินสิ่งที่เขาทำกับหุ่นไม้นับพันเท่า และอันตรายเกินจะเรียกว่าคำสอน
เยี่ยซิงเหอรีบวางแผ่นหยก
เสียงเดิมดังขึ้น “เ้า้าสิ่งใด”
“ทางกลับ”
“บนชั้นมีวิชาซึ่งทำให้เ้าแข็งแกร่ง”
“ถ้าข้ากลับไม่ได้วิชาเ่าั้ไม่มีประโยชน์ต่อคนที่กำลังรออยู่”
“คนเ่าั้ตัดสินว่าเ้าไร้ค่า”
เยี่ยซิงเหอกำมือ แต่แขนขวาชาทำให้กำไม่สนิท“บางคนตัดสินเช่นนั้น บางคนขึ้นเขากับข้า บางคนยอมเสียไม้ซ่อมประตูให้ข้าฝึกพวกเขาไม่ใช่คนคนเดียวกัน”
เสียงเงียบไป
เขาเดินลึกเข้าไปในหอเก็บคัมภีร์ชั้นวางแต่ละแถวเหมือนยาวขึ้นเมื่อเข้าใกล้ หากเดินตามไป อาจหลงจนหาประตูกลับไม่พบเขาจึงฉีกด้ายเส้นเล็กจากชายเสื้อ ผูกไว้กับเสาต้นแรก แล้วคลายตามทาง
ผ่านไปหลายร้อยก้าว ด้ายหมด แต่ปลายแถวยังไม่ปรากฏ
เยี่ยซิงเหอหันกลับ เสาต้นแรกอยู่ห่างเพียงสิบก้าว
พื้นที่ในหอคอยไม่ยอมวัดด้วยระยะธรรมดา
เขากลับลานกลางแทนการฝืนเสียงน้ำหยดจากนาฬิกาด้านนอกยังได้ยินผ่านประตูทั้งที่เดินมานานพอให้ตะวันเคลื่อนครึ่งฟ้า หากเวลานอกหอเดินตามปกติโม่เหอคงเข้าสู่ค่ำแล้ว
เขาวางนิ้วบนชีพจรตน นับลมหายใจ เทียบกับหยดน้ำ
สามลมหายใจต่อหนึ่งหยด
เมื่ออยู่ด้านนอก นาฬิกาหยดเร็วกว่านั้น
หรือร่างเขาช้าลง
เยี่ยซิงเหอมองผ่านช่องหน้าต่างสูงสุด เห็นภาพพร่าอยู่ไกลออกไปมิใช่หมู่ดาว แต่เป็เรือนยาของผู้เฒ่าโม่ ชายชรากำลังประคองร่างเขาบนพื้นมือหนึ่งกดจุดกลางหลัง อีกมือหยิบเข็มเงินเทียนบนโต๊ะเพิ่งไหลลงจากรอยเดิมเพียงเล็กน้อย
เสียงค้อนซ่อมประตูดังเข้ามาช้าและยาวการกระแทกหนึ่งครั้งด้านนอกกิน่เวลาหลายสิบลมหายใจในหอ
โลกภายนอกมิได้หยุด
มันเพียงเดินช้ากว่าความรับรู้ของเขาหรือเวลาในหอคอยเดินเร็วกว่าด้านนอกจนหนึ่ง่สั้นของโม่เหอกลายเป็เวลายาวที่นี่
ความคิดแรกของเยี่ยซิงเหอไม่ใช่เื่มรดก หากเป็การฝึกหากหนึ่งคืนด้านนอกให้เวลาเขาหลายวันด้านใน เขาอาจควบคุมปราณก่อนค่ายกลทำงานอาจชดเชยปีซึ่งถูกเรียกว่าไร้ค่า
ความคิดที่สองตามมาช้ากว่าและหนักกว่า
หากเขาอยู่ที่นี่นาน ร่างด้านนอกจะเป็เช่นไรคนบนเขาจะรอหรือไม่ และิญญาของเขาจะรับเวลาซึ่งยาวกว่าร่างได้กี่ครั้ง
ไม่มีของขวัญใดไร้ราคา
เขาลองก้าวไปยังประตูซึ่งเห็นภาพโลกภายนอกภาพผู้เฒ่าโม่หายทันที ผนังกลับเป็หินดำเหมือนเดิม
“ข้าต้องกลับ” เขากล่าว
เสียงตอบ “เ้ามีเวลามากกว่าผู้อื่น เหตุใดรีบ”
“เพราะเวลาของข้าเพิ่ม แต่เวลาของพวกเขาไม่ได้เพิ่ม”
ถ้อยคำสะท้อนไปตามเสา รอยเท้าเก่าบนพื้นบางชุดสว่างขึ้นแล้วดับคล้ายมีผู้เคยตอบต่างจากเขา
ประตูชั้นในยังปิด
เยี่ยซิงเหอสำรวจรอบลาน พบแท่นหินเตี้ยอยู่หน้าบานประตูบนแท่นมีรอยฝ่ามือ เขาวางมือซ้ายลงเพราะมือขวายังชา
ปราณทองในอกขยับเป็ครั้งแรกั้แ่เข้ามา
มันไหลขึ้นแผ่นหลัง ผ่านรอยเสี้ยวดาว แล้วลงแขนซ้ายเส้นทองบนบานประตูสว่างตาม แต่เมื่อแสงเกือบครบวง ความเจ็บจากแผลก็ทำให้พลังขาด
ประตูไม่เปิด
เสียงถามชัดขึ้นกว่าเดิม “เ้าคือผู้สืบทอดหรือไม่”
คำนี้ตรงกับคำซึ่งซิงเหอเคยได้ยินเลือนรางเขาอาจตอบว่าใช่เพื่อให้ประตูเปิด หอคอยรู้จักดวงตรา รู้จักหมัด และดึงเขาเข้ามาย่อมมีเหตุให้ถาม
แต่เขาไม่รู้ว่ากำลังสืบทอดสิ่งใด
ไม่รู้ว่าผู้มอบ้าอะไร
ไม่รู้ว่าคำรับนั้นผูกชีวิตตนกับผู้ใด
ชายหนุ่มจากเมืองใช้กำลังสร้างกติกาผู้เฒ่าโม่ใช้ความลับสร้างกรง ส่วนหอคอยกำลังใช้คำตอบเป็ราคาของประตูหากเขาพูดสิ่งที่ไม่รู้เพียงเพื่อเอาวิชาเขาก็กำลังมอบสิทธิ์เหนือชีวิตให้คำหนึ่งซึ่งยังไม่เข้าใจ
เยี่ยซิงเหอยกมือออกจากแท่น
“ข้าไม่รู้”
แสงบนประตูดับ
“เ้าถือรอยแห่งการสืบทอด” เสียงกล่าว
“รอยบนร่างไม่ใช่คำตอบของข้า”
“เ้าปรารถนาพลัง”
“ข้าปรารถนากลับไปปกป้องหมู่บ้านแต่ไม่รู้ว่าพลังของท่านจะให้ข้าปกป้องสิ่งใด หรือบังคับให้ข้าทำลายสิ่งใด”
“หากไม่ตอบรับ ประตูจะไม่เปิด”
“เช่นนั้นข้าจะหาทางอื่น”
เยี่ยซิงเหอหันจากแท่น เขาไม่ได้รู้สึกกล้าหาญมีเพียงความกลัวว่าจะติดอยู่ที่นี่ แต่ความกลัวไม่ทำให้คำโกหกกลายเป็ความจริง
เขากลับไปยังนาฬิกาน้ำ คิดจะทำลายมันเพื่อตัดความฝันแล้วหยุดก่อนลงมือ เพราะยังไม่รู้ว่าหากภาชนะพังเวลาของร่างด้านนอกจะได้รับผลหรือไม่เขาจึงถอดถุงทรายเล็กซึ่งผู้เฒ่าโม่ผูกไว้ที่เอวก่อนหมดสติ วางรับหยดน้ำทีละหยด
น้ำมิได้สะสมในถุง มันซึมหายทันทีแต่ความเย็นทำให้ความรู้สึกที่แขนขวากลับมาเล็กน้อย
เขาใช้หยดน้ำล้างข้อนิ้ว แล้วฝึกท่าหมัดโดยไม่ใช้ปราณ
เท้า เอว ไหล่ แขน
ช้าเกินกว่าจะทำลายสิ่งใด
เขาทำซ้ำเพื่อรอ ไม่ใช่เพื่อชนะหอคอยทุกสิบครั้งหยุดฟังเสียงค้อนจากโลกภายนอก หนึ่งเสียง สองเสียงสามเสียง—เวลาของหมู่บ้านยังเดิน และเขาต้องออกไปให้ทัน
หลังหมัดที่หนึ่งร้อย ความล้ากลับไม่อยู่ที่กล้ามเนื้อหากอยู่ลึกในความคิด ชื่อของคนบางคนพร่าไปชั่วครู่เขาจำใบหน้าผู้ใหญ่บ้านได้แต่เกือบนึกคำเรียกไม่ออกนี่คือราคาของเวลาซึ่งิญญารับแทนร่าง
เยี่ยซิงเหอหยุดทันที
เขานั่งทบทวนชื่อหมู่บ้าน ชื่อผู้เฒ่าโม่ และเหตุที่ตนต้องกลับจนความทรงจำกลับชัด เขาไม่ใช้เวลาที่เหลือฝึกต่อ แม้หอคอยจะมอบสิ่งซึ่งคนอื่นไม่มีการใช้จนลืมผู้ที่้าปกป้องย่อมทำให้เป้าหมายกลวงเปล่า
“ข้ายังไม่ใช่ผู้สืบทอดของท่าน” เขากล่าวกับความว่าง“แต่ข้าคือเยี่ยซิงเหอแห่งโม่เหอ หากชื่อนี้ไม่พอเปิดประตูข้าก็จะไม่ยืมชื่อที่ไม่รู้จัก”
เสียงน้ำหยุดหยด
หมู่ดาวเหนือหอคอยเคลื่อนพร้อมกันเป็ครั้งแรกแสงเส้นหนึ่งตกจากยอดถึงแท่นหิน รอยฝ่ามือเดิมหายไปเหลือเพียงพื้นเรียบซึ่งไม่ขอเื ไม่ขอปราณ และไม่ขอคำตอบรับ
เสียงในหอคอยกล่าวเบามาก
“จดจำคำของเ้าไว้”
บานประตูชั้นในสั่น
รอยปิดกลางประตูแยกออกทีละเส้น ลมเย็นซึ่งมีกลิ่นกระดาษเก่าเหล็ก และท้องฟ้าหลังฝนพัดออกมาจากช่องมืด เื้ัยังมองไม่เห็นวิชา สมบัติหรือผู้พูด มีเพียงบันไดซึ่งทอดขึ้นสู่ชั้นแรก
เยี่ยซิงเหอยืนโดยไม่ก้าวเข้าไป
เขาได้คำตอบหนึ่งแล้ว—เวลาในหอคอยเดินต่างจากโลกภายนอกและทุก่เวลาที่ได้เพิ่มมีราคาตกอยู่กับิญญา
ส่วนคำถามว่าผู้ใดสร้างมัน เหตุใดจึงรู้จักดวงตราและ้าให้เขาสืบทอดสิ่งใด ยังถูกเก็บอยู่หลังบันได
ประตูชั้นแรกเปิดกว้างขึ้น
จากโลกภายนอกเสียงผู้เฒ่าโม่เรียกชื่อเขายืดยาวผ่านความต่างของเวลา
เยี่ยซิงเหอก้าวไปถึงธรณีประตูแล้วหันกลับมองทางซึ่งควรพาเขาตื่น
เขามีเวลาเลือกเพียงมากกว่าผู้อื่นมิได้หมายความว่าเลือกได้โดยไม่มีราคา