อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 143

    เจ้าภูแสนยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน แววตาครุ่นคิด เจ้าชายหนุ่มทอดสายตาออกไปด้านนอกหน้าต่างพลางถอนหายใจเบาๆ

                    “แพงอร...ฉันขอโทษที่ช่วยเธอไว้ไม่ทัน แต่ถึงเธอจะเหลือแค่วิญญาณฉันก็จะพยายามช่วยเธอตอนนี้ก็อาจจะมีแค่อลินตาที่จะช่วยฉันหาผ้าพันธุ์ภพได้ ถึงฉันจะยังไม่รู้วิธีการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้แต่ฉันก็รู้ว่าการเกิดใหม่ในร่างคนอื่นนั้น สามารถทำได้...!!!”

                    ส่วนทางด้านอลินตาที่พอจะปรองดองกับผีนางตะเคียนได้แล้วก็เดินขึ้นไปชั้นบนของตัวเรือนทันที โดยมีเป๋ากับหมิงหอบหิ้วสัมภาระตามมาติดๆเป๋าบ่นกระปอดกระแปด ตามประสาคนช่างพูดช่างเจรจาส่วนหมิงก็ได้แต่สังเกตสังการอบบริเวณบ้านด้วยความหวาดระแวงอลินตาเดินเข้ามาหยุดยืนที่ชั้นสองก่อนจะบอกทั้งเป๋าและหมิง

                    “สองคนนี้นอนห้องเดียวกันคงไม่เป็นไรนะ..?”สองลูกน้องพยักหน้าพร้อมกันราวกับนัดหมาย

                    “ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะคุณอลิน”เป๋ารีบตอบ ส่วนหมิงรีบเสริม

                    “บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้นอนคนละห้องมันดูวังเวงชอบกล รวมกันเราอยู่ดีที่สุดครับ” อลินตายิ้มเพราะรู้ทันว่าทั้งสองคนคงจะหนีไม่พ้นการกลัวผีอลินตาหันกลับมาแล้วบอกกับทั้งสอง

                    “ฉันกับยัยเนตรจะนอนห้องทอผ้าข้างๆนี่แหละ แต่ก็คงจะดึกหรืออาจจะไม่ได้นอน มีอะไรเร่งด่วนก็เรียกได้ถ้าเนตรนภามาก็ให้มาหาฉันที่ห้องทอผ้าได้เลย” อลินตาพูดก่อนจะสูดลมหายใจแล้วพูดต่อ

                    “พวกนายเองก็เถอะเตรียมตัวไว้ให้ดีหลังจากนี้งานจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะต้องย้อนอดีตกลับไปในช่วงรัชสมัยของรัชการที่5 เพื่อไปหาอาจารย์สินยเวทย์จอมอาคมแห่งยุคนั้น ไปเรียนรู้วิชาจุติวิญญาณเพื่อเกิดใหม่ในร่างคนเป็นไหนจะต้องเรียนรู้วิชาชุบชีวิตคนที่ตายโดยชะตายังไม่ถึงฆาต จากนั้นอาจต้องย้อนกลับไปยังภพอดีตทางภาคเหนือช่วงร้อยกว่าปีเพื่อสืบหาต้นตอของผ้าพันธุ์ภพ และที่สำคัญการไปครั้งนี้ก็เพื่อจะรู้ร่างจริงอีกส่วนของปีศาจอสูรกายดำที่มันแบ่งภาคไว้ที่นั่นอีกด้วยเฮ้อออ..” การบอกกล่าวของอลินตาเหมือนเป็นการบ่นพึมพำกับตัวเองมากกว่าแต่เป๋ากับหมิงมองเจ้านายสาวตาแป๋ว แล้วพูดพร้อมกัน

                    “สู้ๆ ค่ะ เจ้านาย”ทั้งสองคงทำได้แค่นี้เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้มากไปกว่านี้จริงๆอลินตาหันมายิ้มให้ลูกน้องของเธอ พลางคิดในใจการมีลูกน้องดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆก่อนจะพูดกับเป๋าโดยเฉพาะ

                    “ที่จริงการไปหาอาจารย์สินยเวทย์ฉันไม่ต้องไปก็ได้แต่เพื่อช่วยนายฉันต้องไป” คราวนี้เป๋าหน้าเจื่อนทันทีก่อนจะพูดเสียงเบาลง

                    “เกี่ยวกับที่เป๋าชะตาขาดใช่ไหมคะ...?”อลินตามองหน้าเป๋านิ่งไม่พูดอะไร เป๋ากลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่อาการหนาวๆร้อนๆ ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวอีกครั้ง อลินตาไม่อยากพูดมากไปกว่านี้เพราะการพูดมากมันจะทำให้คนอื่นไม่สบายใจเอาได้แต่หญิงสาวก็รู้เต็มอกว่าเป๋าใกล้จะเสียชีวิตลงในไม่อีกกี่วันข้างหน้านี้แล้วแต่จะเสียชีวิตเพราะอะไรนั้นเธอก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อม เธอจะต้องรีบเรียนวิชาจุติวิญญาณ และวิชาชุบชีวิตคนตายให้ถ่องแท้โดยเร็วที่สุด!!

                    “ไปไปอย่าถามให้มากความ” รีบตัดบท

                    “คืนนี้ฉันมีอะไรจะต้องทำอีกเยอะแยะพวกนายพักผ่อนนอนหลับให้สบายเถอะ เจอศึกหนักมาไม่น้อยนี่นะฉันรับประกันได้ว่าคืนนี้จะไม่มีสิ่งใดมารบกวนการนอนหลับลึกของพวกนายดังนั้นค่ำคืนนี้ตักตวงโกรสฮอโมนท์ที่จะหลั่งออกมาอย่างพรั่งพรูก็แล้วกัน” เป๋าเอือมระอากับการเปรียบเทียบของผู้เป็นเจ้านายตัวเองอะไรจะห่วงเรื่องความสวยความงามขนาดนั้น โกรสฮอร์โมนท์คือฮอร์โมนท์ที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่เราหลับลึกสารชนิดนี้จะช่วยให้คนที่นอนหลับลึกในยามค่ำคืนกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวผิวพรรณออร่าสดใสขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถ้าไม่นอนหลับลึกจริงๆสารเหล่านี้จะไม่หลั่งออกมา

                    แต่อลินตาค้นพบเคล็ดลับความงามมากไปกว่านั้นเพราะบางคืนหญิงสาวก็แทบจะไม่ได้นอน ต้องคอยเจรจาพาทีกับพวกผี ปีศาจวิญญาณที่มาร้องทุกข์อยากไปเกิดใหม่ ดังนั้นสิ่งที่เทียบได้จากการหลับลึกก็คือการเข้าฌานที่นิ่งสนิท ชนิดฟ้าผ่าก็ไม่ได้ยินเสียงนั่นเองเมื่อจิตเข้าภวังค์แห่งฌาน กายอันเป็นหนึ่งในขันธ์ห้าก็ทำหน้าที่ไปตามกลไกของมันโดยที่อลินตาไม่ต้องนอนหลับแต่ร่างกายก็ยังสามารถหลั่งสารพวกนี้ออกมาได้! ก็เรียกว่าได้ทั้งสุขภาพได้ทั้งเงินค่าจ้างปราบผี คุ้มดับเบิ้ลกันไปเลยทีเดียว

                    ซึ่งนี่คือข้อดีของการทำสมาธิความฟุ้งซ่านคือธาตุร้อน มักจะทำให้ร่างกายปั่นป่วน แต่ความนิ่งนับลมหายใจเข้าออกด้วยความสงบ คือธาตุเย็น จะช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกายเราได้จึงมีหลายคนเปรียบว่ามะเร็งคือธาตุร้อน ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งหรือไมเกรนก็ต้องรู้จักระงับดับความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นในจิตใจเราให้ได้การนั่งสมาธิบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องหลับตาทั้งวันทั้งคืนเพียงแต่เรารู้จักมีสติกับการการะทำของเราในชีวิตประจำวันนั่นก็ทำให้เรามีสมาธิในระดับหนึ่ง และเมื่อเรามีสมาธิในระดับหนึ่งเราก็จะรู้สึกว่าชีวิตของเราเริ่มอยู่อย่างคนมีสติมากขึ้นอีกด้วย

                    อลินตาเคลียร์ให้กับหมิงกับเป๋าเข้าห้องพักผ่อนโดยกำชับว่าห้ามออกมาเพ่นพ่านนอกห้องในช่วงกลางคืนทั้งสองรับคำด้วยความหนักแน่น จากนั้นหญิงสาวก็เดินหลบเข้ามาในห้องทอผ้าอลินตาไม่ได้ห่วงว่าเธอจะนอนตรงไหนอย่างไร แต่หญิงสาวกลับเดินสำรวจรูปภาพภายในห้องทอผ้าอย่างละเอียดอีกครั้ง

                    ภาพที่แขวนไว้ตรงผนังห้องเป็นภาพขนาดใหญ่เกือบครึ่งของผนังห้องพร้อมกันนั้นอลินตาก็เงยหน้ามองเส้นด้ายที่มีเพียงสองสี นั่นคือสีน้ำเงินกับสีเขียว ซึ่งโยงสลับกันจากภาพทั้งสี่ขึงโยงขึ้นไปยังเพดานห้องอลินตายืนพิจารณาอยู่สักครู่ก็ค่อยๆ ลำดับสิ่งที่ตัวเองจะทำจากนั้นหญิงสาวก็รำพึงออกมา

                    “สิ่งแรกต้องดูให้ชัดเจนว่าภาพที่ติดอยู่ที่ผนังห้องนั้นเป็นภาพอะไร?” ไม่พูดอย่างเดียว แต่อลินตาก้าวเท้าเข้าไปใกล้รูปภาพที่ติดฝาผนังห้องด้วยซึ่งที่ผนังห้องทั้งหมดสี่ด้านนั้นมีกรอบรูปติดอยู่ด้านละหนึ่งภาพเมื่ออลินตายืนอยู่ต่อหน้ารูปเธอก็ค่อยๆ พิจารณาสิ่งที่อยู่ในรูปนั้นอย่างถ้วนถี่จากนั้นก็เดินไปดูรูปอื่นๆ อลินตาเดินวนหลายรอบ เดินบ้างยืนบ้าง เพ่งจ้องพิจารณาแต่ละภาพอยู่นานพอสมควร

                    จนกระทั่งอลินตาเดินขยับชิดกรอบภาพแล้วเอื้อมมือไปแตะภาพที่อยู่ตรงหน้าและแล้วอลินตาก็พบกับสิ่งที่ผิดแผกไปในแต่ละภาพ ซึ่งภาพทั้งสี่เป็นภาพเขียนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นประวัติของพญานาคภาพทั้ง 4 เป็นรูปพญานาคเล่นน้ำในลักษณะต่างๆแต่เมื่อพิจารณาดูก็จะพบว่าพญานาคในภาพทั้ง 4 ภาพนั้น แตกต่างกันไม่ใช่ลักษณะท่าทางการเล่นน้ำที่แตกต่างกัน เพราะหากตั้งใจดูจะพบว่า พญานาคในภาพไม่ใช่พญานาคจำพวกเดียวกัน!!!

                    ภาพทั้ง 4 ที่ติดฝาผนังเป็นรูปพญานาคเหมือนกันก็จริงแต่ทว่าสีของพญานาคแตกต่างกันออกไป ถ้ามองไกลๆ ก็เป็นสีเขียวธรรมดาแต่ถ้าเดินก้าวเข้าไปชิดรูปภาพจะพบว่าสีของพญานาคไม่เหมือนกันสักภาพเดียว... 

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน