# บทที่ 32 — ผู้ถูกเลือกต้องตัดสินเพียงลำพัง
อักษรสีดำเหนือเมล็ดกลางไม่จางหาย
**ผู้ถูกเลือกต้องตัดสินเพียงลำพัง**
ทันทีที่คำสุดท้ายปรากฏ พื้นหินใต้เท้าของโม่เฉินก็สว่างขึ้นเป็วงกลมสีขาวเงิน วงนั้นไม่ได้ผลักเขาเข้าไปหาเมล็ดกลาง แต่มันผลักทุกคนอื่นออกไป
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกตราเ้าสำนักขึ้นตอบโต้ แสงทองปะทะผนังใสที่ผุดขึ้นระหว่างนางกับโม่เฉิน เสียงกระทบดังทึบเหมือนค้อนตีระฆังใต้ผิวน้ำ ผนังนั้นไม่แตก แต่สะท้อนแสงทองกลับมาจนตราในมือนางสั่น
ลั่วชิงเสวี่ยฟันกระบี่ใส่แนวกั้นทันที แสงกระบี่สีเงินหายเข้าไปในผนังโดยไร้รอยขีดข่วน ก่อนย้อนกลับมาเป็แรงะเืทำให้าแที่มือของนางปริออกอีกครั้ง
“อย่าโจมตี!” โม่เฉินะโ “มันเอาแรงต้านไปเลี้ยงแกน!”
ลั่วชิงเสวี่ยหยุดกระบี่กลางทาง นางกำด้ามไว้แน่นจนข้อนิ้วขาว แต่ยอมถอยออกจากแนวกั้นหนึ่งก้าว
สตรีชุดขาวถูกผลักไปอีกด้านของวง นางพยายามยื่นมือผ่านกำแพงใส รอยครึ่งดอกบัวที่ข้อมือสว่างขึ้นอย่างเ็ป “นี่คือสิ่งที่มันทำกับผู้เปิดทางทุกคน มันแยกคนหนึ่งออกมา แล้วทำให้คิดว่าไม่มีใครช่วยได้”
“มันพูดว่า ‘เพียงลำพัง’ ไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีใครอยู่ข้างเ้า’” โม่เฉินตอบ
“ต่างกันอย่างไร” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“ต่างกันตรงที่ผู้ตัดสินต้องเป็ข้า แต่การตัดสินใจไม่ได้แปลว่าข้าต้องปิดหูตัวเอง”
แกนคำสั่งเต้นขึ้นอีกครั้ง เส้นดำหกสายที่ออกจากกลีบดอกบัวพลันเปลี่ยนจากสีดำเป็สีเทาหม่น เสียงระฆังเบาดังจากที่ไกลเกินจะบอกทิศทางได้
ทุกครั้งที่ระฆังดัง แสงของหนึ่งเส้นจะจางลงเล็กน้อย
“มันกำลังนับเวลา” สตรีชุดขาวกล่าว
“เพื่ออะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ให้เขากลัวจนเลือก”
เสียงชายหน้ากากทองดังผ่านประตูหินที่ปิดสนิท ราวกับกระจกดำยังเปิดช่องให้เขามองเห็นทุกอย่าง
“นางพูดถูกครึ่งเดียว” เขากล่าว “แกนไม่บังคับใคร มันเพียง้าเ้าของใหม่ หากไม่มีผู้รับสิทธิ์ก่อนเส้นสุดท้ายดับลง คนทั้งหกจะถูกคืนเป็สิ่งที่ค่ายกล้าั้แ่แรก”
“เชื้อไฟ” โม่เฉินพูด
“วัตถุดิบ” ชายหน้ากากทองแก้คำอย่างนุ่มนวล “คำเรียกไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์”
เสิ่นเยว่โหรวะโชื่อโม่เฉินจากอีกด้านของประตู เสียงเลือนรางจนฟังแทบไม่เป็คำ แต่เส้นด้ายโอสถที่ข้อมือเขาสั่นตึงขึ้นสองครั้ง นางยังอยู่ตรงนั้น และยังไม่ปล่อยเส้นด้าย
โม่เฉินมองมันเพียงครู่เดียว แล้วหันกลับไปยังแกน
“เ้าบอกว่าหกคนจะตาย ถ้าข้ารับสิทธิ์ พวกเขารอดใช่หรือไม่”
“รอด” หน้ากากทองตอบทันที “และพิษของเ้าจะไม่กัดกินเ้าอีก”
เร็วเกินไป
คนที่พูดความจริงมักมีรายละเอียดที่ต้องระวัง แต่คนที่้าให้เหยื่อเลือกจะเตรียมคำตอบไว้ก่อนคำถามเสมอ
“แล้วผู้รับสิทธิ์ได้อะไรนอกจากพลัง” โม่เฉินถาม
ความเงียบเกิดขึ้นหนึ่งจังหวะ
“อำนาจเหนือค่ายกล” ชายหน้ากากทองกล่าวในที่สุด “อำนาจช่วยคนที่เ้า้าช่วย”
“และรับคำสั่งที่เ้าทิ้งไว้ในแกน” โม่เฉินกล่าวต่อแทนเขา “เป็ผู้คุมใหม่ ให้เ้ามีประตูบานใหม่แทนสตรีชุดขาว”
เสียงอีกฝ่ายเย็นลง “เ้าฉลาดกว่าที่สีหน้าบอกไว้มาก”
“เป็คำชมอีกแบบหรือ” โม่เฉินถาม
ลั่วชิงเสวี่ยอยู่หลังผนังใส แต่เขาเห็นว่านางเกือบยิ้ม ก่อนจะกดริมฝีปากกลับเป็เส้นตรงเมื่อระฆังดังอีกครั้ง
เส้นสีเทาเส้นหนึ่งจางลงมากกว่าเดิม
“โม่เฉิน” ซูหวั่นเอ๋อร์เรียก “อย่าถามตามสิ่งที่มันอยากตอบ ดูสิ่งที่มันหลีกเลี่ยง”
“ข้ากำลังดูอยู่” เขาตอบ
แกนคำสั่งไม่เคยบอกว่าหกคนจะตายเพราะกลีบสุดท้ายเปิด มันบอกเพียงว่าพวกเขาจะถูกคืนเป็วัตถุดิบหากไม่มีผู้รับสิทธิ์ นั่นหมายความว่าผู้รับสิทธิ์อาจไม่ใช่ทางช่วยชีวิต แต่เป็เงื่อนไขที่ค่ายกลตั้งไว้เพื่อให้ตัวเองมีเ้าของ
หากเขายอมรับ เขาอาจช่วยพวกเขาในคืนนี้ แต่ยอมให้ศัตรูสร้างกรงที่ใหญ่กว่าเดิมไว้รอบตนเอง
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายปรากฏขึ้นอย่างเงียบผิดปกติ ดวงตาอีโมจิไม่ได้กวนหรือหัวเราะ มันแสดงเพียงรายการหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน
**ตราร่วมเจตนาชั่วคราว**
ราคา: 20 แต้มชะตา
ผล: เชื่อมเจตนาของผู้ยินยอมได้สูงสุดสามคนเป็เวลาสิบลมหายใจ ผู้เชื่อมส่งถ้อยคำได้คนละหนึ่งประโยค
เงื่อนไข: ทุกฝ่ายต้องยินยอมโดยไม่ถูกบังคับ
ผลข้างเคียง: ไม่ส่งพลัง ไม่ป้องกันอันตราย และใช้แล้วแตกทันที
แต้มชะตาของโม่เฉินเหลือยี่สิบสาม เขาไม่ชอบซื้อของที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยราคาแพง โดยเฉพาะเมื่อระบบโผล่พร้อมคำตอบพอดีเกินไป
แต่ไอเท็มนี้ไม่ได้บอกให้ใครสู้แทนเขา มันเพียงให้คนสามคนพูดกับเขาในสถานที่ที่ค่ายกลตั้งใจทำให้เขาโดดเดี่ยว
และเงื่อนไขสำคัญคือความยินยอม
“ข้าจะใช้ของจากระบบชิ้นหนึ่ง” เขาบอกทั้งสามคน “มันเชื่อมความคิดได้สิบลมหายใจ พวกเ้าต้องยอมเอง ไม่มีใครบังคับได้”
ซูหวั่นเอ๋อร์ไม่ถามว่าระบบคืออะไร นางเคยเห็นเขาพูดกับความว่างเปล่าหลายครั้งพอจะรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาสอบสวน “ข้ายอม”
ลั่วชิงเสวี่ยตอบแทบพร้อมกัน “ข้ายอม”
สตรีชุดขาวลังเล มือซ้ายกดข้อมือที่มีตราไว้แน่น “ถ้าตรายังมีคำสั่งหลงเหลือ มันอาจใช้ช่องนี้—”
“มันเชื่อมเจตนา ไม่ใช่ตรา” โม่เฉินบอก “ถ้าเ้าไม่อยากเสี่ยง ข้าจะไม่ใช้เ้า”
นางมองเขา ดวงตาสีม่วงมีความใผ่านไปชั่วครู่ บางทีั้แ่ถูกควบคุมมา ไม่มีใครให้สิทธิ์นางปฏิเสธใน่เวลาที่ทุกคนกำลังจะตาย
“ข้ายอม” นางพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน
โม่เฉินเลือกซื้อ
แต้มชะตาลดจากยี่สิบสามเหลือสาม หน้าต่างระบบทำปากแบนเหมือนรู้สึกเจ็บแทนเงินของตนเอง ก่อนแตกออกเป็แสงสีขาวเงินสี่เส้น แสงสามเส้นลอดผ่านผนังใสไปแตะหน้าผากของซูหวั่นเอ๋อร์ ลั่วชิงเสวี่ย และสตรีชุดขาว
เสียงของโลกเงียบลง
จากนั้น เสียงของซูหวั่นเอ๋อร์ดังขึ้นในความคิดเขาเป็ประโยคแรก
*อย่ารับสิทธิ์ หากสิ่งนั้นทำให้เ้ากลายเป็ผู้คุมแทนศัตรู*
แสงเส้นแรกดับ
เสียงของลั่วชิงเสวี่ยตามมา
*ถ้าทางเลือกมีเพียงช่วยคนหกคนด้วยการขังคนหนึ่งคนไว้ตลอดไป มันไม่ใช่ทางเลือกของผู้พิทักษ์*
แสงเส้นที่สองดับ
สตรีชุดขาวหลับตา นางใช้เวลานานกว่าสองคนแรก เหมือนกำลังเลือกคำหนึ่งคำจากชีวิตที่ถูกสั่งมานานเกินไป
*อย่าเลือกแทนข้า*
แสงเส้นสุดท้ายดับลง
ตราร่วมเจตนาแตกเป็ผงแสง แต่ประโยคของนางยังคงอยู่ในใจโม่เฉิน
อย่าเลือกแทนข้า
นั่นไม่ใช่คำตอบว่าจะทำอย่างไรกับแกนคำสั่ง แต่มันทำให้เขาเห็นสิ่งที่ค่ายกลพยายามซ่อนไว้ตลอดมา ค่ายกลนี้สร้างขึ้นจากการแย่งการตัดสินใจของผู้อื่น กู้เซวียนถูกบังคับด้วยภาพน้องสาว สตรีชุดขาวถูกบังคับด้วยตรา ผู้ถูกผนึกหกคนถูกทำให้กลายเป็วัตถุดิบ
และตอนนี้มันพยายามทำแบบเดียวกันกับเขา โดยตั้งเงื่อนไขว่ามีเพียงเขาที่ต้องเลือก
“ข้าจะไม่รับสิทธิ์” โม่เฉินกล่าวกับเมล็ดกลาง
เส้นสีเทาหกเส้นสั่นพร้อมกัน ระฆังหยุดไปหนึ่งจังหวะ
เสียงหน้ากากทองหัวเราะต่ำจากอีกฟากประตู “แล้วเ้าจะปล่อยให้พวกเขาตาย?”
“ข้าก็จะไม่คืนสิทธิ์ให้เ้า” โม่เฉินกล่าวต่อ “ผู้เปิดทางไม่จำเป็ต้องมีเ้าของ คนทั้งหกไม่ได้ให้สิทธิ์เ้าขังพวกเขา และสตรีชุดขาวก็ไม่ได้ให้สิทธิ์ข้าเลือกแทนนาง”
เขาก้าวไปข้างหน้า หนึ่งก้าว หยุดตรงขอบร่องมือโดยไม่แตะเมล็ดกลาง
“ข้าเลือกตัดสิทธิ์ของค่ายกลในการเลือกแทนทุกคน”
อักษรสีดำเหนือเมล็ดกลางบิดเบี้ยว
**ผู้ถูกเลือกต้องตัดสินเพียงลำพัง**
คำว่า *ผู้ถูกเลือก* จางหายไปก่อน ตามด้วยคำว่า *เพียงลำพัง* เหลือเพียงคำเดียวลอยอยู่เหนือแท่นหิน
**ตัดสิน**
แสงน้ำกำเนิดใต้พื้นห้องพุ่งขึ้นตามรอยกลีบดอกบัว กลีบทั้งหกที่เคยปล่อยเส้นสีเทาค่อย ๆ ปิดกลับทีละกลีบ ไม่ได้ปิดทับเส้นผนึก แต่เปลี่ยนเส้นสีเทาให้เป็เส้นแสงขาวเงินซึ่งไหลย้อนขึ้นไปทางบ่อน้ำด้านนอก
“ไม่!” เสียงชายหน้ากากทองดังเป็ครั้งแรกที่มีความโกรธชัดเจน “เ้าทำลายข้อผูกมัดไม่ได้!”
“ข้าไม่ได้ทำลาย” โม่เฉินตอบ “ข้าเพิ่งหยุดมันไม่ให้โกหก”
ผนังใสรอบตัวเขาแตกร้าว ซูหวั่นเอ๋อร์ยกตราขึ้นเตรียมรับ ลั่วชิงเสวี่ยวางมือที่าเ็บนหยกกุญแจอีกครั้ง ส่วนสตรีชุดขาวมองรอยตราของตนเองอย่างไม่เชื่อสายตา เส้นสีดำที่ยังหลงเหลืออยู่ถูกแสงเงินผลักออกจากข้อมือทีละเส้น
“หกสายไม่ได้ดับ” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว นางเพ่งมองแสงขาวเงินที่ไหลขึ้นไปเหนือเพดานหิน “มันกลับไปหาบ่อน้ำกำเนิด”
“เพราะเราไม่ได้ตัดคนออกจากค่ายกล” โม่เฉินตอบ “เราตัดสิทธิ์ของค่ายกลที่ใช้พวกเขา”
“ต่างกันมากหรือ” ลั่วชิงเสวี่ยถาม เสียงนางยังคงเรียบ แต่หยกกุญแจในมือสั่นตามจังหวะแสงใต้พื้น
“ต่าง” สตรีชุดขาวตอบแทนเขา “ถ้าตัดเส้นผนึกตรง ๆ คนที่ผูกกับมันจะถูกฉีกไปด้วย แต่ถ้าคืนเส้นนั้นให้น้ำกำเนิด มันจะไม่ใช่โซ่ของผู้บงการอีก”
นางยกข้อมือขึ้น รอยครึ่งดอกบัวที่เคยดำแดงยังอยู่ แต่เส้นเืสีดำรอบ ๆ หายไปเกือบหมด “ข้ายังมีตราอยู่ เพราะมันเป็ส่วนหนึ่งของผู้พิทักษ์ แต่คำสั่งที่มากับตราไม่อยู่แล้ว”
คำพูดนั้นทำให้โม่เฉินวางใจได้เพียงเล็กน้อย คำว่าเกือบหมดไม่ใช่คำว่าหมด และหน้ากากทองไม่ใช่คนที่จะยอมเสียหมากชิ้นสำคัญเพราะแผนแรกพัง
เขามองรอยร้าวบนผนังใส “เขา้าให้สิ่งนี้เปิดั้แ่ต้น”
ซูหวั่นเอ๋อร์หันมอง “แกนคำสั่ง?”
“ไม่ใช่แกน” โม่เฉินตอบ “ถ้าเขา้าแค่ผู้รับสิทธิ์ เขาคงเลือกบังคับสตรีชุดขาวั้แ่ยังควบคุมนางได้ เขารอให้ข้าปฏิเสธเงื่อนไขของค่ายกล”
ลั่วชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “เหตุใดการปฏิเสธจึงเป็สิ่งที่เขา้า”
“เพราะผู้ที่ถูกบังคับเปิดประตูได้ไม่ครบ” สตรีชุดขาวกล่าวช้า ๆ ราวกับกำลังดึงความทรงจำที่ไม่อยากแตะออกมา “อาจารย์ข้าเคยบอกว่า ห้องหัวใจบัวเชื่อฟังผู้ถือสิทธิ์เพียงครึ่งเดียว แต่เชื่อฟังคนที่ยอมรับผลของการตัดสินใจตนเองทั้งหมด”
“เขาจึงทำให้โม่เฉินเลือกเอง” ซูหวั่นเอ๋อร์สรุป
“และเขารู้ว่าข้าจะไม่เลือกทิ้งคนหกคน” โม่เฉินกล่าว
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาอีโมจิกลมโตอย่างไม่ค่อยพบเห็น
“ระบบขอแสดงความยินดีแบบไม่เต็มใจ” มันพูด “โฮสต์เพิ่งหลบกับดักหนึ่งชั้น และเปิดกับดักที่ลึกกว่าเดิมหนึ่งชั้น”
“อย่างน้อยเ้าก็รักษานิสัยเดิม” เขาตอบในใจ
“ระบบถือว่าความสม่ำเสมอคือคุณธรรม”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขาพูดกับความว่างเปล่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางไม่ถาม นางเพียงกระชับกระบี่แล้วเลื่อนมายืนใกล้เขาขึ้นเล็กน้อย ราวกับตำแหน่งนั้นช่วยให้คุ้มกันได้หากผนังแตกออกจริง
รอยร้าวบนพื้นกว้างขึ้น แสงจากหยกกุญแจสะท้อนเข้าไปในร่องลึกใต้เมล็ดกลาง แล้วภาพเงาหนึ่งวาบขึ้นบนผิวหิน เป็สตรีในชุดเกราะกระบี่สีขาวเงิน นางคุกเข่าอยู่หน้าแท่นเดียวกัน มือทั้งสองกดบางสิ่งลงไปในใจกลางดอกบัว
ภาพหายไปเร็วเกินกว่าจะเห็นใบหน้า แต่ลั่วชิงเสวี่ยสูดลมหายใจเฮือก “ชุดนั้น...เป็ตราของผู้พิทักษ์กระบี่สกุลลั่ว”
นั่นหมายความว่ามรดกของนางไม่ใช่เพียงกุญแจเปิดประตู มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกตรึงอยู่ใต้แกนั้แ่แรก
แต่ก่อนใครจะโล่งใจ เมล็ดกลางที่ไม่มีใครแตะก็เปิดออกเอง
ภายในไม่ใช่เมล็ดดอกบัว
มันคือปลายตะปูสีดำยาวเท่านิ้วมือ ปักลึกลงไปในหัวใจของแท่นหิน และมีลายครึ่งดอกบัวกลับด้านสลักอยู่บนหัวตะปู
ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดร้องเตือนจากที่ไกลออกไป ผ่านผนังและประตูที่ปิดสนิท
“อย่าดึงมันออก! นั่นไม่ใช่แกนคำสั่ง...มันคือสิ่งที่ตรึงหัวใจบัวไว้!”
รอยร้าวสีดำเริ่มลามจากตะปูไปทั่วพื้นห้อง
และจากอีกฟากของประตู เสียงหน้ากากทองก็กลับมาสงบอีกครั้ง
“ในที่สุด เ้าก็เปิดมันให้ข้าเห็น”