บทที่51 พบชายที่เป็นตำนาน
“เรียนท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักผู้เยาว์เคยศึกษาตำราที่เขียนเกี่ยวกับท่านจึงพอรู้บ้างนิดหน่อยขอรับ”จ้าวเฟยหลงตอบอย่างนอบน้อม
“อืม...”ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักตงหยางส่งเสียงในลำคอและเงียบไปครู่หนึ่ง
“เจ้าหนุ่ม! เจ้าคงเป็นผู้สมัครเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักตงหยางใช่หรือไม่”
จ้าวเฟยหลงพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเฟยหลงแล้วเจ้าก็เรียกข้าว่าผู้อาวุโสหมิง ดีไหมล่ะ” หมิงเทียนอี้กล่าวแบบอารมณ์ดี
จ้าวเฟยหลงในทีแรกคิดว่าตัวตนของผู้ที่เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่อย่างหมิงเทียนอี้ผู้นี้จะวางตัวสูงส่งเหนือคนทั่วไปแต่กลับกลายเป็นว่าผู้ก่อตั้งสำนักที่แสนโด่งดังคนนี้ไม่เพียงไม่ถือตนแต่กลับเข้าหาได้ง่ายไม่รู้สึกอัดอัดใจแม้แต่น้อย
“ผู้เยาว์ทราบแล้ว”จ้าวเฟยหลงรับคำ
“ผู้อาวุโสหมิงผู้เยาว์มีความในใจอยากขอคำตอบจากท่านขอรับ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมา
“เจ้าคงอยากรู้ว่า...ข้ามาปรากฏตัวให้เจ้าเห็นทำไมใช่ไหม” หมิงเทียนอี้ถามกลับด้วยสีหน้านิ่งสงบ
จ้าวเฟยหลงยิ้มอายๆเพราะว่าโดนรู้ทันการที่จู่ๆบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักมาปรากฏตัวต่อหน้าหลังตายไปแล้วหมื่นปีเป็นใครก็ย่อมต้องสงสัย
“ข้ามาเพื่อพบกับเจ้าไงล่ะ”หมิงเทียนอี้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพออกพอใจ
“ข้าได้ทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณของข้าเอาไว้ในกระจกส่องใจเพื่อรอผู้ที่สามารถเอาชนะกระจกส่องใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นเจ้า”
จ้าวเฟยหลงนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของหมิงเทียนอี้ครุ่นคิดในใจว่าเพราะเหตุใดปรมาจารย์ผู้นี้ถึงต้องทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณไว้ในสมบัติที่ตนนำมาด้วย
หมิงเทียนอี้เห็นสีหน้าเครียดของจ้าวเฟยหลงจึงเอ่ยขึ้น
“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลที่ข้าทำเช่นนี้ย่อมมีสาเหตุแต่รับรองว่าไม่ได้คิดร้ายใดๆเลย”สิ้นเสียงสีหน้าของหมิงเทียนอี้ก็สลดลง
“ตรงกันข้ามข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าด้วยซ้ำ”เสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นดังทั่วโถงถ้ำ
“เรียนถามท่านผู้อาวุโสทำไมต้องเป็นผู้เยาว์ด้วย”จ้าวเฟยหลงไม่ต้องการตัดสินใจอะไรในตอนนี้เขายังมีข้อมูลในเรื่องนี้น้อยเกินไป
“เพราะว่าตามที่ข้าบอกไปแล้วเจ้าคือผู้ที่เอาชนะกระจกส่องใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่างจากผู้ที่สามารถเอาชนะภาพลวงตาของกระจกส่องใจได้เพราะยังไม่ใช่ผู้ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน พวกเขาเพียงฝ่าฝันออกมาจากจิตใจที่โดนล่อลวงเท่านั้นแต่เจ้ากระจกส่องใจทำอะไรเจ้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แสดงว่าพลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งมากจริงๆเกินกว่าที่กระจกส่องใจจะทำอะไรเจ้าได้จนมันต้องยอมแพ้และมอบพลังขัดเกลาจิตใจแก่เจ้า”
หมิงเทียนอี้หยุดพูดครู่หนึ่งสายตาเพ่งมองที่จ้าวเฟยหลง
“นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้ข้ามาปรากฏตัวให้เจ้าเห็น”
“ขอบังอาจถามผู้อาวุโสท่านต้องการให้ผู้เยาว์ทำอะไรขอรับ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
“ข้าอยากให้เจ้ามาคุยกับข้าหน่อย”คำตอบของหมิงเทียนอี้สร้างความสับสนให้แก่จ้าวเฟยหลงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าตอนนี้ทั้งสองก็กำลังคุยกันอยู่ไม่ใช่หรือ
“วิญญาณของข้าที่เจ้าเห็นตอนนี้มีพลังไม่เพียงพอที่จะคุยเรื่องทั้งหมดและจะหายไปในไม่ช้าดังนั้นจงตามหาข้า มันเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะมากพอที่จะทำลายสำนักตงหยางจนย่อยยับถือว่าข้าขอร้องตามหาข้าด้วย”
หมิงเทียนอี้โค้งคำนับจ้าวเฟยหลง
“ท่านผู้อาวุโสหมิงได้โปรดอย่าทำเช่นนี้เลย”จ้าวเฟยหลงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นหมิงเทียนอี้โค้งคำนับขอร้องเขา
“ผู้เยาว์มาที่สำนักตงหยางเพื่อคัดเลือกเป็นศิษย์ใหม่ด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศัทธาในตัวท่าน ดังนั้นเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสขอร้องแม้ว่าผู้เยาว์จะอ่อนด้อยฝีมือแต่ก็จะทำให้สุดความสามารถขอรับ”
หมิงเทียนอี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมามองดูจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาชื่นชม
“ข้าจะรอเจ้าที่เขตต้องห้ามในแดนลี้ลับของสำนักหวังว่าจะได้พบกัน”
“เขตต้องห้ามในแดนลี้ลับของสำนัก!ท่านผู้อาวุโสแล้วผู้เยาว์ต้องทำเช่นไรถึงจะไปหาท่านได้”
จ้าวเฟยหลงครุ่นคิดเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเพื่อถามคำถาม ร่างวิญญาณของหมิงเทียนอี้ค่อยๆจางหายไปทีละน้อยแล้วพร้อมเสียงที่ตอบมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เมื่อเข้าสำนักได้เจ้าจะรู้เอง”แล้วร่างนั้นก็จางหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรอยู่ที่ตรงนั้นมาก่อนเลย
“ต้องเข้าสำนักให้ได้ก่อน! ท่านจะบอกข้าเลยกลัวจะไม่ลึกลับหรือไง” จ้าวเฟยหลงบ่นกระปอดกระแปด
หลังจากสงบสติอารมณ์ของตนจ้าวเฟยหลงเดินออกจากถ้ำด้วยจิตใจที่หนักอึ้งถึงแม้ว่าเขาในตอนนี้ยังไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยางด้วยซ้ำทว่าบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักได้มอบภาระกิจให้แก่เขาเสียแล้ว
แสงสว่างนอกถ้ำทำให้เขาต้องหลิ่วตาเพื่อทำความเคยชินกับความสว่างด้านนอกภาพแรกที่มองเห็นยิ่งทำให้ใจของเขาหนักอึ้งขึ้นไปอีกนั่นคือภาพของผู้อาวุโสเซี่ยกำลังยืนต่อหน้าเขาจ้องมองอย่างอาฆาตแค้น
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะออกมาได้โดยไม่เป็นอะไรเลยน่าเสียดายจริงๆ” เซี่ยเส้าฉงเอ่ย
จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วโค้งคำนับจากนั้นเดินผ่านไป แต่ก่อนที่จะผ่านเซี่ยเส้าฉงก็มีคำพูดดังขึ้น
“ถ้ำลวงใจคงเห็นว่าข้ายังต้องออกมาฆ่าคนที่คิดร้ายต่อข้าอีกจึงปล่อยให้ออกมาแบบไม่บุบสลาย”พูดจบจ้าวเฟยหลงก็เดินจากไปไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย
“เจ้า!...” แม้ว่าอยากจะกระโดดเข้าไปฟาดฝ่ามือให้จ้าวเฟยหลงตายคามือแต่เซี่ยเส้าฉงก็ยังต้องอดกลั้นเอาไว้หากตอนนี้ทำอะไรประเจิดประเจ้อผู้อาวุโสอีกสองคนอาจสงสัยตัวเขาและนั่นจะนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวงแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อเขาและตระกูลเซี่ยแม้แต่น้อย
เมื่อผู้เข้าคัดเลือกกลุ่มสุดท้ายออกมาจนครบแล้วเสียงอันหนักแน่นดังก้องขึ้นมาทั่วทั้งหน้าผาที่ตั้งของถ้ำลวงใจ
“ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในด่านที่สองจงมารวมตัวกันที่นี่”
ผู้อาวุโสจางกำลังเรียกรวมพลผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดตอนนี้ผู้ควบคุมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ทั้งสามกำลังจะประกาศเรื่องสำคัญ
“เฟยหลงพวกเรารีบไปกันเถอะชักช้าอาจพลาดเรื่องดีๆไปก็ได้”หยุนฟู่เร่ง
“อืม...”จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นจากที่นอนของตนออกเดินไปตามหยุนฟู่
“ไปกันเถอะเหลือแค่อีกหนึ่งบททดสอบเราก็จะได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จแล้ว”หยุนฟู่ตะโกนโหวกเหวกเดินนำหน้าจ้าวเฟยหลงไปยังที่ที่ถูกเรียกตัว
จ้าวเฟยหลงสังเกตุจำนวนคนที่มายืนออกันเต็มเนินดินแห่งนี้จากที่เห็นจำนวนของคนที่เหลืออยู่ทำให้ต้องทอดถอนใจแรกเริ่มนั้นมีผู้เข้ารับการทดสอบสี่หมื่นคนตอนนี้เหลือเพียงสี่พันกว่าคนเท่านั้น
“เหลือรอดมาได้แค่ราวๆสิบส่วนเท่านั้นเองการคัดเลือกศิษย์ของสำนักตงหยางนับว่าเข้มข้นจริงๆ”
เขาคิดในใจแต่แล้วก็ต้องคืนสติกลับมาเพราะเสียงประกาศของผู้อาวุโสจาง
“พวกเจ้าที่มารับการทดสอบในครั้งนี้มีมากถึงสี่หมื่นกว่าคนแต่หลังจากจบการทดสอบในด่านที่สองตอนนี้จำนวนที่เหลืออยู่มีทั้งสิ้นสี่พันเก้าร้อยคนเท่านั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากแต่อย่างไรก็ตามการทดสอบในด่านที่สามนี้จะตัดสินว่าใครคือคนที่คู่ควรจะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางอย่างแท้จริง”
“เหลือแค่สี่พันเก้าร้อยคนช่างโหดจริงเลย” หลายคนเริ่มส่งเสียงคุยกัน
“ใครบอกให้พวกนั้นอ่อนแอเองเล่าแบบนี้จะโทษใครได้”อีกหลายเสียงก็ดังสวนขึ้นมา
“เงียบๆ!!” ผู้อาวุโสเซี่ยตะโกนเสียงดังแผงไปด้วยพลังลมปราณทำให้ผู้ที่ได้ฟังต้องเงียบปากลงทันใด
“ต่อไปจงฟังสิ่งที่ผู้อาวุโสเฉินจะพูดให้ดีเพราะมันคือข้อมูลของการทดสอบด่านสุดท้าย”ผู้อาวุโสจางกล่าว
ชายชราก้าวออกมาข้างหน้าทำให้ผู้คนมองเห็นเข้าได้ชัดเจนมากขึ้นและเขาก็คือผู้อาวุโสเฉินนั่นเอง
“ข้ายินดีกับพวกเจ้าทุกคนที่ผ่านด่านมาได้”เฉินถงจู่เอ่ยขึ้นและกวาดสายตามองไปรอบๆ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเฉิน!” เสียงตะโกนของผู้คนดังขึ้นเป็นการตอบรับผู้อาวุโสเฉิน
จากนั้นชายชราก็ได้พูดต่อไปอีก“แต่บททดสอบด่านที่สามนี้จะอันตรายกว่าทั้งสองด่านที่ผ่านมา”
หยุนฟู่เอียงคอไปพูดกับจ้าวเฟยหลง“ของจริงมาแล้ว” จ้าวเฟยหลงทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
“หากว่าใครที่ยังไม่อยากตายก่อนเวลาหรือคนที่ไม่มั่นใจในฝีมือของตนเอง นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกเจ้าในการถอนตัวเพราะหลังจากนี้ไม่ว่ายังไงพวกเจ้าที่เหลืออยู่จะถูกส่งเข้าไปในด่านทดสอบทุกคน”
เฉินถงจู่กล่าวเตือนด้วยเสียงนุ่มนวลแต่ส่งผลอันหนักหน่วงต่อจิตใจผู้ฟัง
แม้ทุกคนจะไม่อยากตายแต่คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ตรงนี้มาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับพวกเขาหาได้หวั่นหวั่นมากมายเท่าใดนัก
หลังจากเพ่งมองดวงตาของผู้เข้ารับการคัดเลือกจนทั่วผู้อาวุโสเฉินจึงกล่าวต่อไป
“ในเมื่อทุกคนมั่นใจแล้ว บททดสอบที่สามนี้คือการเก็บของในหุบเขาเหลี่ยมสุริยัน”
“หา!!! จะให้เข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันอย่างนั้นหรือ”
“นี่มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ”หลายต่อหลายคนเริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อทราบถึงการทดสอบ
มีใครบ้างจะไม่รู้แต่ละสำนักยุทธ์โดยเฉพาะสำนักใหญ่ๆต่างมีพื้นที่ลับเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการฝึกฝนลูกศิษย์ของตนทั้งในการบ่มเพาะพลังการเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณ การเลี้ยงสัตว์อสูร และพื้นที่ของหุบเขาเหลี่ยมสุริยันคือป่าขนาดใหญ่ที่ติดกับสำนักตงหยางถูกกำหนดให้เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์อสูรเพื่อให้ลูกศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหลายของสำนักได้เข้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์ร้ายรวมไปถึงได้รับประโยชน์จากร่างของสัตว์อสูรที่สังหารได้
แต่หากโชคไม่ดีเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันนั่นก็อาจเป็นคราวตายอย่างเจ็บปวดและทรมานได้เหมือนกันเพราะความโหดร้ายของสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่เลื่องลือไม่เคยจางหายไปจากหัวข้อการสนทนาของผู้ฝึกยุทธ์
เสียงการพูดคุยเริ่มดังขึ้นผู้อาวุโสเฉินจึงรีบกล่าวต่อทันที
“ก่อนที่จะเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันสำนักจะมอบป้ายหยกสัญลักษณ์ให้แก่ทุกคน”
สายตาที่บ่งบอกถึงความอบอุ่นของผู้อาวุโสเฉินทำให้คนที่มองเห็นเกิดความอบอุ่นในใจแต่คำพูดต่อไปนั้นกลับฉุดดึงจิตใจทุกคนให้ตกต่ำอย่างยิ่ง
“หยกสัญลักษณ์นี้มีค่าหนึ่งคะแนนผู้ที่ออกมาจากหุบเขาเหลี่ยมสุริยันพร้อมหยกสัญลักษณ์จะถือว่าผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายนอกของสำนักตงหยางทันที และผู้ที่มีป้ายมากที่สุดห้าอันดับแรกจะได้รับรางวัลจากสำนักแต่หากใครที่ไม่สามารถรักษาหยกสัญลักษณ์ไว้ได้ก็จะถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ”
คนทั้งสี่พันเก้าร้อยคนต่างพากันหน้านิ่วคิ้วขมวดทันใดนี่ไม่ใช่การเก็บของในป่าธรรมดาๆแล้วแต่มันคือการประลองยุทธ์ดีๆนี่เอง สิ่งของที่ต้องเก็บในครั้งนี้คือป้ายหยกสัญลักษณ์ที่เป็นเหมือนเครื่องลางสามารถนำพวกเขาเข้าสู่ประตูสำนักตงหยางและแน่นอนว่าการแย่งชิงย่อมต้องเกิดขึ้นดังนั้นไม่ว่าอย่างไรจะต้องมีคนตาย
เซี่ยหลี่เฉียงเดินออกมาจากกลุ่มพร้อมประสานมือโค้งคำนับ
“เรียนถามท่านผู้อาวุโสหากต้องแย่งชิงเช่นนี้ย่อมต้องมีการต่อสู้แล้วหากมีการตายเกิดขึ้นจะทำเช่นไร”
เซี่ยเส้าฉงมองมาที่เซี่ยหลี่เฉียง
“อย่างที่ได้บอกไปแล้วนี่คือการทดสอบที่อันตรายถึงชีวิตดังนั้นการตกตายเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้”
สองลุงหลานคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยแน่นอนว่าเป้าหมายคือการประกาศการฆ่าแกงอย่างถูกต้องนั่นเอง
เมื่อกล่าวเสร็จสายของเซี่ยหลี่เฉียงก็มองมาทางจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาที่เหมือนแมวมองหนูรอสนุกกับเหยื่อแล้วค่อยๆฆ่าอย่างเลือดเย็น
จ้าวเฟยหลงเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบตัวตนอย่างเซี่ยหลี่เฉียงไม่มีค่าให้ต้องคิดมากตอนนี้เขากำลังวางแผนต่อไปในการบ่มเพาะพลังของตนเองแล้ว เพราะรู้สึกได้ว่าติดอยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเก้ามานานเกินไปการได้เข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยาคือโอกาสดีที่จะได้ทำการบ่มเพาะพลัง
“เฮอะ!! กล้าเมินข้าหรือเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยาเมื่อไหร่ก็คือเวลาตายของเจ้า”เซี่ยหลี่เฉียงคำรามในใจ
“ฟังให้ดี”ผู้อาวุโสจางกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“พวกเจ้าต้องอยู่ให้ครับเจ็ดวันเจ็ดคืนและออกมาจากหุบเขาเหลี่ยมสุริยันในเช้าวันที่แปดดังนั้นจงเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด”
เมื่อจบการชี้แจงทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักเตรียมตัวในการเข้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันในวันพรุ่งนี้บางคนที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ก็กำลังพูดคุยวิธีการเพื่อเอาตัวรอด บางคนที่มาโดดเดี่ยวก็มองหาสหายที่จะรวมกลุ่มเข้าไปต่อสู้ด้วยกันเพราะการที่ต้องเอาชีวิตรอดในป่าหากเข้าไปแบบหัวเดียวกระเทียมลีบย่อมมีโอกาสเกิดอันตรายสูงมากแต่หากอยู่เป็นกลุ่มยังพอที่จะช่วยเหลือกันได้ยามคับขัน
“เฮ้อ!...” เสียงถอนหายใจยาวของหยุนฟู่ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องหันไปมอง
“เจ้าเป็นอะไรถึงกับต้องกลัดกลุ้มเช่นนี้”เสียงหยอกเย้าของจ้าวเฟยหลงทำให้หยุนฟู่เกิดหมั่นไส้ขึ้นมา
“ใครมันจะเหมือนเจ้าที่ยังอารมณ์ดีอยู่ได้”
หยุนฟู่อดที่จะเคืองนิดๆไม่ได้ทั้งที่ทุกคนต่างครุ่นคิดกดดันที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกในการทดสอบวันพรุ่งนี้แต่ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับนอนสบายใจบนที่นอน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย
“เอาน่าๆข้าเตรียมการสำหรับเราสองคนเอาไว้แล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”จ้าวเฟยหลงไม่อยากให้สหายต้องกังวลมากไปกว่านี้จึงบอกออกไป
“เตรียมการ!! เจ้าเตรียมอะไรไว้เหรอ” หยุนฟู่คะยั้นคะยอราวกับเด็กน้อยกำลังขอให้ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟัง
“เอาไว้พวกเราเข้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันในวันพรุ่งนี้แล้วข้าจะบอกเจ้าทีหลัง”
จ้าวเฟยหลงพูดเสร็จก็นอนตะแคงหันหลังให้หยุนฟู่ทันทีทำให้อีกฝ่ายซักถามอะไรต่ออีกไม่ได้
“ก็ได้ๆ”
หยุนฟู่พูดเสร็จก็ล้มตัวลงนอน แม้ยังคงเป็นกังวลแต่ก็เบาใจไปหลายส่วนเพราะสหายของเขามีหนทางในการทดสอบเตรียมไว้แล้วไม่นานความเหนื่อยล้าก็เอาชนะทุกอย่าง ชายหนุ่มทั้งสองคนหยั่งลงสู่นิทราเตรียมพลังเพื่อทดสอบในวันพรุ่งนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่าอันตรายมากมายได้ถูกจัดเตรียมต้อนรับพวกเขามากมาย