[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 128 สร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยหญิงงาม ของเล่นชิ้นนี้จะปล่อยให้ถูกกลั่นแกล้งมิได้

            ในดินแดนเซียนโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาล ภูเขาเซียนสูงตระหง่านเรียงรายดุจมังกรยาวทอดกายสุดขอบฟ้า ราวกับเป็นโลกใหม่ที่ถูกเปิดเผยออกมา

            บรรยากาศเก่าแก่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งยุคบรรพกาล คล้ายเป็นแหล่งกำเนิดสรรพชีวิตทั้งหลายในฟ้าดิน

            ระหว่างท้องนภาและผืนปฐพี มีหมอกเซียนหนาทึบลอยคลุ้งไปทั่ว และยังมองเห็นแอ่งน้ำเล็กๆ มากมายที่หลอมรวมขึ้นจากพลังวิญญาณจนเป็นของเหลวใส

            สำหรับเหล่าคนรุ่นเยาว์ผู้เป็นยอดฝีมือแห่งบรรดาสำนักนิกายแห่งแดนสวรรค์แล้ว

            เมื่อแรกย่างเหยียบลง ณ ที่แห่งนี้ ความคิดแรกก็คือการรวมตัวกับศิษย์พี่ศิษย์น้องจากสำนักเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเล่นงานทีละคน

            ในที่แห่งนี่ พวกเขาจะต้องเผชิญทั้งศัตรูในวัยเดียวกันและผู้อาศัยที่อยู่อาศัยดั้งเดิมในดินแดนแห่งนี้

            มิมีผู้ใดกล้าประมาทแม้สักเสี้ยวลมหายใจ

            มินานนัก กู้ฉางเกอก็นำเหล่าศิษย์เอกจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ พร้อมทั้งเหล่าผู้ติดตามลงมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง

            พื้นที่โดยรอบราบเรียบ สายตาทอดไปยังเบื้องหน้าก็พบกับทะเลสาบสีเขียวมรกตแอ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากพลังวิญญาณที่ไหลมารวมตัวกัน

            “นายท่าน พวกเราจะไปทางใดต่อดีหรือ”

            ท่ามกลางเหล่าผู้ติดตาม ร่างสูงใหญ่ประดุจยักษ์ษาเดินออกมาเอ่ยถามกู้ฉางเกอ

            “ไปทางทิศตะวันออก”

            กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

            พร้อมกันนั้นยังหันไปมองกลุ่มคนเบื้องหลังซึ่งรวมถึงจินโจ้วด้วย กล่าวตามตรง เขามิอยากให้พวกศิษย์เอกเหล่านี้ติดตามไปด้วยนัก

            จินโจ้วและพวกพ้องล้วนมีฝีไม้ลายมือมิด้อย เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ผู้ที่มีผู้ติดตามอยู่มิน้อย

            หากทั้งหมดร่วมเดินทางกับเขา เมื่อพบกับสมบัติล้ำค่าใดๆ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงมิพ้นที่จะเกิดความขัดแย้งได้

            กู้ฉางเกอเป็นผู้ที่มิเคยยอมเสียเปรียบ และเขาก็เกียจคร้านที่จะลงมือจัดการกับความยุ่งยากเหล่านี้ด้วยตนเอง

            “ในเมื่อศิษย์มรรคากู้จะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เช่นนั้นพวกเราก็ไปทางทิศตะวันตกเถิด แล้วค่อยหาวิธีมารวมตัวกันอีกครั้งที่เขตกลาง”

            จินโจ้วและพรรคพวกย่อมมิใช่คนโง่เขลา การติดตามกู้ฉางเกอย่อมมิมีประโยชน์อันใด ซ้ำร้ายยังอาจต้องเป็นเพียงผู้รับใช้ให้กับเขาไปโดยเปล่าประโยชน์

            เมื่อกล่าวคำอำลา พวกเขาก็จากไปในทันที

            กู้ฉางเกอมีสีหน้าเรียบเฉย หาได้ใส่ใจอันใดนัก เพราะเป็นดั่งที่เขาปรารถนา

            มินานนัก บริเวณนี้ก็เหลือเพียงอิ่นเหมยและเหล่าผู้ติดตามของกู้ฉางเกอเท่านั้น

            การเดินทางฝึกฝนในดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ เขามิได้ให้เยี่ยนจีติดตามมาด้วย

            เพราะอาจเผยพิรุธให้เห็นถึงตัวตนของนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามิต้องการได้ อีกทั้งด้วยพลังฝีมือของเยี่ยนจี เกรงว่านางคงมิอาจฝ่าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้เช่นกัน

            ในดินแดนนี้ เหล่าผู้เป็นยอดฝีมือล้วนต้องพึ่งพาตนเอง ไร้ผู้คุ้มกันหรืออาศัยสิ่งใดช่วยเหลือ

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น นี่อาจนับว่าเป็น…การไล่ล่าอันยิ่งใหญ่ของเขา

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ตกเป็นเป้าสายตา ล้วนหนีมิพ้นชะตาถูกเขาสังหารฟาดฟัน กลืนกิน หรือถูกควบคุมด้วยขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร

            เพียงแต่ว่าการกระทำเหล่านี้ จำต้องปกปิดเป็นความลับ

            หากความลับรั่วไหลขึ้นมา ก็เพียงแต่โยนความผิดไปให้กับเย่หลิงเท่านั้น

            “ไปกันเถิด”

            กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะนำพาทุกคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก

            หากเขาดูมิผิด ทิศทางนั้นน่าจะเป็นตำแหน่งที่อยู่ของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์

            “นายท่านให้ข้าหาโอกาสเข้าใกล้เย่หลิง ดูท่าว่าเย่หลิงคงจะแอบเล็ดรอดเข้ามาในที่แห่งนี้เช่นกัน เกรงว่าเขาคงจะหาโอกาสมาพบกับข้าเองเป็นแน่”

            อิ่นเหมยเดินตามหลังพลางครุ่นคิดในใจ

            ในกลุ่มผู้ติดตามเหล่านี้ มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ของนางกับกู้ฉางเกอ

            การจะปิดบังเย่หลิงย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง

            กู้ฉางเกอรู้สึกว่าตนเองโชคมิค่อยดีนัก

            แม้จะเดินทางมาเป็นเวลาครึ่งวัน ระยะทางผ่านไปหลายหมื่นลี้

            ทว่ากลับมิพบกับสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองเลยแม้แต่น้อย จนอดคิดมิได้ว่าตนเองอาจหลงเข้ามาในเขตแดนต้องห้ามเข้าแล้ว

            ทว่าที่แห่งนี้กลับมีโอกาสอันล้ำค่ามากมาย เขาได้ค้นพบสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหายไปจากโลกภายนอกมานานแสนนาน กลิ่นของมันนั้นหอมอบอวล ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ

            ถึงแม้กู้ฉางเกอจะมิได้เห็นค่าในสิ่งของเหล่านี้ ทว่าเหล่าผู้ติดตามด้านหลังก็เก็บเกี่ยวกันอย่างกระตือรือร้น

            “หากค้นหาเช่นนี้ต่อไปก็คงมิใช่ทางออก”

            “ดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้เกินความคาดหมายของข้าไปมากนัก หากรู้เช่นนี้ข้าควรจะถามผู้อาวุโสใหญ่เสียก่อนว่าจะมีข้อมูลใดบ้าง”

            คิ้วของกู้ฉางเกอขมวดเข้าหากันแน่น

            จากนั้น พลานุภาพแห่งจิตสัมผัสอันยิ่งใหญ่ ดุจคลื่นมหาสมุทรอันเชี่ยวกราก กวาดตลบลงมาจากขอบฟ้าเบื้องบน

            ในเมื่อแถบนี้มิมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรอื่นอยู่ เขาก็หาได้เกรงกลัวการเผยความลับเกี่ยวกับความแข็งแกร่งแห่งจิตวิญญาณของตนไม่

            มินานนัก กู้ฉางเกอก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่เบื้องหน้า แม้จะอยู่ไกลนับหลายพันลี้

            ทว่าหากใกล้เข้ามาอีกหน่อย เขาก็กลับได้ยินเสียงการต่อสู้ดังลั่น แสงแห่งพลังส่องสว่างพวยพุ่งทะลุท้องนภา

            อักขระศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายเจิดจ้า แผ่รัศมีสะท้อนทั่วทิศ บ่งบอกให้เห็นว่าผู้ปะทะทั้งสองฝ่ายมิใช่ผู้ธรรมดาสามัญ หากแต่มีพลังบำเพ็ญอย่างน้อยในระดับจอมราชัน

            ภายใต้จิตสัมผัสอันกว้างไกล กู้ฉางเกอยังมองเห็นว่ามีหนึ่งในยอดฝีมือแห่งแดนสวรรค์กำลังช่วงชิงต้นหญ้าดาบศักดิ์สิทธิ์ ที่ส่องประกายราวดวงดาราบนฟากฟ้า ดาบที่ซ่อนอยู่ภายในหญ้าต้นนี้ส่งเสียงกังวานใส ดั่งเสียงโลหะสั่นสะท้าน

            ใบหญ้านั้นเต็มไปด้วยลวดลายเส้นสายประหลาด ราวกับเป็นเส้นสายแห่งหมู่ดาราทั่วทั้งห้วงนภา

            พืชศักดิ์สิทธิ์นี้เพียงหยั่งรากอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ก็ทำให้เกิดภาพน่าอัศจรรย์ ประกายแสงคมดาบโปรยปรายลงมาจากฟ้าดิน

            คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือผู้นั้นคืออสูรร้ายคลุ้มคลั่งซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทพแท้จริง พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด มิอาจตัดสินแพ้ชนะได้ในเวลาอันสั้น

            “นายท่าน ดูเหมือนทางทิศนั้นจะมีผู้ที่กำลังต่อสู้กันอยู่”

            บนยอดเขา หนึ่งในผู้ติดตามของกู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย “พวกเราควรไปดูหรือไม่ขอรับ”

            “เรื่องพรรค์นี้ มิจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอันใด”

            กู้ฉางเกอสะบัดมือเบาๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            เป้าหมายของเขาในการมายังที่แห่งนี้ก็คือการตามหาตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับสร้างโอกาสให้กับอิ่นเหมยเท่านั้น

            ตราบใดที่อิ่นเหมยยังอยู่มิไกลจากเขา จิตสัมผัสของเขาย่อมจับตำแหน่งของนางได้

            เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะส่งอิ่นเหมยไปอยู่ใกล้ชิดกับเย่หลิง เพื่อสืบหาความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย แล้วค่อยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลัง

            เช่นนั้น ช่างสะดวกสบายและไร้กังวลยิ่งนัก

            อิ่นเหมยซึ่งเข้าใจในความคิดของกู้ฉางเกอดี ดวงตานางพร่างพราย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

            “ศิษย์มรรคากู้ ในเมื่อมาถึงยังที่แห่งนี้แล้ว เช่นนั้นเราคงต้องแยกกันเสียตรงนี้แล้ว”

            นางนำผู้ติดตามของตนมาด้วย จึงมิอาจเผยพิรุธได้แม้แต่เพียงน้อยนิด ในเมื่อแสดงละครต่อหน้าผู้อื่น ก็จำต้องเล่นให้สมจริงที่สุด

            “ได้ ศิษย์มรรคาอิ่นเหมยโปรดระวังตัวด้วย”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยเสียงเรียบ สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง พลางพยักหน้าเบาๆ

            จากนั้น สายตาของเขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของอิ่นเหมยที่กำลังก้าวมุ่งหน้าไปยังทิศทางของการปะทะกันนั้น คล้ายกับกำลังจะไปแทรกแซงเหตุการณ์เบื้องหน้า
    กู้ฉางเกอยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน

            เย่หลิงมิใช่ว่าหลงใหลใฝ่ฝันถึงอิ่นเหมยมาโดยตลอดหรือ

            บัดนี้ เขาได้ช่วยส่งให้นางไปถึงที่หมายแล้ว พร้อมทั้งยังจงใจสร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยหญิงงามให้ด้วย

            เมื่อนางเข้าไปแย่งชิงต้นหญ้าดาบศักดิ์สิทธิ์และแสร้งทำเป็นเพลี่ยงพล้ำ อีกมินาน เย่หลิงผู้ซึ่งสัมผัสได้ถึงแรงปะทะนั้นย่อมจะอดใจมิไหว ก่อนรีบรุดไปช่วยเหลือนางเป็นแน่

            แผนการเช่นนี้ กู้ฉางเกอเห็นมามิน้อยแล้ว

            วันนี้เขาอุตส่าห์สร้างมันขึ้นเพื่อเย่หลิงโดยเฉพาะ

            คาดว่าเมื่อเย่หลิงรู้ความจริงเข้า คงจะซาบซึ้งในบุญคุณของเขามิน้อย

            เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้ฉางเกอก็มิได้อยู่รั้งรอ ก่อนจะเตรียมตัวจากไปในท้ายที่สุด ด้วยเพราะเขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย

            ดินแดนเซียนโบราณนั้นกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ เป้าหมายหลักที่เขาต้องการค้นหาคือเขตพื้นที่ที่ชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่

            เพราะในสถานที่ที่ชาวพื้นเมืองรวมตัวกันนั้น ย่อมมีโอกาสที่เขาจะตามหาสุสานบรรพชนของพวกเขาได้

            กู้ฉางเกอใฝ่ฝันถึงร่างศพแห่งเซียนมาโดยตลอด ต่อให้มิมีร่างศพนั้น ขอแค่เขาได้พบเพียงศพของจักรพรรดิก็ยังนับว่าคุ้มค่าแล้ว

            เพียงแต่เขาหวังว่าบรรพชนของชาวพื้นเมืองจะมิได้มีนิสัยเช่นเดียวกับบรรพชนของตระกูลกู้ ที่ชอบขุดหลุมฝังตนเองอยู่ใต้ดิน หรือนอนหลับใหลในโลงศพเป็นว่าเล่น

            นิสัยเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่มิควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนัก

            …

            ขณะที่กู้ฉางเกอกำลังค้นหาที่อยู่ของเหล่าผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในดินแดนเซียนโบราณนั้น

            กู้เซียนเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความยินดีเมื่อนางได้พบเจอกับของล้ำค่ามากมายตลอดทาง

            เจ้าวิหคเพลิงเพลิงบนบ่าของนางหาใช่สัตว์อสูรธรรมดาไม่ ทว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพรสวรรค์ในการตามหาสมบัติล้ำค่า

            ซึ่งของวิเศษใดๆ ที่ซ่อนอยู่ลึกในหุบเขานั้น ล้วนมิอาจรอดพ้นไปจากสายตาคมกริบของมันไปได้

            ร่างของกู้เซียนเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีรุ้งพุ่งทะยานไปยังเบื้องหน้า ระหว่างทางนางได้พบกับอสูรร้ายระดับจอมราชันมิน้อย ทว่าล้วนถูกนางสังหารลงอย่างง่ายดาย

            การฝึกบำเพ็ญเพียรในช่วงเวลาที่ผ่านมาย่อมมิสูญเปล่า พลังฝีมือของนางนั้นก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ทว่ามินานนัก กู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันพบกับเหล่าศิษย์จากขุมกำลังอำนาจอื่น

            “คนพวกนี้น่าจะมาจากนิกายภายนอกของดินแดนอนันต์สวรรค์”

            “มิใช่พลังของเผ่ามนุษย์ ทว่ากลับมีกลิ่นคาวทะเลติดตัวอยู่ด้วย”

            กู้เซียนเอ๋อร์มองออกถึงวิชาและศาสตร์ที่พวกเขาใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็บ่งบอกถึงยุคสมัยในยามนี้

            ท่ามกลางกลุ่มผู้คนเหล่านั้น มีบุรุษหนุ่มผมครามผู้หนึ่งโดดเด่นประดุจดวงดาราท่ามกลางหมู่ชน เขามีระดับพลังขั้นจอมราชัน ซึ่งต่างจากศิษย์ในรุ่นเดียวกันที่อยู่ในระดับเจ้าครองแคว้น และส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเพียงระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

            “แม่นางน้อย เจ้ามาจากสำนักใดกัน หรือว่าจะมาดินแดนนี้เพียงผู้เดียว”

            บุรุษหนุ่มผมสีครามกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกเย้า สายตาลุกวาวราวกับเปลวเพลิงที่มองตรงมายังนาง

            ผู้ติดตามของเขาก็พากันขยับเข้ามาล้อมกู้เซียนเอ๋อร์ไว้จากทุกทิศทาง

            คำถามนั้นเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ เท่านั้น เพราะที่แห่งนี้ มิว่าจะมาจากสำนักใดหรือมีผู้หนุนหลังเป็นผู้ใด ก็ล้วนมิมีความหมายอันใดทั้งสิ้น

            สายหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ได้บดบังฟ้าดินไปทั่ว แม้ถูกสังหารจนสิ้นชีพก็ยากที่เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจะสืบหาความจริงได้

            “การเดินทางคนเดียวช่างอันตรายนัก เหตุใดจึงมิร่วมเดินทางไปกับพวกเราเล่า อย่างน้อยก็จะได้ช่วยเหลือดูแลกันได้”

            บุรุษหนุ่มกล่าวอย่างมิปิดบังสายตาโลมเลีย ในแววตานั้นเผยทั้งความลุ่มหลงและความชื่นชมเจืออยู่ในนั้น

            คิ้วเรียวของกู้เซียนเอ๋อร์ขมวดมุ่น สีหน้าของนางเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด นางรู้สึกขยะแขยงต่อท่าทีของบุรุษผู้นี้

            อีกแล้วหรือ ผู้ที่คิดจะลวนลามนางด้วยความคิดต่ำช้าเช่นนี้

            “ไสหัวไปซะ”

            เสียงของนางเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง พร้อมกันนั้น กำปั้นเล็กขาวผ่องของนางก็พุ่งออกไป ราวกับเงาพยัคฆ์ที่ปกคลุมฟ้าดิน พลังหมัดนั้นแผ่กว้างดั่งพายุโหมกระหน่ำ ร่างบอบบางดูเปราะบางยิ่งนัก ทว่าพละกำลังที่ซ่อนอยู่กลับรุนแรงมหาศาลเกินคาด

            นางมิค่อยใช้พลังหมัดมวยนัก เพราะโดยปกติแล้วนางชอบใช้กระบี่เป็นอาวุธเสียมากกว่า

            ทว่าในเวลาที่ต้องสังหารคน นางกลับมิอยากจะเสียเวลาให้มากความ

            โครม!

            เพียงหมัดเดียว เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ล้อมรอบนางอยู่เบื้องหน้ากลับถูกซัดปลิวกระเด็นไปในอากาศ บางคนถึงกับร่างแหลกสลายกลายเป็นหมอกโลหิตกระจายไปทั่วบริเวณ

            “เจ้า...” บุรุษหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพลันเผยสีหน้าแปรเปลี่ยนไป

            ทว่า กู้เซียนเอ๋อร์กลับมิเปิดโอกาสให้เขาได้ตอบโต้ ร่างของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาพร่าเลือนหายวับไปจากที่เดิม พร้อมกันนั้น สมบัติโบราณเล่มหนึ่งก็สาดแสงสว่างเจิดจ้า ลวดลายอักขระโบราณสลักแน่นหนาราวกับกระบี่เทพที่หลอมรวมสัจธรรมแห่งสวรรค์ฟาดฟันลงมา!

            อารมณ์ของนางย่ำแย่มาโดยตลอด และพวกเขาก็ช่างรนหาที่ตาย ที่กล้าบังอาจมายั่วโทสะของนางได้ถึงเพียงนี้

            มินานนัก ในบริเวณแห่งนั้นก็เต็มไปด้วยหมอกโลหิต กลุ่มคนทั้งหมดล้มสิ้นชีพไปเสียสิ้น

            “มิรู้จักที่ต่ำที่สูง”

            กู้เซียนเอ๋อร์ปัดฝุ่นบนอาภรณ์ พลางถอนหายใจอย่างเย็นชา ใบหน้างดงามนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง จากนั้นก็กวาดแหวนมิติทั้งหมดของพวกเขาไป ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแสงรุ้งจากไปอย่างไร้ร่องรอย

            ตั้งแต่ก้าวออกจากหมู่บ้านท้อโบราณในเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ จนมาถึงเขตแดนชั้นในของดินแดนเซียนโบราณ นางก็ได้พบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้มานับมิถ้วน
    การสังหารคนปล้นชิงทรัพย์ สำหรับนางนั้นช่างเป็นเรื่องที่ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก

            เพียงแต่ภายในสำนัก นางมักจะถูกกู้ฉางเกอกดข่มจนดูเหมือนเด็กสาวซื่อๆ ผู้ไร้พิษสง ทว่าแท้จริงแล้วนางกลับเฉลียวฉลาดยิ่งกว่านั้น

            มินานนัก หลังจากที่กู้เซียนเอ๋อร์จากไป กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนี้

            หญิงสาวผู้นำกลุ่มสวมอาภรณ์สีรุ้งเรืองรอง ผมสีฟ้าส่องประกายแปลกตา และมีเกล็ดบางๆ ประดับบนหน้าผาก

            สีหน้าของนางหยิ่งทะนง ทว่าเมื่อเห็นกลุ่มควันโลหิตที่ลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ แววตากลับเย็นยะเยือก ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าฉายความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด

            “ที่ผ่านมา มีเพียงข้าเท่านั้นที่สังหารผู้อื่น!”

            “ทว่าเป็นผู้ใดกันที่บังอาจสังหารน้องชายของข้าได้!”

            “องค์หญิงเจ็ด! มีอสูรร้ายอยู่ในแถบนี้ มันอาจเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เราสามารถสืบค้นวิญญาณของมันได้”

            ผู้ติดตามผู้หนึ่งกล่าวขึ้น พลางชี้ไปยังร่องรอยของอสูรร้ายที่หลบซ่อนตัวอยู่มิไกล

            สิ้นคำ หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีฟ้าก็มิลังเลแม้แต่น้อย ร่างของนางพลันเคลื่อนไหวอย่างฉับไว พลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายออกมา ก่อนจะคว้าตัวเหล่าอสูรร้ายมาไว้ในมือโดยมิสนใจเสียงคำรามขัดขืนของมัน จากนั้นจึงลงมือสืบค้นวิญญาณเพื่อสำรวจดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “น่ารังเกียจนัก... เป็นเด็กสาวในอาภรณ์เขียวที่ลงมือสังหารน้องชายของข้า!”

            “ข้าจะทำให้นางต้องชดใช้ให้สาสม! มิคาดคิดเลยว่าเพียงแค่ข้ามาช้าไปเพียงก้าวเดียว น้องชายของข้าก็จะถูกสังหารได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้แล้ว!”

            มินานนัก ดวงตาของหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีฟ้าก็พลันเย็นเยียบอย่างน่าสะพรึงกลัว กลางแววตานั้นเต็มไปด้วยโทสะราวกับเพลิงไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง

            นางจ้องมองไปยังภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยวจนร่างสั่นเทิ้ม จากภาพที่เห็น น้องชายของนางเพียงเอ่ยปากถามมิกี่คำเท่านั้น และยังมิได้ลงมือแม้แต่น้อย ทว่าสตรีนางนั้นกลับโหดเหี้ยมยิ่งนัก ถึงกับลงมือสังหารทุกคนในทันที!

            “น้องชายของข้ามีสมบัติคุ้มครองตนเองมากมาย ทว่ากลับมาสิ้นชีพด้วยน้ำมือของเด็กสาวผู้นั้น นางย่อมมิใช่คนธรรมดาแน่!”

            “ทว่าถึงกระนั้น พวกเราจากวังสมุทรข้ามดินแดนล้านลี้ ผ่านหมู่ดารานับมิถ้วนมาได้ แล้วจะปล่อยให้เรื่องนี้ยุติลงง่ายๆ ได้อย่างไร! ส่งข่าวออกไป ข้าจะล่าตัวเด็กสาวอาภรณ์เขียวผู้นั้นให้จงได้!”

            เสียงของหญิงสาวในเรือนผมสีฟ้าเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ ราวกับธารน้ำแข็งกลางมหาสมุทร สายตาของนางฉายแววโกรธเกรี้ยว ราวกับพายุคลั่งที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่ง นางออกคำสั่งโดยมิลังเล ก่อนประกาศล่าตัวเด็กสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้น

            บรรดาผู้ติดตามต่างพากันตัวสั่นเทิ้ม สีหน้าพลันซีดเผือด

            เมื่อวังสมุทรได้โกรธเกรี้ยวแล้วนั้น ย่อมนำพามาซึ่งความวินาศอันใหญ่หลวงประดุจแผ่นดินสะเทือน ท้องทะเลอันไร้ขอบเขตในดินแดนสวรรค์กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่เหล่านั้นล้วนถูกปกครองโดยวังสมุทร

            มิว่าจะเป็นดินแดนใดเหนือผืนน้ำ ย่อมมีเงาของวังสมุทรแผ่ปกคลุม

            แม้แต่นิกายอมตะหรือสำนักโบราณมากมาย ล้วนต้องยอมถอยให้พวกเขาก้าวหนึ่ง

            นอกจากนี้ ภายใต้การปกครองของวังสมุทร ยังมีเผ่าพันธุ์ทะเลมากมายเป็นบริวาร หลายเผ่าพันธุ์สืบสายโลหิตมาจากเผ่าพันธุ์โบราณแห่งยุคบรรพกาล เชื่อมโยงกันราวกับกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่
    อำนาจของวังสมุทรนั้นทำให้บรรดานิกายต่างๆ ล้วนปวดหัวมิน้อย

            เหล่าผู้ติดตามต่างรู้สึกถึงหายนะที่คืบคลานเข้ามา สีหน้าของพวกเขาขาวซีดไร้เลือดฝาด

            หญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้น ช่างบังอาจนัก ถึงขั้นกล้าล่วงเกินองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรได้

            แม้บุรุษหนุ่มที่ถูกสังหารจะเป็นเพียงบุตรจากสายตระกูลฝ่ายมารดาขององค์หญิง ทว่าตราบใดที่เขามีสายโลหิตราชวงศ์ของวังสมุทร เขาย่อมเป็นคนของวังสมุทรโดยแท้
    การที่เขาถูกสังหารเช่นนี้ นางจะมิเดือดดาลได้อย่างไร

            ความโกรธแค้นขององค์หญิงเจ็ดในครั้งนี้ ต้องทำให้เกิดมหันตภัยอย่างมิต้องสงสัย แม้แต่สำนักหรือขุมอำนาจโบราณใดที่หนุนหลังเด็กสาวอาภรณ์เขียวผู้นั้นอยู่ ก็ยากที่จะปกป้องนางได้ ภายในดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ กฎของความเป็นความตายล้วนถูกปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าสำนักนิกายต่างๆ ล้วนยอมรับไปโดยปริยาย

            องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรถือเป็นยอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ไร้ผู้ต้านทาน ภายในเผ่าห้วงสมุทรนั้น นางได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ไร้เทียมทาน นี่เป็นครั้งแรกที่นางออกมาจากเผ่าห้วงสมุทร และกลับต้องมาเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ นางจำเป็นต้องลงมือสังหารเพื่อแสดงอำนาจให้จงได้!

            มินานนัก ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเหล่ายอดอัจฉริยะในดินแดนเซียนโบราณ

            น้องชายขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรถูกเด็กสาวในอาภรณ์เขียวสังหารจนสิ้นชีพ นางจึงประกาศล่าตัวเด็กสาวเพื่อแก้แค้นให้กับน้องชาย

            ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ความปั่นป่วนอันใหญ่หลวงก็อุบัติขึ้น

            ผู้คนมากมายต่างหวาดหวั่นในอำนาจของวังสมุทร หากสามารถหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับพวกเขาได้ ย่อมเป็นการดีที่สุด

            ทว่าบัดนี้ น้องชายขององค์หญิงเจ็ดกลับถูกสังหารจนสิ้นชีพ การล้างแค้นในครั้งนี้ย่อมต้องเขย่าขวัญผู้คนเป็นแน่

            บรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่างรู้สึกสงสารเด็กสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้น พร้อมทั้งเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่านางเป็นผู้ใดกัน เพราะคนจากวังสมุทรหาใช่เป้าหมายที่สังหารได้โดยง่ายดายไม่

            กลางหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางไอหมอกอันพร่ามัว ร่างของเขาถูกล้อมรอบด้วยม่านหมอกอันลี้ลับ เขาพึมพำกับตนเองว่า

            “เด็กสาวในอาภรณ์เขียวงั้นหรือ นางจะใช่ญาติผู้น้องของกู้ฉางเกอ ยอดยุทธ์ผู้ฟื้นคืนชีพในร่างใหม่ผู้นั้นหรือไม่”

            ผู้กล่าวคือหวังอู๋ซวง ทายาทแห่งตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงอันยิ่งใหญ่ เขาเดินทางเพียงลำพังลึกเข้ามาถึงที่แห่งนี้ โดยมิทราบแน่ชัดว่าเขาล่วงรู้ข่าวนี้ได้อย่างไร

            “น่าสนใจนัก หากคนของวังสมุทรปะทะกับกู้ฉางเกอขึ้นมา ข้าก็สามารถนั่งชมสถานการณ์ แล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายได้”

            เมื่อกล่าวจบ ร่างของเขาพลันสาดประกายอักขระสีทอง จากนั้นจึงมุ่งหน้าฝ่าหมอกหนาเข้าไปเบื้องลึกอย่างรวดเร็ว

            อีกด้านหนึ่ง ภูเขาลูกใหญ่ตระหง่าน ในพริบตาหนึ่งพลันปรากฏประกายแสงสีทองเย็นเยียบตวัดผ่านท้องนภา

            พญาปักษาปีกทองตัวหนึ่งกางปีกมหึมาโฉบลงมาจากฟากฟ้า
    ร่างกายทั้งตัวของมันส่องแสงสีทองระยิบระยับราวกับโลหะบริสุทธิ์ มันโจมตีอสูรร้ายระดับเทพแท้จริงด้วยพลังมหาศาล สุดท้ายจึงฉีกทึ้งอีกฝ่ายออกเป็นสองส่วน ก่อนร่างอันไร้ชีวิตนั้นจะร่วงหล่นลงสู่พื้น

            “ได้ยินว่ากู้ฉางเกอมีความขัดแย้งกับญาติผู้น้องของเขา หากเด็กสาวในอาภรณ์เขียวนางนั้นเป็นญาติผู้น้องของเขาจริง ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่าเขาจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือไม่”

            “ทว่าก็อย่าลืมว่าคนของวังสมุทรก็มิใช่ผู้ที่สมควรจะล้อเล่นด้วยได้…”

            พญาปักษาปีกทองค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดิน พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้า ก่อนจะกลายร่างเป็นบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผู้มีนามว่าเผิงเฟย ทายาทแห่งตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ คิ้วของเขาขมวดมุ่น สีหน้าแฝงไว้ด้วยความครุ่นคิด พลางพึมพำกับตนเอง

            เหตุการณ์ทำนองนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในที่แห่งนี้ ทว่ายังคงดำเนินไปทั่วเขตแดนรอบนอกของดินแดนเซียนโบราณ

            ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมายจากทั่วทุกสารทิศได้เดินทางมายังที่แห่งนี้ บ้างก็มาถึงก่อน ส่วนบางคนก็เดินทางมาถึงในภายหลัง เนื่องจากถิ่นฐานของพวกเขานั้นอยู่ไกลโพ้นจากดินแดนอนันต์สวรรค์ จึงต้องใช้เวลานานในการเดินทางข้ามดินแดนอันเวิ้งว้าง

            นับตั้งแต่ดินแดนเซียนโบราณเปิดออก ผู้ที่มายังที่แห่งนี้บางคนก็ได้ปะทะกับผู้อาศัยดั้งเดิม การต่อสู้และการสังหารฆ่าฟันเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

            ทว่า สำหรับผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมเหล่านั้นแล้ว การต่อสู้เช่นนี้นับเป็นบททดสอบอันล้ำค่าสำหรับคนรุ่นเยาว์ของพวกเขา เพราะโอกาสเช่นนี้มิใช่ว่าจะพบเจอได้โดยง่าย 

            …

            “พวกเจ้าล้วนเป็นผู้อาศัยดั้งเดิมของที่แห่งนี้หรือ”

            บนที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ ไร่นาทองคำที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์สีทองอร่ามโยกไหวไปตามสายลม ราวกับทุ่งหญ้าสีทองอันไร้ขอบเขต
    กู้ฉางเกอยืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์นั้น พลางเลิกคิ้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            เบื้องหน้าของเขาคือกลุ่มสิ่งมีชีวิตผู้หนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างและลวดลายเครื่องแต่งกายอันแปลกประหลาด ที่แตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

            พวกเขาต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้นด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด

            ขาของพวกมันหักสะบั้นไปทั้งสองข้าง โลหิตแดงไหลนองไปทั่วทั้งพื้นดิน พวกมันมิอาจทานทนต่อแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากเพียงแค่การยกมือขึ้นของกู้ฉางเกอได้

            บางส่วนถึงกับระเบิดตนกลายเป็นหมอกโลหิตในทันที ร่างและวิญญาณแหลกสลายไปมิเหลือแม้แต่เพียงเถ้าธุลี

            ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่เขาผ่านมายังที่แห่งนี้ กลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็กลับกล้าบังอาจลอบโจมตีเขา จนผู้ติดตามของเขาต้องสังเวยชีวิตไปหลายคน

            “พวกเจ้ามาจากที่ใดกัน”

            กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นด้วยพลังจิตอันลึกล้ำ

            เบื้องหน้าเขาคือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีรูปร่างกำยำ ผิวคล้ำ สวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ อายุมิน่าจะมากนัก ทว่ากลับมีพลังฝีมืออยู่ในขั้นกลางของระดับจอมราชัน ทว่าบัดนี้ จิตวิญญาณของเขากลับถูกกดข่มจนแทบจะแหลกสลาย ความหวาดกลัวแล่นจับขั้วหัวใจจนเขามิอาจเงยหน้าขึ้นมาได้

            ภายใต้แรงกดดันของกู้ฉางเกอ พวกเขาดูราวกับเล็กจ้อยเสียยิ่งกว่ามดปลวก

            เบื้องหลังของบุรุษผู้นี้ ยังมีคนรุ่นเยาว์อีกกลุ่มหนึ่งยืนสั่นสะท้านอยู่ เครื่องแต่งกายของพวกเขานั้นงดงามวิจิตร เปล่งประกายแสงจากสมบัติวิเศษที่คุ้มครองร่างกายเอาไว้
    ทว่าดวงหน้าของแต่ละคนก็ยังคงซีดเผือด เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายและจิตวิญญาณสั่นสะท้านมิหยุด

            บุรุษหนุ่มตรงหน้านี้ รูปลักษณ์ภายนอกนั้นดูมีอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา ทว่าเหตุใดจึงน่าสะพรึงกลัวได้ถึงเพียงนี้ พลังอันเกรี้ยวกราดที่แผ่ซ่านออกมา ช่างแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าจักรพรรดิหนุ่มแห่งยุค!

            “จงบอกมาว่าแหล่งชุมนุมของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ข้าอาจจะปล่อยพวกเจ้าไปก็ได้”

            กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นอย่างมิยี่หระ น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นผ่านพลังจิตที่อีกฝ่ายเข้าใจได้
    พร้อมกันนั้น มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปคว้าคอบุรุษหนุ่มผิวคล้ำตรงหน้า ราวกับจับลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งยกขึ้นกลางอากาศ

            “นายท่าน ข้าได้รับข่าวมาว่า คุณหนูเซียนเอ๋อร์ดูเหมือนจะไปล่วงเกินคนของวังสมุทรเข้า”

            “ทว่าจะเป็นนางจริงหรือไม่ ก็ยังมิแน่ชัดนัก”

            ในเวลานั้น ผู้ติดตามซึ่งมีรูปร่างอันบึกบึนราวกับยักษาก็ได้เข้ามารายงานต่อกู้ฉางเกอ

            พวกเขามีวิธีสืบข่าวจากที่ต่างๆ และเรื่องนี้กำลังเป็นที่โจษจันในหมู่ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์

            “วังสมุทรหรือ”

            กู้ฉางเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวอย่างมิใส่ใจว่า

            “ปล่อยนางไปเถิด นางมิสิ้นชีพไปง่ายๆ หรอก”

            นางนั้นเป็นถึงผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต เรื่องวังสมุทรนี้คงเป็นเพียงบททดสอบที่เข้ามาให้กู้เซียนเอ๋อร์เก็บเกี่ยวประสบการณ์เท่านั้น
    ถึงแม้ด้วยความสามารถในยามนี้ของนางอาจจะยังเสียเปรียบอยู่บ้าง

            ทว่ากู้ฉางเกอก็มิคิดจะเป็นพี่เลี้ยงคอยปกป้องนาง

            เด็กสาวผู้หยิ่งทะนง ใจกล้าและเย็นชาเช่นนั้น ในฐานะของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแล้วนั้น นางย่อมมีวาสนาเหนือกว่าผู้คนทั่วไปนัก

            มิว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันใด ก็มักจะพลิกวิกฤตกลับมาเป็นโอกาส และรอดพ้นไปได้เสมอ

            ถึงแม้จะมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ ทว่ากู้ฉางเกอก็มั่นใจว่าเรื่องนี้จะมิทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ถึงแก่ชีวิต

            อย่างมากก็เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย และถูกตามล่าอย่างทุลักทุเลเท่านั้น

            ทว่า เมื่อเขาจัดการเรื่องราวที่อยู่ในมือได้เสร็จสิ้น บางทีเขาอาจจะใช้เหตุการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ต่อแผนการของเขาต่อไป

            นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่เขาแสร้งทำเป็นบาดเจ็บหนัก เขาก็ได้เพิกเฉยต่อกู้เซียนเอ๋อร์มาสักพักหนึ่งแล้ว นี่คงถึงเวลาที่ควรจะกลับไปพบหน้านางอีกครั้ง

            ส่วนวังสมุทรนั่นจะเป็นผู้ใดกันนั้น

            มันก็แค่เป็นพวกที่เข้ามาให้กู้เซียนเอ๋อร์ฝึกปรือฝีมือเท่านั้น ของเล่นส่วนตัวของเขานี้ จะปล่อยให้ถูกกลั่นแกล้งมิได้เด็ดขาด

            “หากมิอยากสิ้นชีพ ก็จงนำทางไป”

            กู้ฉางเกอรวบรวมความคิดกลับมา ก่อนจะกล่าวกับเหล่าสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

            ยามนี้พวกมันยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง มันสามารถนำทางให้เขาได้ เขาจึงมิต้องการเสียเวลาใช้พลังจิตสืบค้นวิญญาณ เพราะเกรงว่าพวกมันจะรับมิไหวและวิญญาณแตกสลายไปเสียก่อน

            เหล่าผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในดินแดนเซียนโบราณนั้น ต่างประกอบไปด้วยเผ่าพันธุ์โบราณหลากหลายสายโลหิตผสมผสานกัน พลังของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าผู้คนในโลกภายนอกอย่างเห็นได้ชัด
    ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว เรื่องนี้หาได้มีความสำคัญไม่

            บัดนี้ ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเหนือกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ยังมิหวั่นเกรง ยิ่งมิต้องกล่าวถึงเหล่าผู้เยาว์ตรงหน้าเหล่านี้

            “นายท่าน ข้าจะนำทางให้เอง...”

            ผู้นำของกลุ่มสิ่งมีชีวิตกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ สีหน้าหวาดผวา ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกินจะต้านทานได้ พลังที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้ ทำให้พวกเขานึกถึงเหล่าผู้อาวุโสในชนเผ่าของตน ซึ่งเป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะหาผู้ใดเปรียบได้

            เมื่อครู่ การโจมตีทั้งหมดของพวกเขาล้วนถูกสยบลงอย่างง่ายดาย เพียงแค่บุรุษหนุ่มผู้นี้ยกมือขึ้นเท่านั้น ทุกสิ่งก็สลายหายไปในพริบตา

            พวกเขาเองก็มิเข้าใจว่า เหตุใดบุรุษหนุ่มผู้นี้จึงต้องการมุ่งหน้าไปยังแหล่งชุมนุมของพวกเขา ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนแห่งนี้
    ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งนับมิถ้วน

            มินานนัก กู้ฉางเกอและกลุ่มผู้นำทางก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ระหว่างทางเขาได้พบเห็นซากสิ่งก่อสร้างมากมายที่โอ่อ่าและยิ่งใหญ่ ทว่าล้วนถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน

            ภายในสถานที่เหล่านั้น ยังมีหินแกะสลักลวดลายศักดิ์สิทธิ์และความรู้แจ้งของผู้แข็งแกร่งระดับเซียน บางจุดส่องประกายแสงเจิดจ้า พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ประกายแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแผ่ซ่านไปทั่ว
    สถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งโอกาสที่ยากจะพบเจอ เหมาะแก่การฝึกบำเพ็ญเพียรวิถีแห่งมรรคาอย่างยิ่ง

            บริเวณเหล่านี้ มีทั้งยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากโลกภายนอก และเหล่าผู้อาศัยดั้งเดิมจำนวนมากเข้ามารวมตัวกัน การช่วงชิงและการสังหารฆ่าฟันจึงดำเนินไปอย่างดุเดือด

            กู้ฉางเกอกวาดตามองเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบนสายตาไปอย่างมิใส่ใจ

            สำหรับเขาแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้หาได้มีความสำคัญไม่

            เหล่าผู้อาศัยดั้งเดิมแห่งดินแดนเซียนโบราณ ล้วนปกป้องความลับของที่แห่งนี้

            ภายในนั้นมีจิตวิญญาณแห่งเซียนที่ถูกหล่อเลี้ยงมาเป็นเวลานับหมื่นปี

            ก่อนจะเข้าสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เขาได้คำนวณเวลาที่แน่ชัดไว้แล้ว

            เมื่อถึงเวลาที่จิตวิญญาณแห่งเซียนถือกำเนิดขึ้น ดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้จะต้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

            แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจากโลกภายนอกก็ยังต้องตื่นตระหนก และพากันมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้!

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน