กาลเวลาหมุนผ่านอย่างรวดเร็วจนย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเก้า ลมเย็นที่เริ่มพัดโชยมาเป็นสัญญาณเตือนว่าฤดูหนาวของโลกใบนี้กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า
บนโต๊ะอาหารคลาคล่ำไปด้วยเมนูคาวหวานสารพัดอย่างที่ถูกจัดวางเรียงรายอย่างประณีต ทริสตันและเบียทริซกำลังนั่งละเลียดรสชาติอาหารเหล่านั้นด้วยความเพลิดเพลิน หลังจากผ่านพ้นอุปสรรคมามากมาย บัดนี้พวกเขามีทั้งวัตถุดิบและพืชผักที่หลากหลายขึ้น ส่งผลให้จานอาหารตรงหน้าเปี่ยมไปด้วยสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่
เมื่อประชุมแนวทางกฎเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว ทริสตันจึงตัดสินใจเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีใจรักและพรสวรรค์ในการรังสรรค์รสชาติ ได้เข้ามาจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเรียนรู้สูตรลับของเมนูอาหารที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อน ทันทีที่เสียงประกาศแพร่สะพัดออกไป คลื่นผู้คนจำนวนมากต่างก็พากันหลั่งไหลมาสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งพวกพ่อค้าต่างถิ่นที่มาปักหลักตั้งรกรากอยู่ที่นี่
กฎเกณฑ์มากมายถูกร่างขึ้นอย่างรัดกุมผ่านการระดมสมองร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนครัวพรสวรรค์จำนวนไม่น้อยที่สามารถผ่านด่านทดสอบอันหินนี้มาได้
หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำอบรมอย่างหนัก ร้านอาหารต่าง ๆ ที่นำเสนอเมนูแปลกใหม่เหล่านี้ก็เริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดจนเต็มตลาด จนในที่สุดทางการต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเพื่อควบคุมมาตรฐานและเสถียรภาพอยู่เนือง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น ความนิยมที่พุ่งทะยานยังส่งผลให้มีการขยายสาขาไปโกยรายได้ยังต่างเมืองอีกด้วย บัดนี้ ประชาชนจำนวนมากต่างมีตัวเลือกในการลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ อย่างไม่ซ้ำหน้า ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความสุขและสีสันอันมีชีวิตชีวาที่เพิ่มเข้ามาในใจของชาวซิลเวอร์เรสทุกคน
เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกจัดการจนเกลี้ยง ทริสตันก็ละสายตาจากโต๊ะอาหารแล้วส่งยิ้มบางเบาให้แก่หญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนยามที่เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เบียทริซ... นี่ก็ใกล้จะครบกำหนดสามเดือนตามที่เธอเคยบอกไว้แล้วนะ แล้วหลังจากนี้... เธอตั้งใจจะทำยังไงต่อไปล่ะ?”
คำถามนั้นทำให้เบียทริซชะงักไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด
“อา...”
เผลออุทานออกมาเบา ๆ ในใจเกิดความสับสน... นี่เธอมาอยู่ที่นี่จนเกือบจะครบสามเดือนแล้วอย่างนั้นหรือ? ทำไมเวลามันถึงได้โบยบินผ่านไปรวดเร็วขนาดนี้ ราวกับเป็นเพียงเรื่องโกหก หญิงสาวสบสายตากับชายหนุ่มตรงหน้า และสิ่งที่เธอพบในแววตาคู่นั้น มีเพียงความซื่อตรงและจริงใจอย่างที่สุด จนหัวใจของเธอสั่นไหว
เบียทริซตกรอบอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดคล้ายกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวตรงไปยังหน้าประตูห้อง เพื่อเรียกข้ารับใช้คนสนิทให้ไปหยิบสิ่งของบางอย่างมาให้
ท่าทีแปลกไปของหญิงสาวจุดประกายความสนใจให้แก่ทริสตันไม่น้อย เขาอยากรู้เหลือกำลังว่าเธอตั้งใจจะทำสิ่งใดต่อไป จึงเลือกที่จะเฝ้ารออยู่เงียบ ๆ ขณะเดียวกัน เบียทริซกลับนิ่งสนิทพลางหลับตาลงคล้ายกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ เนิ่นนานจนกระทั่งข้ารับใช้ของเบียทริซเดินกลับเข้ามาพร้อมกับค้อมศีรษะทำความเคารพแก่คนทั้งสองอย่างนอบน้อม มือของเขายื่นกล่องไม้ปริศนาใบหนึ่งพร้อมกับลูกกุญแจดอกเล็กส่งให้แก่ผู้เป็นนายสาวอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค้อมกายขอตัวผละออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและกล่องลึกลับตรงหน้า
เบียทริซประคองกล่องไม้ใบนั้นขึ้นมา ทอดสายตามองมันอยู่เนิ่นนานคล้ายกำลังชั่งใจในบางสิ่ง ก่อนที่มือเรียวจะหยิบลูกกุญแจขึ้นมาไขปลดล็อกอย่างแผ่วเบา สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายในกล่องไม้นั้นคือแผ่นกระดาษเพียงแผ่นเดียว
ทันทีที่ทริสตันเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นนั้น ประสบการณ์และไหวพริบก็ทำให้เขาพอจะคาดเดาได้ทันทีว่ามันคือสิ่งใด ชายหนุ่มจับจ้องไปยังหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจระคนตื่นเต้น เฝ้ารออย่างใจเย็นว่าเธอจะก้าวต่อไปอย่างไร ท้ายที่สุด เบียทริซก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา แล้วพลิกหันด้านที่มีอักษรส่งไปตรงหน้าเขา
“ทริสตัน... นี่คือหนังสือถอนหมั้นระหว่างเราสองคนที่ฉันเตรียมมาให้นายเซ็น”
เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้ายังคงมีสีหน้าสงบนิ่งหลังจากได้ฟัง เบียทริซเห็นก็เม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างฉีกกระดาษแผ่นนั้นขาดเป็นสองท่อนต่อหน้าต่อตาเขา ทริสตันเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเล็ก ๆ กับการกระทำที่คาดไม่ถึงนั้น หญิงสาวหลุดเสียงหัวเราะขบขันในลำคอเบา ๆ กับท่าทีของเขา ทว่าชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มเย้าแหย่ก็เลือนหาย แทนที่ด้วยสีหน้าจริงจังยามที่เธอสบตาเขาแล้วเอ่ยคำมั่นออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นมั่นคง
“ตัวฉัน... เบียทริซ เวสตัน บุตรสาวแห่งราชาเวสตัน ยินดีที่จะยอมรับ ทริสตัน วินด์สเกล บุตรแห่งราชาวินด์สเกล เป็นสามีในอนาคต และขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะอยู่เคียงข้างชายผู้นี้ตราบจนแก่เฒ่าและดับสูญไปพร้อมกัน”
แม้เนื้อความจะหนักแน่นทว่าใบหน้าของหญิงสาวกลับซับสีเลือดจนแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน แววตาคู่สวยจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของชายหนุ่มอย่างไม่กะพริบ ปิดบังความกังวลระคนลุ้นระทึกในใจเอาไว้ไม่มิด... เธอ กำลังเฝ้ารอคำตอบจากเขาด้วยใจที่เต้นรัว
ทริสตันทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะเอ่ยคำมั่นสัญญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น
“เรา... ทริสตัน วินด์สเกล บุตรแห่งราชาวินด์สเกล ยินดีรับ เบียทริส เวสตัน บุตรสาวแห่งราชาเวสตัน มาเป็นภรรยา และขอฝากชีวิตเพื่ออยู่เคียงข้างนาง ตราบจนแก่เฒ่าและดับสูญไปพร้อมกัน”
สิ้นคำกล่าว ชายหนุ่มขยับกายดึงร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่น ฝ่ามือหนาลูบและตบแผ่นหลังของเธอเบา ๆ อย่างปลอบประโลม เบียทริสกระชับอ้อมกอดตอบแนบแน่น ซุกหน้าลงกับแผงอกของเขาพร้อมกับหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันที่รินไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ทริสตันเลื่อนมือขึ้นไปลูบเรือนผมนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเชยคางมนขึ้นมารับสัมผัสแผงเบา ทว่าลึกซึ้ง... เขาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากบางของเธออย่างอ่อนโยน แม้หญิงสาวจะตระหนกไปบ้างในคราแรก ทว่าในที่สุดเธอก็หลับตาลงและน้อมรับจุมพิตอันแสนหวานที่อบอวลไปด้วยความรักนี้อย่างเต็มใจ
แม้ใบหน้าของทริสตันจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ทว่าภายในใจกลับกำลังลิงโลดและคำนวณผลลัพธ์อย่างเยือกเย็น... ยอดเยี่ยม ในที่สุดเขาก็คว้าหัวใจของบุตรสาวแห่งราชาเวสตันมาครองได้สำเร็จ จริงอยู่ว่าด้วยสถานะอันต่ำต้อยของเขาในยามนี้ ผลประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้อาจยังไม่ผลิบาน และทางราชาเวสตันเองก็คงยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา แต่หากวันใดที่เขาพาตัวเองทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อไหร่ สถานะ ‘ลูกเขยของราชาเวสตัน’ นี้แหละ จะกลายเป็นไพ่ตายชั้นเลิศที่นำพาอำนาจและผลประโยชน์อันมหาศาลมาสยบอยู่แทบเท้าเขาอย่างแน่นอน
เอลีเนียก้าวเดินไปตามท้องถนนของเมืองเคียงข้างกับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อมุ่งหน้าไปจัดการภารกิจตามที่วางแผนไว้ ระหว่างทาง ความคิดของหญิงชรากว้างไกลไปเรื่อยเปื่อย... สายลมเย็นที่เริ่มผิวกายบอกให้รู้ว่าฤดูหนาวใกล้จะเวียนกลับมาอีกครา ทว่าในใจกลับนึกหวั่นว่าฤดูหนาวปีนี้จะทารุณกว่าปีก่อน ๆ หรือไม่
ในฐานะผู้ดูแล เธอรู้ดีว่าบัดนี้ซิลเวอร์เรสมีประชากรเพิ่มขึ้นจนแตะหลักแปดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยคนเข้าไปแล้ว และยังมีแนวโน้มจะหลั่งไหลเข้ามาอีกอย่างไม่ขาดสาย ภาพเหล่านั้นทำให้หวนนึกถึงวันวานยามที่ผู้ปกครองหนุ่มเพิ่งเดินทางมาถึง ดินแดนแห่งนี้เคยรกร้างและมีผู้คนหลงเหลืออยู่เพียงสามพันกว่าชีวิตเท่านั้น ทว่าภาพที่ประจักษ์แก่สายตาของหญิงชราในปัจจุบัน คือภาพคลื่นมหาชนที่เดินขวักไขว่ซื้อขายกันอย่างคึกคักจนเต็มท้องถนน ความตื้นตันใจอันท่วมท้นทำให้นัยน์ตาฝ้าฟางของเธอเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ช่างเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน...” หญิงชราพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
“ท่านหัวหน้าเอลีเนียคะ เป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ?” น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความห่วงใยของเด็กสาวผู้ติดตามรั้งสติของเธอให้กลับคืนมา
เอลีเนียชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ พลางส่งยิ้มอันอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูไปให้ “ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกจ้ะ ยังแข็งแรงดีอยู่” เธอเว้นจังหวะพร้อมกับแววตาที่กลับมามุ่งมั่นอบอุ่น “เอาล่ะ ไปกันต่อเถอะ! ตอนนี้ยังมีชาวเมืองอีกมากกำลังรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่”
เลนอร์เพิ่งเดินทางกลับมาถึงซิลเวอร์เรสได้เพียงสองวัน หลังจากถูกส่งไปทำภารกิจลับในการบุกเบิกนาเกลือ ณ ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ ผลลัพธ์ของภารกิจในครั้งนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะในอีกไม่ช้า ซิลเวอร์เรสจะครอบครองขุมทรัพย์สีขาวอย่างเกลือบริสุทธิ์คุณภาพเยี่ยมในปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แน่นอนว่าทริสตันพึงพอใจกับผลงานอันยอดเยี่ยมของเธอเป็นอย่างยิ่ง ชายหนุ่มไม่เพียงเอ่ยปากชมเชยเธอต่อหน้าทุกคน ทว่าเขายังมอบรางวัลสุดพิเศษเป็นการส่วนตัวให้แก่เธอเพิ่มเติมอีกด้วย... ซึ่งมีเพียงเขาและเธอเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร
การต้องรอนแรมไปทำงานต่างถิ่นนานถึงสองเดือนเต็ม ทันทีที่ก้าวเท้ามาที่ตลาด สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเลนอร์กลับเป็นภาพร้านอาหารที่พากันส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล พร้อมกับป้ายเมนูอาหารคุ้นตา... เป็นเมนูจากโลกเดิมของเธอนั้นเอง
หญิงสาวเบิกตากว้างพลางกระซิบกับตัวเองในใจด้วยความทึ่ง นี่... แสดงว่าในตอนที่เธอไม่อยู่ ชายคนนั้นดำเนินแผนการรุกคืบปฏิวัติวงการอาหารไปแล้วงั้นหรือ? ช่างเป็นบุรุษที่ร้ายกาจและไม่เคยปล่อยให้เวลาสูญเปล่าเลยจริงๆ
เลนอร์เลือกซื้ออาหารหน้าตาคุ้นเคยมาเต็มสองมือ โดยมี โดรโก ผู้เป็นบิดาคอยช่วยหิ้วตามหลังมาด้วยรอยยิ้ม รสชาติและกลิ่นอายของอาหารเหล่านี้ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวและบรรเทาความคิดถึงโลกใบเก่าของเธอไปได้มากโข
ทว่าในขณะที่สองพ่อลูกกำลังเดินทอดน่องเที่ยวชมตลาดอยู่นั้น เกล็ดสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มร่วงหล่นจากฟากฟ้า เลนอร์ชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้าขึ้นมองสายฝนเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย
“หิมะ... เวียนกลับมาอีกครั้งแล้วสินะ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้เห็นหิมะของโลกใบนี้ หากแต่ฤดูหนาวในคราแรกนั้น มันคือฝันร้ายที่เธอและพ่อต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากชนิดที่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้กลางกองน้ำแข็ง ทว่าหิมะที่โปรยปรายลงมาในวันนี้ ชีวิตของเธอกับบิดากลับพลิกผันราวกับปาฏิหาริย์ ได้มาอยู่อย่างสุขสบายในร่มเงาที่มั่นคง หญิงสาวลอบถอนหายใจยาว... โชคชะตาของมนุษย์เรานี่ช่างคาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ
ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ ในที่สุดทริสตันและเบียทริซก็ได้หลอมรวมความรู้สึกและมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันอย่างสมบูรณ์ บัดนี้ หญิงสาวผู้เหนื่อยล้าจากห้วงเวลาแห่งความสุขได้เข้าสู่จมดิ่งนิทราอันแสนหวานอยู่บนเตียงกว้าง ทริสตันขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาและระมัดระวังที่สุด เพราะไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวของตนไปรบกวนเวลาพักผ่อนของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มจัดการสวมใส่เสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะทอดสายตามองร่างบางด้วยแววตาห่วงใยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้าวเท้าออกจากห้องมุ่งตรงไปยังห้องทำงาน เพื่อสะสางกองเอกสารที่ยังคงคั่งค้างอยู่บนโต๊ะต่อโดยไม่คิดจะปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ชายหนุ่มนั่งตรวจรายงานตรงหน้าไปได้เพียงไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ทำลายความเงียบลง พร้อมกับการปรากฏตัวของทหารหน่วยข่าวกรองที่นำสาส์นลับด่วนพิเศษมาส่งให้ถึงมือ ทริสตันขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเคร่งขรึมลงในพริบตา มือหนารีบแกะผนึกสาส์นออกอ่านอย่างรวดเร็ว และทันทีที่ไล่สายตาไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย สีหน้าของเขาก็ดิ่งวูบจนดูไม่สู้ดีนัก ชายหนุ่มตวัดสายตาคมกริบกลับไปมองทหารที่นำสาส์นลับมาส่ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและร้อนรนอย่างปิดไม่มิด
“ข่าวนี้มาถึงเมื่อไหร่! แล้วใครเป็นคนส่งมา?!”
ทหารหนุ่มเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของนายเหนือหัวก็ใจคอไม่ดี รีบละล่ำละลักรายงานกลับไปทันที “เรียนท่านผู้ปกครอง ผู้น้อยเพิ่งได้รับสาส์นนี้มาและรีบนำมาส่งให้ท่านในทันทีเลยครับ! ส่วนผู้นำสาส์นมาแจ้ง... เขาอ้างว่าเป็นคนสนิทของรหัส จีสี่สิบสอง ครับ!”
สิ้นคำรายงาน ทริสตันก็ขยำแผ่นกระดาษในมือจนยับยู่ยี่ด้วยโทสะระคนร้อนใจ เขาผุดลุกขึ้นแล้วก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังหน้าประตูห้อง ก่อนจะตวาดสั่งการทหารยามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเคร่งเครียดถึงขีดสุด
“ไปตามตัวหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเธอา อาร์วิน และเอ็ดการ์ มาพบเราที่นี่เดี๋ยวนี้! ด่วนที่สุด!”
ความจริงจังในน้ำเสียงนั้นทำเอาทหารผู้รับคำสั่งถึงกับเสียวสันหลังวาบ รับรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ชายหนุ่มรีบค้อมกายคำนับแล้ววิ่งออกไปทำหน้าที่แจ้งข่าวแก่ทั้งสามคนในทันทีโดยไม่คิดจะเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที
ทริสตันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง ทว่าความสงบนิ่งกลับมลายหายไปสิ้น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะรัวเร็วตามเสียงในอกที่เต้นระทึก สีหน้าของเขาเครียดขรึมจนแทบจะกลายเป็นเย็นชา ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็ไม่อาจทนทานต่อความกระวนกระวายใจได้ เขาสลัดเก้าอี้แล้วผุดลุกขึ้นยืน ก้าวเดินกลับไปกลับมาในห้องอย่างพลุ่งพล่าน เพราะบัดนี้จิตใจของเขาถูกแผดเผาด้วยความร้อนรน จนไม่อาจฝืนใจนั่งนิ่งอยู่กับที่ได้อีกต่อไปแล้ว…