ค่ำคืนนั้น จวนสกุลจางจัดงานเลี้ยงต้อนรับคู่หมั้นของเหล่าคุณหนูอย่างยิ่งใหญ่ แสงโคมไฟระยิบระยับส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและสีทองที่แขวนระย้าไปตามกิ่งไผ่และใต้ชายคาของศาลาต่างๆ สวนหย่อมที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้คนชนชั้นสูง เสียงดนตรีไพเราะจากวงดุริยางค์ที่นั่งบรรเลงอยู่มุมหนึ่งของสวนลอยมาปะปนกับกลิ่นหอมของดอกไม้และธูปที่จุดไว้ตามจุดต่างๆ
โต๊ะอาหารยาวเหยียดถูกจัดวางอย่างประณีต บรรจงด้วยอาหารเลิศรสและสุราชั้นดี จานทองและถ้วยเงินเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว สะท้อนแสงโคมไฟจนระยิบระยับไปทั่ว อาหารนานาชนิดจัดวางอย่างสวยงาม ตั้งแต่เป็ดย่างปักกิ่งที่หนังกรอบเป็นสีทองน้ำตาล ปลาเก๋าแกงเผ็ดที่มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว กุ้งมังกรนึ่งที่ใหญ่โตและสดใหม่ ไปจนถึงขนมหวานประเภทต่างๆ ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวและน้ำตาลทรายแดง
ณ โต๊ะประธาน เหล่าคุณหนูทั้งสี่คนนั่งเรียงกันติดๆ กัน หลิวเหมยนั่งอยู่ข้างซ้ายสุด ในชุดผ้าไหมสีเขียวมรกตที่ปักลายดอกโบตั๋นด้วยด้ายทอง ผมดำยาวถูกเกล้าเป็นมวยสูงและประดับด้วยกิ่งไผ่ทองคำ ใบหน้าขาวเนียนของนางแต่งแต้มด้วยแป้งและลิปสติกสีแดงอ่อน ดูงดงามราวกับนางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์ ถัดมาเป็นหวังฟาง นางสวมชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อนที่ปักลายผีเสื้อด้วยด้ายเงิน ผมดำเป็นคลื่นถูกเกล้าเป็นมวยต่ำและประดับด้วยดอกไม้สดสีขาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ของนางเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และความน่ารัก ซูหลินนั่งถัดมา นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ปักลายเมฆด้วยด้ายขาว ผมดำยาวถูกเกล้าเป็นมวยข้างและประดับด้วยหวีทองคำ ใบหน้าเรียวของนางดูสง่างามและมีเสน่ห์ และจางซินนั่งอยู่ข้างขวาสุด นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ปักลายดอกซากุระด้วยด้ายเงิน ผมดำยาวถูกเกล้าเป็นมวยแบบเรียบง่ายและประดับด้วยดอกไม้สดสีชมพู ใบหน้าหวานของนางเต็มไปด้วยความอ่อนหวานและความบริสุทธิ์
ตรงข้ามกับเหล่าคุณหนู คู่หมั้นทั้งสี่คนนั่งเรียงกันเช่นกัน จางเหว่ยนั่งตรงข้ามกับหลิวเหมย เขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลายมังกรด้วยด้ายทอง ใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางสุภาพเรียบร้อย คุณชายสวี่นั่งตรงข้ามกับหวังฟาง เขาสวมชุดผ้าไหมสีเทาอ่อนที่ปักลายไผ่ด้วยด้ายเงิน ดูอ่อนโยนและมีความรู้ คุณชายเหวินนั่งตรงข้ามกับซูหลิน เขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำตาลอ่อนที่ปักลายใบไม้ด้วยด้ายทอง ท่าทางมั่นใจและดูมีเสน่ห์ และแม่ทัพน้อยถังนั่งตรงข้ามกับจางซิน เขาสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มที่ประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร่างสูงใหญ่และท่าทางแข็งแกร่ง ดูมีอำนาจและน่าเกรงขาม
บรรยากาศภายนอกดูอบอุ่นและเป็นกันเอง แขกเหรื่อต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะๆ ผสมกับเสียงแก้วชนกันของการดื่มสุรา แต่ภายในใจของเหล่าคุณหนูแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและปรารถนาที่ซ่อนเร้น ความคิดของพวกนางยังคงหวนกลับไปที่เหตุการณ์ในสวนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาพของลุงชางและลุงกัวที่เปลือยกายและกำยำยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ทำให้พวกนางรู้สึกร้อนรุ่มและปั่นป่วนทุกครั้งที่นึกถึง
ลุงชางและลุงกัวในชุดคนรับใช้ที่ดูสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าสีขาวที่รีดเรียบเรียงและกางเกงสีดำที่พอดีกับรูปร่าง แต่ก็ยังคงเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งภายใต้เสื้อผ้า ไหล่กว้างและแขนที่มีกล้ามเนื้อนูนชัดเจน ได้รับมอบหมายให้คอยรินสุราและปรนนิบัติแขกเหรื่อในงาน ทั้งสองเดินวนเวียนไปมาระหว่างโต๊ะอาหาร ถือขวดสุราและถ้วยในมือ ท่าทางของพวกเขาดูสุภาพและเรียบร้อย แต่สายตาคมกริบของพวกเขากวาดมองไปยังเหล่าคุณหนูที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เปิดเผย แววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบเงียบ
หลิวเหมยพยายามสนใจกับบทสนทนาของจางเหว่ยเกี่ยวกับการค้าขายและธุรกิจของครอบครัว เขาเล่าถึงเส้นทางการค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดขึ้นและโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ แต่ความคิดของนางกลับหลุดลอยไปที่อื่น ทุกครั้งที่นางเห็นลุงชางเดินผ่านมา นางจะรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง หัวใจเต้นเร็วขึ้น และลมหายใจก็หอบถี่ขึ้น นางพยายามใช้พัดกระดาษปัดลมให้ตัวเอง แต่ความร้อนที่รู้สึกนั้นไม่ได้มาจากอากาศ หากแต่มาจากไฟปรารถนาที่ลุกโชนอยู่ภายในใจ
หวังฟางก็เช่นเดียวกัน นางพยายามแสดงความสนใจกับเรื่องราวที่คุณชายสวี่เล่าให้ฟัง เขากำลังเล่าถึงบทกวีที่เขาแต่งขึ้นใหม่และงานศิลปะที่เขาชื่นชอบ แต่สายตาของนางกลับแอบมองไปที่ลุงกัวที่กำลังรินสุราให้แขกที่โต๊ะข้างๆ ร่างกายกำยำของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ กล้ามเนื้อบนแขนและหลังเคลื่อนไหวตามการเคลื่อนไหวของเขา ทำให้หวังฟางรู้สึกเสียวซ่านไปทั่วร่าง นางกัดริมฝีปากล่างเบาๆ พยายามระงับความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านขึ้นมา
ซูหลินนั่งเงียบๆ ฟังบทสนทนาของคุณชายเหวิน เขากำลังเล่าถึงการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ และประสบการณ์ที่น่าสนใจที่เขาได้พบเจอ แต่ความสนใจของนางกลับไปอยู่ที่การเคลื่อนไหวของลุงชางและลุงกัว นางสังเกตเห็นวิธีที่พวกเขาเดิน วิธีที่พวกเขาจับของ และวิธีที่พวกเขามองมาที่เหล่าคุณหนู มีบางอย่างในสายตาของพวกเขาที่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นและหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน ราวกับพวกเขากำลังวางแผนบางอย่างที่อันตรายแต่น่าตื่นเต้น
จางซินพยายามสนใจกับเรื่องราวที่แม่ทัพน้อยถังเล่าให้ฟัง เขากำลังเล่าถึงการรบและยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่เขาใช้ในสนามรบ เสียงของเขาแข็งแกร่งและมั่นใจ แต่ความคิดของนางกลับหลุดลอยไปที่ลุงชางและลุงกัวเช่นกัน นางรู้สึกถึงความตื่นเต้นแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นพวกเขาเดินผ่านมา ความรู้สึกที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนแต่กลับรู้สึกติดใจ
เมื่อลุงชางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะประธาน หลิวเหมยรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายกำยำที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ กลิ่นกายชายฉกรรจ์ที่อบอวลไปด้วยเหงื่อไคลและกลิ่นดินที่คุ้นเคย ผสมกับกลิ่นสบู่และน้ำหอมอ่อนๆ ที่เขาใช้ ลอยมาแตะจมูกของนางอย่างจัง ทำให้นางพยายามสงบสติอารมณ์อย่างสุดความสามารถ แต่หัวใจกลับเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ราวกับจะหลุดออกมาจากอก เสียงเต้นของหัวใจดังขึ้นจนนางกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน ความรู้สึกตื่นเต้นและหวาดหวั่นปะปนกันไปในใจของนาง ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งที่จะเกิดขึ้น
นางพยายามมองไปที่จานอาหารหน้าตัว แต่สายตาของนางกลับแอบเหลือบไปมองลุงชางที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ของเขาดูโดดเด่นท่ามกลางแขกเหรื่อคนอื่นๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่มีเครารุงรังเล็กน้อย ดวงตาคมกริบที่ดูลึกลับและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ริมฝีปากที่หนาและเซ็กซี่ ทำให้หลิวเหมยรู้สึกเสียวซ่านทุกครั้งที่มอง
ลุงชางรินสุราให้จางเหว่ยอย่างช้าๆ ท่าทางของเขาดูสงบนิ่งและสุภาพ เขาก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ และเทสุราลงในถ้วยอย่างระมัดระวัง แต่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้นกลับซ่อนเร้นความเจ้าเล่ห์และอันตรายไว้ มือหนาของเขาจับขวดสุรานิ่งสนิท แต่ปลายนิ้วเรียวกลับแอบยื่นไปสะกิดติ่งหูของหลิวเหมยอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว ราวกับผีเสื้อที่โบยบินมาสัมผัสเพียงชั่วครู่ ก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น การสัมผัสนั้นเบาจนแทบจะไม่รู้สึก แต่กลับสร้างความปั่นป่วนในใจของหลิวเหมยอย่างรุนแรง
"อ๊ะ!" หลิวเหมยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจและเสียวซ่านที่แล่นแปลบไปทั่วร่าง นางรู้สึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั่วทั้งตัว ความรู้สึกร้อนผ่าวแผ่ซ่านจากติ่งหูลงไปถึงปลายเท้า ร่างกายของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตกใจและความเสียวซ่าน นางกำพัดในมือแน่นจนพัดที่ทำจากกระดาษสาเนื้อดีหักครึ่ง เสียงพัดหักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ทุกคนหันมามองด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะจางเหว่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ นาง
เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ก็หันมามองหลิวเหมยด้วยความประหลาดใจเช่นกัน หวังฟางเหลือบมองด้วยความเข้าใจ เพราะนางรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ซูหลินมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่วนจางซินมองด้วยความกังวล
จางเหว่ยหันมามองหลิวเหมยด้วยความประหลาดใจและเป็นห่วง "เหมยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดจึงทำพัดหักเช่นนั้น" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แววตาของเขากลับฉายแววสงสัยอย่างปิดไม่มิด เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในท่าทางของหลิวเหมยและรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หลิวเหมยพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ใบหน้าของนางแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ความร้อนผ่าวบนใบหน้าบ่งบอกถึงความอับอายและความเสียวซ่านที่ยังคงแล่นพล่านอยู่ทั่วร่าง "ข้า... ข้าเพียงแต่ตกใจเสียงเพลงเล็กน้อยเจ้าค่ะ" นางแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอับอายและตื่นเต้น นางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวกับถูกไฟสุม และความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อนางเห็นรอยยิ้มมุมปากของลุงชาง
นางพยายามหลีกสายตาจากลุงชาง แต่กลับรู้สึกถึงแววตาของเขาที่จ้องมองนางอย่างเจ้าเล่ห์ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปะปนกับความปรารถนาที่ไม่อาจควบคุมได้ นางรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้อง แต่ร่างกายของนางกลับตอบสนองต่อการสัมผัสของลุงชางอย่างไม่อาจต้านทานได้
ลุงชางยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ แววตาของเขาฉายแววพึงพอใจอย่างชัดเจน เขาเห็นปฏิกิริยาของหลิวเหมยและรู้ดีว่าการสัมผัสของเขาได้ผลตามที่ต้องการ เขาก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อจางเหว่ย ก่อนจะเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางของเขาดูสงบเสงี่ยมและเป็นมืออาชีพ แต่ในใจกลับรู้สึกพึงพอใจกับผลงานของตัวเอง
ทิ้งให้หลิวเหมยนั่งตัวสั่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธที่ถูกกระทำต่อหน้าคู่หมั้น อายที่แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน และปรารถนาที่พลุ่งพล่านในส่วนลึกของจิตใจ นางรู้สึกราวกับถูกลุงชางจุดไฟราคะขึ้นในตัวอย่างจงใจ และนางก็ไม่สามารถดับมันลงได้เลย ความรู้สึกนั้นเผาผลาญนางจากภายใน ทำให้นางรู้สึกร้อนรุ่มและปั่นป่วนไปทั่วร่าง
นางรู้ดีว่านางกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความปรารถนาที่อันตราย และนางก็พร้อมที่จะจมดิ่งลงไปในวังวนนั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกบดบังด้วยความต้องการที่ไม่อาจควบคุมได้ นางต้องการสัมผัสของลุงชางอีก ต้องการให้เขาทำมากกว่านี้ แม้ว่าจะรู้ดีว่ามันผิดและอันตราย
บรรยากาศในงานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป แขกเหรื่อต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครสังเกตเห็นความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในใจของหลิวเหมย เสียงดนตรียังคงบรรเลงอย่างไพเราะ แสงโคมไฟยังคงส่องแสงอบอุ่น แต่สำหรับหลิวเหมยแล้ว ทุกอย่างดูเปลี่ยนไป นางรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากเดิม โลกที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและอันตราย