หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    บทที่ 28 ไล่ล่า

    หลังจากที่พวกมันพานพบกับลมหายใจของมังกรอันบ้าคลั่ง กลุ่มคาราวานทั้งสามที่นำโดยเกาซุนได้เดินทางผ่านทะเลสาบมายาอย่างปลอดภัยไร้ซึ่งอันตรายใดๆ

    เวลานี้เบื้องหน้านั้นไม่ได้เป็นพื้นน้ำอีกต่อไปแล้ว หมาป่าปีกดำที่โบยบินอยู่กลางอากาศทะยานร่างที่ใหญ่โตของมันลงสู่พื้นดิน สีหน้าของมันอ่อนแรงเป็นอย่างมาก

    แม้มันจะเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่มีความแข็งทางร่างกายอย่างสูงแต่ด้วยการที่มันต้องเดินทางตลอดสามวันสามคืนไม่หยุดพักเลย มันถึงกับทรุดขาทั้งสี่ข้าง ลงนอนกับพื้น

    เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้เกาซุนได้กล่าวสั่งให้พวกมันทั้งหมดหยุดพักผ่อนในบริเวณทางเข้าหุบเขาหมื่นอสูร

    คำสั่งของเกาซุนส่งต่อออกไปเป็นทอดๆ

    กลุ่มของหนิงเทียนกำลังกลางกระโจมพร้อมทั้งก่อไฟเพื่อตะเตรียมอาหาร ไม่มีคนใดในหมู่ของพวกมันเลยที่นำสุราขึ้นมาดื่ม

    พวกมันยังจำถึงคำสั่งของพี่ใหญ่หลานได้ดี บริเวณนี้เป็นสถานที่อันตรายที่สุดในการเดินทาง

    แม้ว่าเส้นทางเดินของพวกมันนั้นจะเป็นเพียงรอบนอกหุบเขาหมื่้่นอสูรก็ตามแต่ไม่มีใครกล้าประมาทแม้แต่คนเดียว

    ในทวีปฟ้าสวรรค์นี้ชื่อเสียงความน่ากลัวของหุบเขาหมื่นอสูรนั้นเป็นรองเพียงป่าพฤกษาทมิฬเท่านั้น

    ในระหว่างที่พวกมันกำลังตั้งกระโจมอยู่นั้นหลานเหลียงได้เดินกลับมาอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก

    ในสามวันที่ผ่านมานี้มันเป็นห่วงกลุ่มคุ้มภัยของมันอย่างมากแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถจะปลีกตัวออกมาได้

    มันทำได้เพียงแต่เชื่อมั่นในตัวหลี่เฟิงและเหลียวเหยียนว่าทั้งสองจะร่วมมือพากลุ่มของพวกมันให้ปลอดภัยได้

    แล้วเป็นไปตามที่มันเชื่อ หลานเหลียงไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกับกลุ่มของมันแต่เมื่อทุกคนในขบวนปลอดภัยทั้งหมด

    นั้นก็เพียงพอแล้วที่มันจะตอกย้ำความเชื่อว่า หลี่เฟิงและเหลียวเหยียนเป็นผู้ที่ช่วยทุกคนให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤติไปได้ มันใช้ฝ่ามือที่ด้านและใหญ่ตบไปยังบ่าของคนทั้งคู่

    ขณะนั้นสายตาของมันเหลือบไปเห็นร่างของหนิงเทียนที่นั่งอยู่หน้ากองไฟ เวลานี้หนิงเทียนแต่งกายด้วยชุดขนสัตว์ที่เย็บด้วยมืออย่างประณีต มันช่างสง่าเหมือนกลุ่มคนชั้นสูงก็ไม่ปาน

    หลานเหลียงรู้สึกประหลาดใจอย่างมากมันจึงกล่าวต่อ “หลี่เฟิง เจ้าทำให้พี่ใหญ่ตกตะลึงจริงๆ แม้จะพบกับลมหายใจของมังกร เจ้ายังช่วยเหลือน้องชายหนิงข้ามผ่านความตายมาได้”

    ได้ยินเช่นนั้นหลี่เฟิงได้แต่ยิ้มแห้งๆมันไม่ได้ตอบคำใดๆออกไป หลานเหลียงที่ยืนอยู่ข้างๆได้ยินเช่นนั้น มันระบายลมหายใจขึ้นจมูกพร้อมจากไปด้วยโทสะ

    เวลาผ่านไปในขณะที่ความมืดได้เข้ามาเยือน ด้วยหมู่พฤกษาน้อยใหญ่มันช่วยปิดกั้นแสงสว่างดวงจันทร์ได้เป็นอย่างดี ด้วยบรรยากาศที่เงียบและมืดมิดเช่นนี้

    ผู้คนมากมายอดไม่ได้ที่จะเกาะกลุ่มกันด้วยความกลัว จะเหลือเพียงแต่ผู้คุ้มกันที่ยืนคุมเชิงอยู่โดยรอบเท่านั้น

    หนิงเทียนที่อยู่ภายในกระโจมที่สร้างหยาบๆด้วยมือ มันเริ่มที่จะบ่มเพาะพลังด้วยหินลมปราณระดับสูงที่บิดาใหญ่ให้ไว้

    เวลานี้มันใกล้ที่ถึงที่หมายอย่างเมืองใหญ่เช่นเมืองฉางผิงแล้ว และจากที่มันเห็นพลังฝึกตนของเกาซุนแล้วทำให้มันเปลี่ยนความคิดเล็กน้อย สามตระกูลใหญ่แห่งฉางผิงคงไม่ได้มีดีเพียงแค่ชื่อเสียง

    และการจะเดินเข้าไปยังตระกูลมู่ที่เป็นสามตระกูลใหญ่อย่างสบายๆ นั้นมีแต่มันจะต้องทะลวงเข้าสู่แดนแห่งปราชญ์ให้ได้โดยเร็ว

    เวลานี้มันจึงรีบทำการกลั่นลมปราณให้บริสุทธิ์โดยไว ในยี่สิบวันตลอดการเดินทางมานี้ แม้มันจะทำตัวเอ้อระเหยก็จริงแต่มันนั้นไม่ลืมที่จะกลั่นลมปราณของมัน

    เวลานี้ทะเลลมปราณในแดนองครักษ์ของหนิงเทียนบริสุทธิ์9ใน10ส่วนแล้ว

    โดยผู้ฝึกตนทั่วไปการที่ไม่ได้ฝึกฝนทักษะบ่มเพาะที่ช่วยในการกลั่นลมปราณ

    ทะเลลมปราณของพวกมันจะมีความบริสุทธิ์เพียง5ใน10ส่วนเท่านั้นอีก5ส่วนจะเป็นพลังปราณที่เจือปนกับสรรพสิ่งภายนอก

    เวลานี้ด้านนอกนั้นมีเพียงเสียงของสัตว์ป่าตัวเล็กๆที่ส่งเสียงท่ามกลางความเงียบและเสียงย่ำเท้าของเหล่าผู้คุ้มกันที่เดินผ่านไปมาเป็นครั้งคราว

    เวลาผ่านเลยไปชั่วกาน้ำเดือด หนิงเทียนลืมตาขึ้น ดวงตาของมันหรี่แคบลงเล็กน้อย

    แม้จะเบาบางแต่หนิงเทียนสามารถแยกออกได้ว่าฝีเท้าผู้ที่มาเยือนนั้นไม่ใช่ฝีเท้าที่หนักแน่นเฉกเช่นพวกผู้คุ้มกันที่เอาดีด้านทักษะกายา

    แต่เป็นเสียงที่แผ่วเบาราวกับพวกมันฝึกท่าเท้าไว้เพื่อการลอบสังหารโดยเฉพาะ

    มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มขึ้น ราวกับว่าทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่มันคาดคิด มันเพียงแต่ปิดตาลง บ่มเพาะต่ออย่างไม่ใส่ใจ

    ในช่วงกลางดึกอันเงียบสงัด ทันใดนั้นใบมีดสีดำพุ่งผ่านลำคอของกลุ่มผู้คุ้มกันที่เดินเป็นเวรยามไปมา เลือดสดๆไหลออกทันที

    พวกมันไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงเนื่องจากใบมีดนั้นเฉือนตัดไปที่หลอดลมอย่างชำนาญยิ่ง หมดสิทธิ์ที่มันจะได้ส่งเสียงเตือนพวกของมัน

    เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจที่แสงจันทร์ตกกระทบเงาร่างสีดำที่ขยายออกเป็นสิบๆเงา ทำให้เห็นชัดเจนว่าพวกมันเป็นกลุ่มของนักฆ่า

    เวลานี้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมาของพวกมันได้ เนืองจากกลุ่มขบวนทั้ง3นั้นกว้างขวาง

    อีกทั้งด้วยความน่ากลัวของบรรยากาศในค่ำคืนนี้ทำให้จากเดิมที่มันจะกระจายตัวกันนอนอยู่ทั่วๆ กลับมากระจุกรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณตรงกลางเท่านั้น

    เพียงชั่วลมหายใจเข้าออกสิบครั้ง ร่างไร้วิญญาณของผู้คุ้มกันที่เดินลาดตระเวนค่อยๆล้มลงไปกับพื้นทีละคนสองคน

    มีเงาร่างหนึ่งที่กำลังทำสัญญาณมือเป็นการสั่งการ ทันทีประกายเงามืดนับสิบกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

    พวกมันลุกคืบกินบริเวณหมายที่จะค้นหาสิ่งของบางอย่างในขบวนคาราวานที่3

    ทันใดนั้น คมมีดสีดำพุ่งเข้าใส่ร่างของหลานเหลียง แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ทำหน้าที่ผู้คุ้มกันมานับสิบปี ทำให้มันบิดลำคอหลบคมมีดสีดำได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

    แม้มันจะหลบได้ทันท่วงทีก็ตาม แต่บาดแผลเล็กที่เกิดจากลมปราณยังปรากฏบนลำคอของหลานเหลียง เลือดของมันหยดลงสู่พื้นอย่างน่ากลัว

     

    หลานเหลียงใช้มือกดบาดแผลไว้ ใบหน้าของมันซีดขาวลง ด้วยพลังปราณที่เฉือนผ่านผิวหนังส่วนนอกนั้นมันสามารถบอกได้เลยว่า กลุ่มคนพวกนี้อยู่ในระดับสูงกว่ามันทั้งหมด

    เวลานี้หลานเหลียงส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง “ทุกคนระวังตัว พวกเรากำลังถูกโจมตี”

    เสียงที่เต็มไปด้วยลมปราณนั้นดังไปทั่ว3ขบวนคาราวาน สิ้นเสียงตะโกนของมัน เสียงอึกทึกมากมายเกิดขึ้น

    เพียงชั่วเวลาสั่นๆกลุ่มผู้คุ้มกันทั้งสามขบวนปรากฎตัวพร้อมอาวุธครบมือ

    แม้แต่หนิงเทียนก็ยังก้าวเดินออกมาจากกระโจม เวลานี้กลุ่มกันภัยทั้ง3ขบวนเผชิญหน้ากับกลุ่มนักฆ่าในเงามืด

    ทันใดนั้นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งเย็นชา

    “เด็กน้อยแซ่เกา เราไม่ได้เจอกันนานแล้ว”

    เกาซุนได้ยินเช่นนั้น คิ้วของมันขมวดทันใด ก่อนจะกล่าวถามออก “สารเลว ข้าแน่ใจว่าไม่เคยเจอพวกชั่วช้าเช่นเจ้า”

    ชายในชุดดำระเบิดเสียงหัวเราะ อันน่าหวาดกลัวขึ้น ด้วยเสียงหัวเราะนี้ทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังตัวเย็นขึ้นมาทันที ฮ่าฮ่าๆๆๆฮ่าๆ....

    “เด็กน้อยแซ่เกา เจ้าจำผู้มีพระคุณของเจ้าไม่ได้?” ทันใดนั้นมันเอามือดึงหน้ากากสีดำที่ปกคลุมใบหน้าของมันออก

    ปรากฏใบหน้าที่เหี่ยวย่นคล้ายปีศาจ ดวงตาของมันเล็กแหลม ปากอันใหญ่หนาแตกต่างจากร่างกายที่เล็กเตี้ยของมันอย่างสิ้นเชิง แค่เพียงมองไปที่ใบหน้าของมันทำให้ผู้คนบังเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในทันที

    เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าของชายชุดดำ เผยให้เห็นลักษณะที่ชัดแจ้งแก่สายตาของเกาซุน ทันใดนั้นปากของมันสั่นขึ้น

    ทันใดนั้นมือขวาของมันเรียกกระบี่ปราบอาญาอาวุธประจำกายของมันขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

    ผู้คุ้มกันที่ติดตามเกาซุนมานานแสดงสีหน้าตึงเครียดขึ้นมา ไม่บ่อยครั้งที่เกาซุนจะนำกระบี่ปราบอาญาขึ้นมาใช้ มันเป็น1ใน10อาวุธลมปราณระดับปราชญ์ แห่งเมืองฉางผิง

    หนิงเทียนมองไปยังชายที่หน้าตาอัปลักษณ์ ความต้องการสู้ของมันทะยานสูง

    ตัวมันต้องการรู้ระดับความแข็งแกร่งของตนเองก่อนจะเข้าเมืองฉางผิงและชายอัปลักษณ์เป็นเครื่องมือวัดความแข็งแกร็งของมันได้เป็นอย่างดี

    หนิงเทียนไม่บังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ในครั้งแรกที่พบกับเกาซุน สัญชาตญาณของมันบอกได้เลยว่า ชายหน้าตาอัปลักษ์นี้แข็งแกร่งกว่าเกาซุน

    “จำข้าได้หรือยัง”เสียงแหบแห้งของชายหน้าตาอัปลักษณ์ดังขึ้นเตือนสติของเกาซุน

    “ลั่วผอ” เกาซุนคำรามชื่อของมันออกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย

    เมื่อได้ยินชื่อลั่วผอ สีหน้าของผู้คุ้มกันแดนปราชญ์ซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ซินเฉาที่ได้ยินเช่นนั้น ขาทั้งสองข้างของมันสั่นด้วยความกลัว

    'ลั่วผอฉายาหยิ่งผยองไม่กลัวตาย' มันได้ฉายานี้มาเพราะว่าในอดีตมันเป็นผู้สังหารผู้พิทักษ์แดนฟ้าและประกาศตัวท้าทายให้เจ้าเมืองฉางผิงไล่ล่ามันให้ได้

    ผู้คนเลยเรียกขานมันว่า หยิ่งผยองไม่กลัวตาย ลั่วผอ

    “จำข้าได้แล้ว? เด็กน้อยแซ่เกาเหตุใดยังไม่ก้มกราบขอบคุณแทบเท้าข้าอีก”

    “บัดซบ กล่าววาจาผายลมอันใดออกมา ทำไมข้าต้องขอบคุณโจรชั่วอย่างเจ้าด้วย”แม้เกาซุนจะตะโกนด้วยความโกรธ แต่น้ำเสียงน้ำกลับแสดงอาการสั่นเครือ ออกมา

    “ลืมไปแล้วหรือไร....เวลานั้นถ้าข้าไม่สังหารชิงเชียว มีหรือเด็กน้อยอย่างเจ้าจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้พิทักษ์แดนฟ้า ด้วยระดับแดนแห่งปราชญ์ขั้น8ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกในสายตาของข้า” น้ำเสียงที่เย็นเยียบดังลึกเข้าไปในกระดูกของเกาซุน

    ผู้คุ้มอาวุโสในแดนแห่งปราชญ์ ร้องออกมาด้วยความโมโห “สารเลว ข้าจะล้างแค้นให้ท่านชิง” มันเร่งพลังของผู้ฝึกตนในแดนปราชญ์ขั้น6ของมันออก เปลวไฟสีแดงรุกท่วมตัวของมันอย่างน่าหวาดกลัว

    “หยุดก่อน ผู้เฒ่าฉู่” ไม่ทันที่เสียงของเกาซุนจะกล่าวห้ามได้ ร่างของชิงฉู่ที่ปกคุลมไปด้วยเปลวเพลิง พุ่งเข้าใส่ลั่วผออย่างดุร้าย

    “กายาร่างอัคคีของตระกูลชิง บ่าวแก้แค้นให้นายเก่า เจ้ามีสิทธิ์” สิ้นเชียงของลั่วผอ ร่างของชิงฉู่แยกออกเป็นห้าส่วน

    ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผู้คนคือศีรษะ แขนและขาทั้งสองถูกแยกออกจากกัน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น

    ผู้เฒ่าฉู่นั้นอยู่ในแดนแห่งปราชญ์ขั้น6กลับถูกแยกร่างออกภายในพริบตาเดียว มีเพียงผู้ที่อยู่ในแดนวีรชนเท่านั้นถึงสามารถทำเช่นนี้ได้

    ลั่วผอตั้งใจลงมืออย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะมันต้องการลดทอนความต้องการสู้ของฝ่ายตรงข้าม

    ถึงแม้มันจะแข็งแกร่งแต่อย่างไรพวกมันมีเพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้นการที่จะต่อสู้กับแดนองครักษ์และปราชญ์นับร้อยนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่มันยังไม่มั่นใจเต็มสิบส่วน

    หนิงเทียนที่มองดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ‘สามารถใช้โซ่ได้ถึงขั้นหลอมรวม พริบตาเดียวฟาดออกถึงห้าครั้ง’

    หนิงเทียนไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวเลย ภายในใจมันตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันมันส่งเสียงเรียกอู๋ชางที่อยู่ในมิติของมัน

    สิ้นเสียงร่างที่ไร้จิตวิญญาณของราชาภูตขยับตัวขึ้นมาอีกครั้งมัน โผล่หน้าออกมาดูเหตุการณ์เบื้องหน้าพร้อมกล่าวถาม “คุณชายมีเรื่องอันใด”

    สายตาของหนิงเทียนจับจ้องไปยัง ลั่วผออย่างไม่วางตา พร้อมกล่าวถามอู๋ชาง“ระดับพลังของชายชุดดำตรงหน้านั้น”

    ไม่รอให้หนิงเทียนกล่าวจบราชาภูตรีบตอบกลับมาโดยเร็ว “ตัวอัปลักษณ์นั้นครึ่งก้าวสู่ขั้นวีรชน”

    มันยังกล่าวต่ออีกว่า “เวลานี้ราชากำลังรวบรวมความทรงจำเกี่ยวกับกล่องจงหลีอยู่ ท่านอย่าได้เรียกข้าออกมาเพราะเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก”

    กล่าวจบมันมุดตัวเข้าไปในแขนเสื้อของ หนิงเทียน อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่ามันนั้นยังคงไม่พอใจหนิงเทียนอยู่ที่สั่งให้มันนำกล่องจงหลีไปคืนแก่หลานเหลียง

    หนิงเทียนเห็นท่าทีเช่นนั้นมันจึงได้แต่ระบายลมหายใจออกมา เหตุใดลูกน้องของมันในชีวิตนี้ถึงมีแต่พวกเบาปัญญา

    ขณะเดียวกัน เกาซุนที่เห็นร่างของชิงฉู่ที่ถูกแยกออกมันเกิดกลัวขึ้นมาทันที ชิงฉู่นั้นอยู่ในแดนปราชญ์ขั้น6 ยังไม่สามารถรับมือลั่วผอได้ถึงหนึ่งลมหายใจ “ลั่วผอเจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

    “วันนี้ข้านั้นคร้านที่จะสังหาร แค่เพียงเจ้าส่งกล่องทมิฬที่พบเจอในแดนเทวะมาให้ข้าเท่านั้น พวกเราจะจากไปทันที” ใบหน้าอันอัปลักษณ์ยิ้มขึ้นทำให้มันทวีความน่าเกลียดมากขึ้นไปอีก

    “ลั่วผอ กล่องทมิฬนั้นไม่ได้อยู่กับข้า” เกาซุนกล่าวปฎิเสธโดยเร็ว

    “ถ้าเช่นนั้นจงบอกมาข้ามา แล้วเด็กน้อยอย่างเจ้าจะได้ดื่มด่ำกับตำแหน่งผู้พิทักษ์ฟ้าต่อไป”สิ้นเสียงของลั่วผอ...

    ลั่วผอยังไม่ทันกล่าวจบคำดี เกาซุนตะโกนแทรกออกมาอย่างสุดเสียง

    “หลานเหลียง รีบหนีไป”กล่าวจบมันเร่งพลังธาตุลมควบคู่กับลมปราณเบญจมาศม่วงเข้าปกคลุมกระบี่ปราบอาญา

    มันฟาดฟันสุดกำลังไปยังลั่วผอ หมายจะซื้อเวลาเล็กน้อยให้หลานเหลียงได้หลบหนีไป

    ได้ยินเช่นนั้นด้วยความซื่อสัตย์ของหลานเหลียง มันรีบพากลุ่มของมันทะยานร่างหลบหนีเข้าไปในหุบเขาหมื่นอสูรอย่างรวดเร็ว

    ลั่วผอสะบัดมือปัดรังสีกระบี่สีม่วงอย่างง่ายดาย มันยกยิ้มอย่างอำมหิต “ของที่ข้าต้องการอยู่ที่มดน้อยตัวนั้นสินะ” กล่าวจบเงาสีดำทั้ง11พุ่งตามกลุ่มของหลานเหลียงไปทันที พวกมันไม่สนใจที่จะเสียเวลากับเกาซุนแม้แต่น้อย

    จากสถานการณ์ตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าเกาซุนต้องการให้หลานเหลียงนำกล่องจงหลีของปลอมหนีไป มันจงใจทิ้งกลุ่มคุ้มภัยหลาน เพื่อรักษากล่องจงหลีของจริงในมือมัน

    มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มออก “ในเมื่อเจ้าต้องการทิ้ง อย่าได้กล่าวโทษว่าข้าเอามันไป”หนิงเทียนทะยานร่างตามหลานเหลียงไปทันที

    เมื่อเห็นร่างของหนิงเทียนหลบหนีไปกับกลุ่มของหลานเหลียง สีหน้าและแววตาของทั้งซินเฉาและจ้าวหยางยิ้มขึ้นอย่างเปี่ยมสุข

    ''เป็นโชคดีของเจ้าเด็กสารเลวนั้นที่ไม่ได้ตกตายด้วยมือของข้า'' จ้าวหยางคำรามอย่างโกรธแค้น

    ขณะเดียวกันเมื่อเห็นกลุ่มของลั่วผอไล่ตามหลานเหลียงไปแล้วนั้น เกาซุนรีบสั่งให้หมาป่าปีกดำพุ่งร่างทะยานขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว มันตัดสินใจทิ้งกลุ่มกันภัยหลานทันที

    "นายท่านจะทิ้งพวกนั้นหรือ" เสียงของผู้คุ้มกันคนหนึ่งดังขึ้น

    "ไม่ต้องพูดแล้ว ท่านเจ้าเมืองกำชับว่ากล่องนี้มีความสำคัญมาก อีกทั้งทำการใหญ่ มีคนเสียสละก็ไม่แปลกอันใด" กล่าวจบมันหันหลังไปโดยไม่แม้แต่จะกลับมามองอีกเลย

    ถ้าเวลานี้เกาซุนรู้ว่า กล่องจงหลีในมือมันเป็นของปลอมและมันกำลังจะทิ้งกล่องจงหลีของจริงไว้กับหลานเหลียง มันจะต้องกะอักเลือดออกมาด้วยความโกรธเป็นแน่

    เวลาล่วงผ่านมาหนึ่งชั่วยาม การที่หลานเหลียงนั้นหลบหนีได้นานถึงขนาดนี้เป็นเพราะพี่น้องในกลุ่มคุ้มภัยตระกูลหลานสละชีวิตยื้อเวลาให้แก่พวกมัน

    บัดนี้กลุ่มของพวกมันเหลือเพียงตัวมัน เหลียวเหยียน หลี่เฟิงและหนิงเทียน 4คนเท่านั้น

    หลานเหลียงเดินอยู่ด้านหน้าทั้งสามคนอย่างเหนื่อยล้า ระหว่างเดินเลือดสดๆจากคอของมันยังหยดลงพื้นอยู่ตลอดเวลา

    พวกมันทั้งสี่พากันเข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาหมื่นอสูร หลานเหลียงนั้นพาทั้งสามเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย

    หนิงเทียนมองไปยังแผ่นหลังที่ใหญ่โต มันได้แต่ส่ายหัว ภาพลักษณ์ที่เคยยิ่งใหญ่ของหลานเหลียงในคร่าแรกที่ได้พบนั้นเวลานี้ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย

    มันจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา “พี่ใหญ่หลานถ้าเรายังเดินทางมั่วๆแบบนี้ไม่ต้องถึงมือนักฆ่าที่ตามมา พวกเราจะต้องตายจากการเผชิญหน้ากับอสูรลมปราณเป็นแน่”

    “เจ้าจะไปรู้อะไร”เหลียวเหยียนคำรามออกมัน พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อย

    “เราโชคดีอย่างมากที่ไม่พบเจอสัตว์อสูร”หลี่เฟิงกล่าวออกตัวมันนั้นเหนื่อยล้าถึงขีดสุด

    หลี่เฟิงนั้นเชื่อว่าพวกมันโชคดีเป็นอย่างมากที่เข้ามาภายในหุบเขาหมื่นอสูรแต่ไม่ได้พบพานอสูรลมปราณเลยแม้แต่ตัวเดียว

    แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่พวกมันเรียกว่าโชคนั้น เป็นเพราะหนิงเทียนที่ส่งจิตสังหารออกไปเป็นวงกว้างส่งผลให้อสูรลมปราณขั้น1และ2 ไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าจู่โจมพวกมัน

    “ไปพวกเราไปกันต่อ ถ้าเราหยุดเราจะตายด้วยน้ำมือของพวกที่ตามเรามาอย่างแน่นอน

    เชื่อข้าเราจะต้องรอดออกไปได้”หลานเหลียงกล่าวออกหมายจะเพิ่มขวัญให้ลูกน้องคนสนิททั้งสองของมัน

    เหลียวเหยียน หลี่เฟิงและหนิงเทียนเริ่มไล่ตามหลังหลานเหลียงอีกครั้ง

    ถึงระหว่างทางพวกมันจะได้ยินเสียงร้องที่น่าหวาดกลัวของสัตว์อสูรมากมายก็ตามแต่พวกมันก็ไม่หยุดเดินทางเลยแม้แต่ชั่วลมหายใจเดียว


    ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย

    ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน