ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่51 พบชายที่เป็นตำนาน

    บทที่51 พบชายที่เป็นตำนาน


              “เรียนท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักผู้เยาว์เคยศึกษาตำราที่เขียนเกี่ยวกับท่านจึงพอรู้บ้างนิดหน่อยขอรับ”จ้าวเฟยหลงตอบอย่างนอบน้อม


              “อืม...”ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักตงหยางส่งเสียงในลำคอและเงียบไปครู่หนึ่ง


              “เจ้าหนุ่ม
    ! เจ้าคงเป็นผู้สมัครเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักตงหยางใช่หรือไม่”

              จ้าวเฟยหลงพยักหน้ารับ


              “เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเฟยหลงแล้วเจ้าก็เรียกข้าว่าผู้อาวุโสหมิง ดีไหมล่ะ” หมิงเทียนอี้กล่าวแบบอารมณ์ดี


              จ้าวเฟยหลงในทีแรกคิดว่าตัวตนของผู้ที่เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่อย่างหมิงเทียนอี้ผู้นี้จะวางตัวสูงส่งเหนือคนทั่วไปแต่กลับกลายเป็นว่าผู้ก่อตั้งสำนักที่แสนโด่งดังคนนี้ไม่เพียงไม่ถือตนแต่กลับเข้าหาได้ง่ายไม่รู้สึกอัดอัดใจแม้แต่น้อย


              “ผู้เยาว์ทราบแล้ว”จ้าวเฟยหลงรับคำ


              “ผู้อาวุโสหมิงผู้เยาว์มีความในใจอยากขอคำตอบจากท่านขอรับ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมา


              “เจ้าคงอยากรู้ว่า...ข้ามาปรากฏตัวให้เจ้าเห็นทำไมใช่ไหม” หมิงเทียนอี้ถามกลับด้วยสีหน้านิ่งสงบ


              จ้าวเฟยหลงยิ้มอายๆเพราะว่าโดนรู้ทันการที่จู่ๆบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักมาปรากฏตัวต่อหน้าหลังตายไปแล้วหมื่นปีเป็นใครก็ย่อมต้องสงสัย


              “ข้ามาเพื่อพบกับเจ้าไงล่ะ”หมิงเทียนอี้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพออกพอใจ


              “ข้าได้ทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณของข้าเอาไว้ในกระจกส่องใจเพื่อรอผู้ที่สามารถเอาชนะกระจกส่องใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นเจ้า”


              จ้าวเฟยหลงนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของหมิงเทียนอี้ครุ่นคิดในใจว่าเพราะเหตุใดปรมาจารย์ผู้นี้ถึงต้องทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณไว้ในสมบัติที่ตนนำมาด้วย


              หมิงเทียนอี้เห็นสีหน้าเครียดของจ้าวเฟยหลงจึงเอ่ยขึ้น


              “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลที่ข้าทำเช่นนี้ย่อมมีสาเหตุแต่รับรองว่าไม่ได้คิดร้ายใดๆเลย”สิ้นเสียงสีหน้าของหมิงเทียนอี้ก็สลดลง


              “ตรงกันข้ามข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าด้วยซ้ำ”เสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นดังทั่วโถงถ้ำ


              “เรียนถามท่านผู้อาวุโสทำไมต้องเป็นผู้เยาว์ด้วย”จ้าวเฟยหลงไม่ต้องการตัดสินใจอะไรในตอนนี้เขายังมีข้อมูลในเรื่องนี้น้อยเกินไป


              “เพราะว่าตามที่ข้าบอกไปแล้วเจ้าคือผู้ที่เอาชนะกระจกส่องใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่างจากผู้ที่สามารถเอาชนะภาพลวงตาของกระจกส่องใจได้เพราะยังไม่ใช่ผู้ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน พวกเขาเพียงฝ่าฝันออกมาจากจิตใจที่โดนล่อลวงเท่านั้นแต่เจ้ากระจกส่องใจทำอะไรเจ้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แสดงว่าพลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งมากจริงๆเกินกว่าที่กระจกส่องใจจะทำอะไรเจ้าได้จนมันต้องยอมแพ้และมอบพลังขัดเกลาจิตใจแก่เจ้า”


              หมิงเทียนอี้หยุดพูดครู่หนึ่งสายตาเพ่งมองที่จ้าวเฟยหลง


              “นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้ข้ามาปรากฏตัวให้เจ้าเห็น”


              “ขอบังอาจถามผู้อาวุโสท่านต้องการให้ผู้เยาว์ทำอะไรขอรับ” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามอย่างนอบน้อม


              “ข้าอยากให้เจ้ามาคุยกับข้าหน่อย”คำตอบของหมิงเทียนอี้สร้างความสับสนให้แก่จ้าวเฟยหลงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าตอนนี้ทั้งสองก็กำลังคุยกันอยู่ไม่ใช่หรือ


              “วิญญาณของข้าที่เจ้าเห็นตอนนี้มีพลังไม่เพียงพอที่จะคุยเรื่องทั้งหมดและจะหายไปในไม่ช้าดังนั้นจงตามหาข้า มันเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะมากพอที่จะทำลายสำนักตงหยางจนย่อยยับถือว่าข้าขอร้องตามหาข้าด้วย”


              หมิงเทียนอี้โค้งคำนับจ้าวเฟยหลง


              “ท่านผู้อาวุโสหมิงได้โปรดอย่าทำเช่นนี้เลย”จ้าวเฟยหลงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นหมิงเทียนอี้โค้งคำนับขอร้องเขา


              “ผู้เยาว์มาที่สำนักตงหยางเพื่อคัดเลือกเป็นศิษย์ใหม่ด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศัทธาในตัวท่าน ดังนั้นเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสขอร้องแม้ว่าผู้เยาว์จะอ่อนด้อยฝีมือแต่ก็จะทำให้สุดความสามารถขอรับ”


              หมิงเทียนอี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมามองดูจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาชื่นชม


              “ข้าจะรอเจ้าที่เขตต้องห้ามในแดนลี้ลับของสำนักหวังว่าจะได้พบกัน”


              “เขตต้องห้ามในแดนลี้ลับของสำนัก
    !ท่านผู้อาวุโสแล้วผู้เยาว์ต้องทำเช่นไรถึงจะไปหาท่านได้”


            จ้าวเฟยหลงครุ่นคิดเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเพื่อถามคำถาม ร่างวิญญาณของหมิงเทียนอี้ค่อยๆจางหายไปทีละน้อยแล้วพร้อมเสียงที่ตอบมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน


              “เมื่อเข้าสำนักได้เจ้าจะรู้เอง”แล้วร่างนั้นก็จางหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรอยู่ที่ตรงนั้นมาก่อนเลย


              “ต้องเข้าสำนักให้ได้ก่อน
    ! ท่านจะบอกข้าเลยกลัวจะไม่ลึกลับหรือไง” จ้าวเฟยหลงบ่นกระปอดกระแปด


              หลังจากสงบสติอารมณ์ของตนจ้าวเฟยหลงเดินออกจากถ้ำด้วยจิตใจที่หนักอึ้งถึงแม้ว่าเขาในตอนนี้ยังไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยางด้วยซ้ำทว่าบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักได้มอบภาระกิจให้แก่เขาเสียแล้ว


    แสงสว่างนอกถ้ำทำให้เขาต้องหลิ่วตาเพื่อทำความเคยชินกับความสว่างด้านนอกภาพแรกที่มองเห็นยิ่งทำให้ใจของเขาหนักอึ้งขึ้นไปอีกนั่นคือภาพของผู้อาวุโสเซี่ยกำลังยืนต่อหน้าเขาจ้องมองอย่างอาฆาตแค้น


              “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะออกมาได้โดยไม่เป็นอะไรเลยน่าเสียดายจริงๆ” เซี่ยเส้าฉงเอ่ย


              จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วโค้งคำนับจากนั้นเดินผ่านไป แต่ก่อนที่จะผ่านเซี่ยเส้าฉงก็มีคำพูดดังขึ้น


              “ถ้ำลวงใจคงเห็นว่าข้ายังต้องออกมาฆ่าคนที่คิดร้ายต่อข้าอีกจึงปล่อยให้ออกมาแบบไม่บุบสลาย”พูดจบจ้าวเฟยหลงก็เดินจากไปไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย


              “เจ้า
    !...” แม้ว่าอยากจะกระโดดเข้าไปฟาดฝ่ามือให้จ้าวเฟยหลงตายคามือแต่เซี่ยเส้าฉงก็ยังต้องอดกลั้นเอาไว้หากตอนนี้ทำอะไรประเจิดประเจ้อผู้อาวุโสอีกสองคนอาจสงสัยตัวเขาและนั่นจะนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวงแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อเขาและตระกูลเซี่ยแม้แต่น้อย

              เมื่อผู้เข้าคัดเลือกกลุ่มสุดท้ายออกมาจนครบแล้วเสียงอันหนักแน่นดังก้องขึ้นมาทั่วทั้งหน้าผาที่ตั้งของถ้ำลวงใจ


              “ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในด่านที่สองจงมารวมตัวกันที่นี่”


            ผู้อาวุโสจางกำลังเรียกรวมพลผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดตอนนี้ผู้ควบคุมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ทั้งสามกำลังจะประกาศเรื่องสำคัญ


              “เฟยหลงพวกเรารีบไปกันเถอะชักช้าอาจพลาดเรื่องดีๆไปก็ได้”หยุนฟู่เร่ง


              “อืม...”จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นจากที่นอนของตนออกเดินไปตามหยุนฟู่


              “ไปกันเถอะเหลือแค่อีกหนึ่งบททดสอบเราก็จะได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จแล้ว”หยุนฟู่ตะโกนโหวกเหวกเดินนำหน้าจ้าวเฟยหลงไปยังที่ที่ถูกเรียกตัว


              จ้าวเฟยหลงสังเกตุจำนวนคนที่มายืนออกันเต็มเนินดินแห่งนี้จากที่เห็นจำนวนของคนที่เหลืออยู่ทำให้ต้องทอดถอนใจแรกเริ่มนั้นมีผู้เข้ารับการทดสอบสี่หมื่นคนตอนนี้เหลือเพียงสี่พันกว่าคนเท่านั้น


              “เหลือรอดมาได้แค่ราวๆสิบส่วนเท่านั้นเองการคัดเลือกศิษย์ของสำนักตงหยางนับว่าเข้มข้นจริงๆ”


            เขาคิดในใจแต่แล้วก็ต้องคืนสติกลับมาเพราะเสียงประกาศของผู้อาวุโสจาง


              “พวกเจ้าที่มารับการทดสอบในครั้งนี้มีมากถึงสี่หมื่นกว่าคนแต่หลังจากจบการทดสอบในด่านที่สองตอนนี้จำนวนที่เหลืออยู่มีทั้งสิ้นสี่พันเก้าร้อยคนเท่านั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากแต่อย่างไรก็ตามการทดสอบในด่านที่สามนี้จะตัดสินว่าใครคือคนที่คู่ควรจะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางอย่างแท้จริง”


              “เหลือแค่สี่พันเก้าร้อยคนช่างโหดจริงเลย” หลายคนเริ่มส่งเสียงคุยกัน


              “ใครบอกให้พวกนั้นอ่อนแอเองเล่าแบบนี้จะโทษใครได้”อีกหลายเสียงก็ดังสวนขึ้นมา


              “เงียบๆ
    !!” ผู้อาวุโสเซี่ยตะโกนเสียงดังแผงไปด้วยพลังลมปราณทำให้ผู้ที่ได้ฟังต้องเงียบปากลงทันใด


              “ต่อไปจงฟังสิ่งที่ผู้อาวุโสเฉินจะพูดให้ดีเพราะมันคือข้อมูลของการทดสอบด่านสุดท้าย”ผู้อาวุโสจางกล่าว


              ชายชราก้าวออกมาข้างหน้าทำให้ผู้คนมองเห็นเข้าได้ชัดเจนมากขึ้นและเขาก็คือผู้อาวุโสเฉินนั่นเอง


              “ข้ายินดีกับพวกเจ้าทุกคนที่ผ่านด่านมาได้”เฉินถงจู่เอ่ยขึ้นและกวาดสายตามองไปรอบๆ


              “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเฉิน
    !” เสียงตะโกนของผู้คนดังขึ้นเป็นการตอบรับผู้อาวุโสเฉิน


              จากนั้นชายชราก็ได้พูดต่อไปอีก“แต่บททดสอบด่านที่สามนี้จะอันตรายกว่าทั้งสองด่านที่ผ่านมา”


              หยุนฟู่เอียงคอไปพูดกับจ้าวเฟยหลง“ของจริงมาแล้ว” จ้าวเฟยหลงทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย


              “หากว่าใครที่ยังไม่อยากตายก่อนเวลาหรือคนที่ไม่มั่นใจในฝีมือของตนเอง นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกเจ้าในการถอนตัวเพราะหลังจากนี้ไม่ว่ายังไงพวกเจ้าที่เหลืออยู่จะถูกส่งเข้าไปในด่านทดสอบทุกคน”


            เฉินถงจู่กล่าวเตือนด้วยเสียงนุ่มนวลแต่ส่งผลอันหนักหน่วงต่อจิตใจผู้ฟัง


              แม้ทุกคนจะไม่อยากตายแต่คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ตรงนี้มาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับพวกเขาหาได้หวั่นหวั่นมากมายเท่าใดนัก


              หลังจากเพ่งมองดวงตาของผู้เข้ารับการคัดเลือกจนทั่วผู้อาวุโสเฉินจึงกล่าวต่อไป


              “ในเมื่อทุกคนมั่นใจแล้ว บททดสอบที่สามนี้คือการเก็บของในหุบเขาเหลี่ยมสุริยัน”


              “หา
    !!! จะให้เข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันอย่างนั้นหรือ”


              “นี่มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ”หลายต่อหลายคนเริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อทราบถึงการทดสอบ


              มีใครบ้างจะไม่รู้แต่ละสำนักยุทธ์โดยเฉพาะสำนักใหญ่ๆต่างมีพื้นที่ลับเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการฝึกฝนลูกศิษย์ของตนทั้งในการบ่มเพาะพลังการเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณ การเลี้ยงสัตว์อสูร และพื้นที่ของหุบเขาเหลี่ยมสุริยันคือป่าขนาดใหญ่ที่ติดกับสำนักตงหยางถูกกำหนดให้เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์อสูรเพื่อให้ลูกศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหลายของสำนักได้เข้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์ร้ายรวมไปถึงได้รับประโยชน์จากร่างของสัตว์อสูรที่สังหารได้


              แต่หากโชคไม่ดีเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันนั่นก็อาจเป็นคราวตายอย่างเจ็บปวดและทรมานได้เหมือนกันเพราะความโหดร้ายของสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่เลื่องลือไม่เคยจางหายไปจากหัวข้อการสนทนาของผู้ฝึกยุทธ์


              เสียงการพูดคุยเริ่มดังขึ้นผู้อาวุโสเฉินจึงรีบกล่าวต่อทันที


              “ก่อนที่จะเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยันสำนักจะมอบป้ายหยกสัญลักษณ์ให้แก่ทุกคน”


            สายตาที่บ่งบอกถึงความอบอุ่นของผู้อาวุโสเฉินทำให้คนที่มองเห็นเกิดความอบอุ่นในใจแต่คำพูดต่อไปนั้นกลับฉุดดึงจิตใจทุกคนให้ตกต่ำอย่างยิ่ง


              “หยกสัญลักษณ์นี้มีค่าหนึ่งคะแนนผู้ที่ออกมาจากหุบเขาเหลี่ยมสุริยันพร้อมหยกสัญลักษณ์จะถือว่าผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายนอกของสำนักตงหยางทันที และผู้ที่มีป้ายมากที่สุดห้าอันดับแรกจะได้รับรางวัลจากสำนักแต่หากใครที่ไม่สามารถรักษาหยกสัญลักษณ์ไว้ได้ก็จะถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ”


              คนทั้งสี่พันเก้าร้อยคนต่างพากันหน้านิ่วคิ้วขมวดทันใดนี่ไม่ใช่การเก็บของในป่าธรรมดาๆแล้วแต่มันคือการประลองยุทธ์ดีๆนี่เอง สิ่งของที่ต้องเก็บในครั้งนี้คือป้ายหยกสัญลักษณ์ที่เป็นเหมือนเครื่องลางสามารถนำพวกเขาเข้าสู่ประตูสำนักตงหยางและแน่นอนว่าการแย่งชิงย่อมต้องเกิดขึ้นดังนั้นไม่ว่าอย่างไรจะต้องมีคนตาย


              เซี่ยหลี่เฉียงเดินออกมาจากกลุ่มพร้อมประสานมือโค้งคำนับ


            “เรียนถามท่านผู้อาวุโสหากต้องแย่งชิงเช่นนี้ย่อมต้องมีการต่อสู้แล้วหากมีการตายเกิดขึ้นจะทำเช่นไร”


              เซี่ยเส้าฉงมองมาที่เซี่ยหลี่เฉียง


              “อย่างที่ได้บอกไปแล้วนี่คือการทดสอบที่อันตรายถึงชีวิตดังนั้นการตกตายเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้”


            สองลุงหลานคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยแน่นอนว่าเป้าหมายคือการประกาศการฆ่าแกงอย่างถูกต้องนั่นเอง


              เมื่อกล่าวเสร็จสายของเซี่ยหลี่เฉียงก็มองมาทางจ้าวเฟยหลงด้วยสายตาที่เหมือนแมวมองหนูรอสนุกกับเหยื่อแล้วค่อยๆฆ่าอย่างเลือดเย็น


              จ้าวเฟยหลงเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบตัวตนอย่างเซี่ยหลี่เฉียงไม่มีค่าให้ต้องคิดมากตอนนี้เขากำลังวางแผนต่อไปในการบ่มเพาะพลังของตนเองแล้ว เพราะรู้สึกได้ว่าติดอยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเก้ามานานเกินไปการได้เข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยาคือโอกาสดีที่จะได้ทำการบ่มเพาะพลัง


              “เฮอะ
    !! กล้าเมินข้าหรือเข้าไปในหุบเขาเหลี่ยมสุริยาเมื่อไหร่ก็คือเวลาตายของเจ้า”เซี่ยหลี่เฉียงคำรามในใจ


              “ฟังให้ดี”ผู้อาวุโสจางกล่าวขึ้นอีกครั้ง


              “พวกเจ้าต้องอยู่ให้ครับเจ็ดวันเจ็ดคืนและออกมาจากหุบเขาเหลี่ยมสุริยันในเช้าวันที่แปดดังนั้นจงเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด”


              เมื่อจบการชี้แจงทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักเตรียมตัวในการเข้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันในวันพรุ่งนี้บางคนที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ก็กำลังพูดคุยวิธีการเพื่อเอาตัวรอด บางคนที่มาโดดเดี่ยวก็มองหาสหายที่จะรวมกลุ่มเข้าไปต่อสู้ด้วยกันเพราะการที่ต้องเอาชีวิตรอดในป่าหากเข้าไปแบบหัวเดียวกระเทียมลีบย่อมมีโอกาสเกิดอันตรายสูงมากแต่หากอยู่เป็นกลุ่มยังพอที่จะช่วยเหลือกันได้ยามคับขัน


              “เฮ้อ
    !...” เสียงถอนหายใจยาวของหยุนฟู่ทำให้จ้าวเฟยหลงต้องหันไปมอง


              “เจ้าเป็นอะไรถึงกับต้องกลัดกลุ้มเช่นนี้”เสียงหยอกเย้าของจ้าวเฟยหลงทำให้หยุนฟู่เกิดหมั่นไส้ขึ้นมา


              “ใครมันจะเหมือนเจ้าที่ยังอารมณ์ดีอยู่ได้”


            หยุนฟู่อดที่จะเคืองนิดๆไม่ได้ทั้งที่ทุกคนต่างครุ่นคิดกดดันที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกในการทดสอบวันพรุ่งนี้แต่ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับนอนสบายใจบนที่นอน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย


              “เอาน่าๆข้าเตรียมการสำหรับเราสองคนเอาไว้แล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”จ้าวเฟยหลงไม่อยากให้สหายต้องกังวลมากไปกว่านี้จึงบอกออกไป


              “เตรียมการ
    !! เจ้าเตรียมอะไรไว้เหรอ” หยุนฟู่คะยั้นคะยอราวกับเด็กน้อยกำลังขอให้ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟัง


              “เอาไว้พวกเราเข้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันในวันพรุ่งนี้แล้วข้าจะบอกเจ้าทีหลัง”


            จ้าวเฟยหลงพูดเสร็จก็นอนตะแคงหันหลังให้หยุนฟู่ทันทีทำให้อีกฝ่ายซักถามอะไรต่ออีกไม่ได้


              “ก็ได้ๆ”


            หยุนฟู่พูดเสร็จก็ล้มตัวลงนอน แม้ยังคงเป็นกังวลแต่ก็เบาใจไปหลายส่วนเพราะสหายของเขามีหนทางในการทดสอบเตรียมไว้แล้วไม่นานความเหนื่อยล้าก็เอาชนะทุกอย่าง ชายหนุ่มทั้งสองคนหยั่งลงสู่นิทราเตรียมพลังเพื่อทดสอบในวันพรุ่งนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่าอันตรายมากมายได้ถูกจัดเตรียมต้อนรับพวกเขามากมาย
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน