ณ ใจกลางห้วงมิติแห่งแหวนธรรมรงค์สวรรค์
ความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการถูกดาบนับแสนเล่มทิ่มแทงฉีกกระชากเริ่มจางหาย เหลือเพียงความอ่อนล้าสุดขีดที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ไท่เซวียนนอนหมดแรงอยู่บนพื้นโลหะสีทอง แม้ลมหายใจจะกลับมาสม่ำเสมอ แต่สติก็ยังคงพร่าเลือน
พลันรูปปั้นราชันย์โบราณทั้งสิบองค์ที่เคยยืนตระหง่าน ก็หยุดการเคลื่อนไหว กลับคืนสู่สภาพศิลาเงียบงันดังเดิม มีเพียงร่างโปร่งแสงของอาจารย์เจี้ยนซินที่ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนบัลลังก์ที่สิบเอ็ด
"รอดมาได้รึนี่..." เสียงทุ้มลึกนักรบโบราณเกราะทอง สัมผัสได้ถึงความประหลาดใจระคนทึ่ง "บอบบางถึงเพียงนี้ แต่กลับทนทานการหล่อหลอมบทแรกได้... น่าสนใจ"
ร่างโปร่งแสงของเจี้ยนซินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้จะพยายามเก็บงำ แต่ก็ไม่อาจซ่อนความยินดีระคนโล่งใจไว้ได้มิด เขามอง 'ศิษย์' ที่นอนแผ่อยู่เบื้องล่างด้วยแววตาซับซ้อนระคนเป็นห่วงอยู่ลึกๆ
'รอดมาได้จริงๆ สินะ... บุตรแห่งโชคชะตา หาได้สิ้นชีพง่ายดายเพียงนี้ไม่' เจี้ยนซินครุ่นคิด แต่ก็อดสังเกตไม่ได้ 'แต่... มีบางอย่างในตัวเจ้าหนูนี่เปลี่ยนไป... แววตาดูมุ่งมั่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย' หากเขารู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคือสายเลือดของตน เขาคงมิกล้าเสี่ยงให้เผชิญบททดสอบอันโหดร้ายนี้เป็นแน่ แต่ตอนนี้... ชะตาได้นำพามาแล้ว
"เอาล่ะ! อย่ามัวนอนเป็นผักปลาอยู่!" เสียงของนักรบโบราณเกราะทองดังขึ้นอีกครั้ง เขาเดินตรงมาหาไท่เซวียนที่ยังคงนอนหมดแรงอยู่ ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยร่างนั้นเบาๆ ราวกับปลุกให้ตื่นจากภวังค์ "ลุกขึ้น! การทดสอบบทที่สองกำลังจะเริ่ม!"
แรงผลักดันอันอ่อนโยนแต่ทรงพลังส่งผ่านร่างของไท่เซวียน ทำให้เขาลุกขึ้นยืนได้แม้จะยังโซซัดโซเซ
"บท...บททดสอบอันใดอีกหรือขอรับ?" ไท่เซวียนถามเสียงแหบพร่า พยายามยืนให้มั่นคง
"คัมภีร์อาญาสวรรค์วิถีฟ้า บทที่ 2!" นักรบโบราณผู้นั้นประกาศก้อง ดวงตาคมกริบจ้องมองไท่เซวียนเขม็ง "ท่าดาบของข้า คือสุดยอดเพลงดาบกระบวนท่ารุก สามารถมองทะลุจุดอ่อนในกระบวนท่าของศัตรู หยุดยั้งดาบของอีกฝ่ายมิให้ออกกระบวนท่าได้เต็มกำลัง เน้นทำลายจุดสมดุลของศัตรูเป็นสำคัญ! ชื่อของมันมีนามว่า... อาญาตัดศูนย์!"
สิ้นเสียงประกาศ ดาบใหญ่ในมือของนักรบโบราณก็เปล่งประกายสีทองเรืองรอง บรรยากาศรอบตัวพลันกดดันขึ้นหลายเท่าตัว เขาโยนดาบเล่มหนึ่งไปให้ไท่เซวียน
"โจมตีข้า!" เขาสั่งเสียงเฉียบขาด
ไท่เซวียนรับดาบไปอย่างมึนงงและเจ็บปวดไปทั้งร่างถึงกับสะดุ้ง "หา!? ให้ข้า...โจมตีท่าน?"
"อย่ามัวโอ้เอ้! เข้ามา!"
ไท่เซวียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้จะหวาดกลัว แต่เขาก็รวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิด พยายามตั้งท่าดาบ แล้วพุ่งเข้าใส่อย่างเก้ๆ กังๆ
ผลัวะ! เคร้ง! ตุ้บ!
เพียงพริบตาเดียว ร่างของไท่เซวียนก็ลอยละลิ่วไปกระแทกพื้นอย่างแรง นักรบโบราณผู้นั้นไม่ได้ใช้ดาบด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้ฝ่ามือตบเบาๆ หรือใช้เท้าสะกิดเล็กน้อย ก็สามารถทำลายการทรงตัวและปัดป้องการโจมตีอันอ่อนหัดของไท่เซวียนได้อย่างง่ายดาย
"โอ๊ย!" / "อ๊าก!" / "แค่กๆ!"
ไท่เซวียนถูกซัดกระเด็นครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร้องโอดครวญดังระงมไปทั่วโถงศักดิ์สิทธิ์ สภาพของเขาดูน่าสมเพชยิ่งกว่าเดิม แต่ทุกครั้งที่เขาล้มลง นักรบโบราณก็จะบังคับให้เขาลุกขึ้นมาโจมตีใหม่ วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เจ้าเข้าใจหรือไม่!?" เสียงของนักรบโบราณดังขึ้นท่ามกลางเสียงโอดครวญของไท่เซวียน "อาญาตัดศูนย์! เหตุใดจึงชื่อนี้! 'อาญา' คืออำนาจ! คือการตัดสิน! คือการลงทัณฑ์! คือการควบคุม! 'ตัด' คือทำลาย! คือขัดขวาง! คือสลาย! และ 'ศูนย์' คือจุดศูนย์กลาง! คือความสมดุล! เพลงดาบนี้คือการใช้อำนาจแห่งดาบ ตัดทำลายจุดสมดุลของศัตรู! ควบคุมกระบวนท่าของมัน! ทำให้มันเสียหลัก เปิดช่องว่าง! เข้าใจหรือไม่!"
"ขะ...เข้าใจ...โอ๊ยยย! เข้าใจแล้วขอรับ!" ไท่เซวียนรับคำทั้งที่ยังถูกซัดกระเด็นไม่หยุด
"ฮ่าๆๆ ดูเหมือนบทเรียนจะหนักหนาเอาการ" เสียงร่างโปร่งแสงของเจี้ยนซินดังขึ้น เขาเดินเข้ามาใกล้ มองดู 'ศิษย์' ของตนถูก 'ผู้อาวุโสรุ่นที่หนึ่ง' สั่งสอนด้วยแววตาขบขันระคนเห็นใจ
"เจ้าหนู ฟังให้ดี!" เจี้ยนซินกล่าวต่อท่ามกลางเสียงร้องของไท่เซวียน "หากเจ้าสามารถฝึกฝนจนท่านอาวุโสผู้นี้ยอมรับในฝีมือเจ้าได้ แม้นเจ้าจะยังมิอาจเข้าใจเพลงดาบนี้ได้อย่างถ่องแท้ แต่ด้วยพลังของแหวนธรรมรงค์สวรรค์นี้ เจ้าจะสามารถ 'อัญเชิญ' ท่านอาวุโสให้มา 'ประทับร่าง' เจ้าได้! ทำให้เจ้าสามารถใช้เพลงดาบ 'อาญาตัดศูนย์' ได้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับท่านมาลงมือด้วยตนเอง!"
"อะ...อัญเชิญประทับร่าง!?" ไท่เซวียนหยุดร้องครวญคราง หันมามองอย่างตกตะลึง แม้จะยังเจ็บปวดอยู่ก็ตาม
"ใช่แล้ว!" เจี้ยนซินยืนยัน "นี่คือหนึ่งในความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของแหวนธรรมรงค์นี้ ยิ่งเจ้าเข้าใจในกระบวนท่ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งอัญเชิญท่านมาประทับร่างได้บ่อยครั้งขึ้นเท่านั้น แต่ในเบื้องต้น เจ้าจะสามารถอัญเชิญได้ใหม่ทุกๆ สามวัน"
"อ๊ากกก! ท่านอาจารย์! ท่านอธิบายตอนข้าไม่โดนยำได้หรือไม่ขอรับ!" ไท่เซวียนร้องลั่นเมื่อถูกซัดกระเด็นอีกครั้ง
"ข้าแนะนำให้เจ้าอัญเชิญทุกครั้งที่มีโอกาส" เจี้ยนซินกล่าวต่อโดยไม่สนใจเสียงร้อง "อย่าได้เสียโอกาสอันดีนี้ไป มันจะช่วยเร่งให้เจ้าเข้าใจแก่นแท้ของกระบวนท่าได้อย่างรวดเร็ว"
"ส่วนคัมภีร์อาญาสวรรค์วิถีฟ้านี้..." เจี้ยนซินกวาดตามองไปยังรูปปั้นทั้งสิบเอ็ด "...มันมิใช่เคล็ดวิชาของคนผู้เดียว หากแต่เป็นสุดยอดวิชาที่พวกเรา เหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบเอ็ดรุ่น ได้ร่วมกันสรรค์สร้างและขัดเกลาขึ้นมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน รวมเป็นห้าบท ทายาทผู้สืบทอดแต่ละรุ่น จักต้องสร้างสรรค์บทใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งบท หรือมิเช่นนั้น ก็ต้องขัดเกลาวิชาที่มีอยู่เดิมให้ล้ำเลิศยิ่งขึ้นไปอีก!"
"โอ๊ยยย! ข้าไม่ไหวแล้ว! ท่านอาจารย์! ช่วยข้าด้วยยย!" ไท่เซวียนคร่ำครวญ
เจี้ยนซินเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ "บทเรียนของเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น อดทนไว้เถิด... เจ้าหนู"
...
ณ หอช่างเวทย์, เมือง 896 (หนึ่งวันต่อมาตามเวลาภายนอก)
พรึ่บ!
ร่างของไท่เซวียนปรากฏขึ้นกลางห้องพักแคบๆ ที่หอช่างเวทย์ เขาทรุดลงนั่งกับพื้นทันที หอบหายใจอย่างหนักหน่วง สภาพร่างกายภายนอกดูเป็นปกติ ไม่มีรอยแผลหรือความอ่อนล้าใดๆ แต่สภาพจิตใจของเขานั้นบอบช้ำและเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัส ราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาจริงๆ
'ห้าวัน... ในนั้นผ่านไปห้าวันเต็มๆ' ไท่เซวียนคิดอย่างอ่อนแรง 'แต่ข้างนอกนี่เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียว' เขาจำคำพูดของอาจารย์เจี้ยนซินได้แม่นยำ 'เจ้าจะสามารถกลับเข้าไปในแหวนได้อีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปสามวัน... ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าจะสามารถอัญเชิญท่านอาวุโสรุ่นที่หนึ่งได้อีกครั้งพอดี'
'นี่... เจ้าหนู' เสียงของเจี้ยนซินดังแว่วขึ้นในหัว ราวกับส่งมาจากในแหวน 'หาดาบดีๆ สักเล่มมาใช้ฝึกซะ นี่คือแบบแปลน เอาไปให้สหายช่างตีเหล็กของเจ้าดู' ภาพแบบแปลนดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของไท่เซวียน 'อ้อ... แล้วครั้งหน้าที่เจ้าเข้ามา แวะเอาสุราชั้นดีติดมือมาด้วยล่ะ ข้ากระหายมานานแล้ว' เสียงนั้นเงียบหายไป
ไท่เซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยุงร่างที่อ่อนล้าลุกขึ้นเดินโซเซออกจากห้องพักเพื่อไปหาแฮงก์ เขาพบสหายต่างวัยกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมแซมกำไลมิติอันหนึ่งอยู่หน้าร้านแผงลอยที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่
"ท่านแฮงก์..." ไท่เซวียนเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
"โอ้! ตื่นแล้วรึพ่ะย่ะค่ะ ท่านไท่เซวียน" แฮงก์เงยหน้าขึ้น ยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ "หน้าตาดูอิดโรยเชียวนะ ไปทำอะไรมา?"
ไท่เซวียนไม่ได้ตอบ เขายื่นมือออกไป สัมผัสแหวนมิติของตนเอง ส่งแบบแปลนดาบที่อาจารย์ให้มาไปให้แฮงก์ดู
"หืมมม?" แฮงก์รับภาพนั้นเข้ามาในกำไลของตน ขมวดคิ้วพิจารณาอย่างละเอียด "แบบแปลนดาบนี่... ดูแปลกๆ นะพ่ะย่ะค่ะ มันไม่ใช่ดาบทั่วไปแน่ๆ ต้องใช้การตีขึ้นรูปแบบพิเศษ... ว่าแต่ ท่านไปเอามาจากไหน?"
"ข้าไปเจอมันมา รู้สึกมันน่าสนใจดี"
"เจอ?" แฮงก์เลิกคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ "ดาบแบบนี้ ไม่มีขายสำเร็จรูปในตลาดแน่ ต้องตีขึ้นใหม่สถานเดียว... แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว..." แฮงก์วางเครื่องมือในมือลง หันมามองไท่เซวียนด้วยแววตาเป็นประกาย "ท่านลองตีมันขึ้นมาด้วยตัวเองเลยเป็นไงพ่ะย่ะค่ะ?"
"ขะ...ข้าเนี่ยนะขอรับ?" ไท่เซวียนชี้ตัวเองอย่างไม่มั่นใจ
"ใช่แล้ว!" แฮงก์ตบเข่าฉาด "อย่าลืมสิพ่ะย่ะค่ะ ว่าท่านน่ะ ไม่ใช่แค่จอมเวทย์ตกอับแล้วนะ แต่ตอนนี้ท่านคือ นายช่างเวทย์มนตร์ ระดับ 1 ดาว แล้ว!"
"หา! จริงหรือ!?" ไท่เซวียนตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ก็จริงน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ!" แฮงก์ยืนยัน "หลังจากที่ท่านสามารถตีลูกแก้วว่างเปล่าจากแร่เหล็กกับทองแดงได้สำเร็จเมื่อวันก่อน ท่านก็ถือว่าผ่านบทเรียนแรก ก้าวขึ้นสู่ระดับ 1 ดาวแล้ว! ถึงจะยังแค่ขั้นต้นก็เถอะ"
"แล้วบทเรียนต่อไป..." แฮงก์ยิ้มกว้าง ชี้ไปยังกองวัสดุที่เขาเตรียมไว้ด้านหลังร้าน "...ก็คือการตี ศาสตราเวทย์ ระดับ 1 ดาว ยังไงล่ะพ่ะย่ะค่ะ! และแบบแปลนดาบที่ท่านได้มานี่แหละ เหมาะเหม็งที่สุด!"
แฮงก์เริ่มอธิบายถึงขั้นตอนการตีศาสตราเวทย์อย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ (ซึ่งเขาได้เตรียมแร่เงินและโลหะผสมบางอย่างไว้ให้) การควบคุมอุณหภูมิเตาหลอม การขึ้นรูป การผสมผสานพลังเวทย์ลงไปในเนื้อโลหะ ไปจนถึงการขัดเกลาและจารึกอักขระเวทย์พื้นฐาน ทุกขั้นตอนดูซับซ้อนและต้องใช้สมาธิอย่างสูง
"งานช่างตีเหล็กนี่มันละเอียดอ่อนนะพ่ะย่ะค่ะ" แฮงก์กล่าวขณะที่ไท่เซวียนเริ่มลงมือทำตามคำแนะนำอย่างเงอะงะ "วัสดุที่ใช้ ฝีมือคนตี ระดับพลังเวทย์ ทุกอย่างมีผลต่อระดับและคุณภาพของอาวุธทั้งสิ้น"
แฮงก์ถอนหายใจเบาๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ "พูดถึงเรื่องอาวุธแล้ว ก็นึกถึงเรื่องที่ทำให้ฝ่าบาทคิมสันทรงปวดพระเศียรที่สุดเรื่องหนึ่งเลยนะพ่ะย่ะค่ะ" เขาเล่าเหมือนไม่ได้ตั้งใจ "รู้หรือไม่ว่ากองทัพเอเลนของเราน่ะ อาวุธมาตรฐานที่ใช้กันคือ ราชันศาสตราเวท ระดับ 1 ดาว เท่านั้นนะพ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้พวกแม่ทัพนายกองจะมีของดีกว่านั้นใช้ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่ซื้อมาจากเมืองอื่นทั้งนั้นแหละ ทั้งวัสดุ ทั้งคนตี เอเลนเรายังขาดช่างตีเหล็กฝีมือดีที่จะสร้างศาสตราเวทย์ระดับสูงกว่า 1 ดาวได้เองอยู่มาก..."
ไท่เซวียนฟังอย่างเงียบๆ เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของงานช่างตีเหล็กมากขึ้น และตระหนักถึงปัญหาที่บ้านเกิดของตนกำลังเผชิญ
"เอาล่ะๆ เลิกพล่ามเรื่องน่าเบื่อดีกว่า" แฮงก์โบกมือปัด "ตั้งใจตีดาบของท่านไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ ทำให้ดีที่สุดล่ะ!"
ไท่เซวียนพยักหน้ารับ ก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานตรงหน้า พยายามหลอมโลหะและขึ้นรูปดาบตามแบบแปลนอย่างสุดความสามารถ แม้จะยังติดขัดและผิดพลาดอยู่บ้าง แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เวลาผ่านไปจนเกือบเย็น ไท่เซวียนยังคงง่วนอยู่กับการตีดาบ เหงื่อไหลท่วมตัวแต่ก็ไม่ยอมหยุดพัก แฮงก์ที่นั่งมองอยู่ห่างๆ พยักหน้าอย่างพึงพอใจในความตั้งใจของอดีตองค์ชาย
"ท่านไท่เซวียนพ่ะย่ะค่ะ พอแค่นี้ก่อนดีกว่า" แฮงก์เอ่ยขัดขึ้น "พักผ่อนบ้างเถอะ ค่อยมาทำต่อพรุ่งนี้"
ไท่เซวียนกำลังจะแย้ง แต่แฮงก์ก็พูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
"อีกอย่าง... ข้าเพิ่งได้รับสาส์นด่วนจากเอเลน... เรื่องสำคัญพ่ะย่ะค่ะ"
"เรื่องอะไรหรือ ท่านแฮงก์?" ไท่เซวียนเงยหน้าถาม สังหรณ์ใจไม่ดี
แฮงก์มองหน้าไท่เซวียนนิ่ง ก่อนจะกล่าวออกมา
"พระสนมอิลิยา... ท่านแม่ของท่าน... ประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ... ฝ่าบาทคิมสัน... พระบิดาของท่าน... มีรับสั่งให้ท่านรีบเดินทางกลับเอเลนโดยด่วนที่สุด!"