วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ 2021
ณ ใจกลางมหาสมุทรแฟซิฟิก ใกล้หมู่เกาะฮาวายขึ้นไปทางเหนือราว 300 กิโลเมตร
***เวลา 8:00 น.
กองเรือรบขนาดใหญ่จำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยลำ กำลังรวมตัวอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
ธงนานับประเทศ ถูกชูขึ้นรับลมโบกสะบัดเป็ทิวแถว
ท่าเรือและกำแพงสูง ถูกสร้างปิดล้อมบนแผ่นดินเกิดใหม่
ป้อมปืน อาวุธนานับประการ ล้วนถูกหันปลายกระบอกสู่รูกว้างขนาดสามสิบเมตรที่ลอยเหนือผืนดินไม่ไกล
รูกว้างนั้น ถูกสร้างทับด้วยอาคารทรงโดมขนาดใหญ่ที่แข็งแรง
มีเวรยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. รวมไปถึงระบบทำลายตัวเองที่พร้อมจะเป่าทุกสิ่งบนเกาะแห่งนี้ให้หายไปจากแผนที่โลก
การเฝ้าระวังทั้งหมดนี้ มีเพื่อป้องกันผู้รุกราน ไม่ยอมให้ฝันร้ายเมื่อหนึ่งเดือนก่อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง
“พวกเรากำลังเผชิญกับภัยรุกรานที่มนุษย์ไม่เคยเจอมาก่อน”
เสียงปราศัยดังขึ้นเหนือคลื่นมหาสมุทรที่สงบนิ่ง
สายลมเขตร้อนที่อ่อนโยน กำลังพัดปะทะใบหน้าชวนให้จิตใจผ่อนคลาย
หากแต่ไม่มีใครในที่นี้ สามารถรู้สึกสงบจิตใจของตัวเองได้
“พวกเราไม่เคยพบการรุกรานครั้งใหม่ ในตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”
กองทัพที่มารวมตัวจากทุกมุมโลก กำลังยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบอยู่ตรงหน้าโดมสีเทาที่สร้างทับ [รู]
"แต่พวกเราไม่สามารถประมาทได้"
น้ำเสียงที่ปราศัยเริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น
“พวกเราส่งโดรนกับหุ่นยนต์สำรวจเข้าไปเป็จำนวนมาก แต่ไม่มีตัวไหนกลับมา ไม่มีแม้แต่สัญญาณข้อมูลใด ๆ ดังนั้น พวกเราไม่อาจทราบได้ ว่าหลัง [รู] นี้ มีอะไรรอพวกเราอยู่”
บรรยากาศที่หนักอึ้งจนััได้ กำลังแผ่ปกคลุมเหนือแสนยานุภาพที่รวบรวมมาจากทั่วทุกมุมของโลกมนุษย์
“พวกเราไม่อาจรอนานไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีใครมารุกรานโลกของเรา พวกเรา… จำต้องเข้าไปสำรวจ [รู] นั้นด้วยตัวเอง”
ทุกคนที่มารวมตัวบนลานกว้างแห่งนี้ต่างรู้ตัวกันดี
“พวกท่านทุกคนคือ [ผู้กล้า] ของพวกเรา”
ว่าหลัง [รู] กว้างนั้น คือขุมนรกสำหรับพวกเขา
หลังสิ้นเสียง ประตูเหล็กก็เริ่มเปิดแยกออก
แสงสว่างสีแดงเจิดจ้าวาดเป็ลำผ่านอากาศพร้อมกับเสียงไซเรนที่เสียดแก้วหู
เสียงจุดเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เสียงย่ำเท้าดั่งพร้อมเพรียง
เสียงะเิของยานรบดังไล่หลัง พร้อมกับวิหกเหล็กที่บินทะยานขึ้นท้องฟ้า
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ 2021 เวลา 8:00 น. กองทัพของมนุษย์โลก ได้เริ่มแผนปฏิบัติการสำรวจ [รู] กันแล้ว
***เวลา 8:30 น.
ท่ามกลางกองทัพนานาชาติที่ทยอยหายเข้าไปในวังวนสีดำขนาดสามสิบเมตรเหนือพื้นดิน มีกองกำลังหนึ่งที่ดูแปลกแยกแตกต่างออกไป
พวกเขาเป็กองกำลังขนาดเล็ก สวมชุดลายพรางสีเหลืองอ่อน และติดตราสัญลักษณ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดของประเทศ
พวกเขามีทั้งคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวเหลือง อีกทั้งมีอุปกรณ์ที่แปลกตาไม่เป็อันหนึ่งเดียวกัน
อีกทั้งบรรยากาศของกองทัพยังดูมีอิสระ ไม่ถูกกดดันจากอำนาจของรัฐใด ๆ
จะเห็นเป็เช่นนั้นก็ไม่แปลก
เพราะพวกเขาคือ
กองทหารรับจ้างเอกชน [WOW (World of war) ]
ชายที่ชื่อ [ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์] คือหนึ่งในกองทหารรับจ้างนี้
“อาเบล พวกเราต้องเข้าไปเป็ลำดับที่เท่าไหร? ”
“ตามเวลาแล้ว พวกเราต้องเข้าไปหลังกองทัพอเมริกานะหัวหน้า”
“ดี”
ชายผิวขาวตอบรับสตรีผิวดำด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
การเข้าไปในสถานที่ไม่รู้จักเป็ทีมแรก มันไม่ต่างอะไรไปจากการปิดตาเดินเลียบหุบผาสูง
“ฉันดีใจที่หัวหน้ากลับมานะ”
“ก็ไม่คิดอยากจะกลับมาหรอกนะ… แล้วก็ไม่ต้องเรียกว่าหัวหน้าด้วย”
“ฉันทำหน้าที่ของหน่วย 666 ในตำนานไม่ไหวหรอกค่ะ”
สตรีที่ชื่ออาเบลตอบฮาร์ดีด้วยรอยยิ้มที่สดใส
เธอมีรูปร่างเล็กเพรียวผอมบาง สูงเพียง 160 เิเ ผิวสีดำ ดวงตาสีดำโต คิ้วหนา ผมดำหยักศกยาวปะบ่า มีใบหน้ากลมรีน่ารักน่าเอ็นดู
เธอคือ [อาเบล] สตรีชาวอเมริกา สัญชาติ แอฟริกา อดีตรุ่นน้องของ [ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์]
หน่วย 666 คือหน่วยรับจ้างพิเศษในตำนานที่มี [ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์] เป็ผู้บัญชา
ออกรบ 10 สมรภูมิ ได้รับชัยชนะทั้ง 10 สมรภูมิรบ
สร้างผลงานด้วยภารกิจที่ยากจะสำเร็จ ด้วยกำลังพลในหน่วยที่มีเพียง 5 คน
อัตราเสียชีวิตของคนในหน่วยเป็ศูนย์มาตลอด่อายุการทำงานั้แ่วัย 21 จนถึง 31 ปี
ต่อให้มีการสับเปลี่ยนคนในหน่วยเป็หน้าใหม่สดแกะกล่องแค่ไหน [ฮาร์ดี ชาร์สเซอร์] ก็ไม่เคยทำให้คนในหน่วยต้องตาย าเ็หรือพิการกลับมา
เป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะของกองทหารรับจ้างเอกชน [WOW (World of war) ] ที่เคยบรรจุเอาไว้
ดังนั้น ในตอนที่เขากลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากลาออกเมื่อปลายปีที่แล้ว จึงมีแต่คนยินดีอ้าแขนต้อนรับการกลับมาของเขา
“ถ้าเป็ไปได้ ผมไม่อยากกลับมาทำงานเสี่ยงภัยแบบนี้หรอก”
“... ฉันจะช่วยสนับสนุนท่านนะหัวหน้า”
เป็ที่รู้กันภายในองค์กร ว่าทำไมตำนานมีชีวิตผู้นี้ถึงกลับมาเดินบนเส้นทางที่อันตรายอีกครั้ง
“ลูกของท่านหัวหน้ายังต้องมีชีวิตอยู่แน่นอน! มาทำให้พวกต่างดาวนึกเสียใจที่บังอาจมาบุกโลกของพวกเรากันเถอะ! ”
“... ขอบคุณ”
ฮาร์ดี เขากลับเข้ามาสู่โลกที่เต็มไปด้วยเื ก็เพื่อลูกแฝดของเขานั่นเอง
***เวลา 8:45 น.
“ใกล้แล้วสินะ”
ฮาร์ดี พึมพำกับตัวเองตรงหน้าน้ำวนสีดำที่กำลังบิดเบือนมวลอากาศ
เหนือผิวดินขึ้นไปหนึ่งเมตร คือวังวนที่น่ากลัวไร้แสงสว่าง
มันให้ความรู้สึกคล้ายดั่งหลุมที่เชื่อมสู่ดินแดนยมโลก
พื้นดินรอบหลุมถูกแรงเหวี่ยงมหาศาลจนแตกละเอียดลอยขึ้นสูง
กระแสไฟฟ้าสั่นไหววิ่งวนทวนเข็มอยู่รอบนอกวังวน
ทว่ากลับไม่ได้ยินซึ่งเสียงฟ้าผ่า หรือประกายไฟฟ้าใด ๆ เล็ดลอดออกมา
ราวกับว่าแม้แต่เสียง ก็ยังถูกวังวนนั้นดูดกลืนเข้าไปไม่อาจดิ้นหลุดออกมาได้
ฮาร์ดีไม่อาจััได้แม้แต่พื้นที่ว่างตรงหน้า
ภายใน [รู] นั้น มันคืออีกโลกหนึ่งอย่างแท้จริง
“เตรียมพร้อมรบ”
ฮาร์ดีสั่งตัวเองเพื่อดึงสติ ก่อนก้าวเดินเข้าไปในวังวนที่ชวนน่าขยะแขยง
ทันทีที่ปลายรองเท้าบูทสีดำแตะปลายหางของวังวน ร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงด้วยแรงมหาศาลในทันที
“เหวอออ!?! ”
เหนือคือใต้ ตะวันออกคือตะวันตก พื้นดินคือท้องฟ้า ตะวันคือราตรี
โสตประสาททั้งห้าของเขาไม่อาจตอบรับความปราถนาที่จะรับรู้พื้นที่ให้กับเขาได้แม้แต่น้อย
เขาถูกจับเหวี่ยงด้วยมือที่มองไม่เห็น หมุนอย่างไร้ที่สิ้นสุด
และเมื่อรู้สึกตัวอีกที---
“ที่นี่มัน…”
โลก--- ที่เขาไม่รู้จักก็มาปรากฏตั้งอยู่ตรงหน้า
***เวลา 9:00 น. พบระบบนิเวศที่ไม่รู้จัก
“ที่นี่มัน… โลกของมนุษย์ต่างดาว? ”
มันคือระบบนิเวศที่ไม่เคยเห็น
ต้นไม้ที่ลอยอยู่ในอากาศ
รากที่หันขึ้นท้องฟ้า
เหนือพื้นดินคือท้องฟ้า
เหนือท้องฟ้าคือพื้นดิน
แสงอาทิตย์สาดส่องทั่วทุกตารางนิ้ว
ดวงจันทร์ฉายลอยฉายแสงเคียงคู่พระอาทิตย์
เสียงสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนเสียงสัตว์ป่าดังกระหึ่มสะท้านหัวใจ
นกที่มีหัวเป็ปลาโบยบินในอากาศ
เกาะที่ลอยบนฟ้า
น้ำที่ไหลจากล่างขึ้นบน
สิ่งมีชีวิตที่นอนอยู่บนรุ้งกินน้ำ
สัตว์ั์ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า
เสียงคำรามที่มาพร้อมกับเสาลำแสงแผดเผาแผ่นดินจนมอดไหม้
มันเป็โลกที่ต่างไปจากที่เขารู้จักอย่างเห็นได้ชัด
“โลกต่างดาวชัด ๆ … แล้วนี่อะไร? เ้าตัวนั้นมันเป็ก็อตซิล่าหรือยังไง? ... หรือว่ากำลังฝัน? ”
ถึงฮาร์ดีจะทำใจว่าต้องพบกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่รู้จัก แต่สิ่งที่เขาเห็นมันออกจะผิดเพี้ยนจนตั้งสติไม่ทัน
“หัวหน้า --- หัวหน้า! ”
“โอ๊ย!? ”
เสียงตบแผ่นหลังได้เรียกสติที่กระเจิงไปแล้วของเขา ให้กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
“ผู้บัญชาการสูงสุดเรียกแล้ว รีบไปรวมตัวเร็ว! ”
“อะ...อืม”
ฮาร์ดีส่ายหัวเพื่อปัดความคิดอ่อนหัดให้ออกไป
“ (ที่นี่จะใช้สามัญสำนึกทั่วไปมาวัดไม่ได้เด็ดขาด) ”
เขาคิดเช่นนั้น
***เวลา 9:15 น. รับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน
ประเทศกลุ่มแรกที่รับหน้าเข้ามาสำรวจอย่างประเทศจีนกับอเมริกา ต่างแข่งขันกันสำรวจด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของตน เพื่อสร้างผลงานให้กับประเทศแม่ของตัวเอง
ต้องขอบคุณความพยายามที่หวังผลทางการเมืองนั้น จึงทำให้พวกเขาได้รับข้อมูลอันล้ำค่ากลับมาอย่างรวดเร็ว
ประการแรก ดูเหมือนว่าวังวนสีดำบนโลก จะเชื่อมต่อกับวังวนสีดำที่ลอยอยู่บนยอดของสิ่งก่อสร้างโบราณ ที่คล้ายกับหอคอยขนาดใหญ่ของฝากนี้
มันเป็หอคอยหินมวลตันสูงเหนือพื้นดินราวหนึ่งร้อยเมตร
มีพื้นที่ยอดหอคอยกว้างขวางเทียบพอให้สร้างสนามบินขนาดใหญ่ได้ถึงสิบแห่งรวมกัน
และยังมีทางลาดรอบหอคอยที่กว้างพอให้รถวิ่งสวนกันได้อย่างสบาย ๆ ปรากฏรวมอยู่ด้วย
ด้วยขนาดที่ใหญ่โตราวกับเป็ฝีมือของพระเ้ารังสรรค์ขึ้นมา พวกเราจึงตั้งชื่อให้กับมันว่า
[หอคอยบาเบล]
ที่ฐานของหอคอยบาเบลคือป่ารกชัน
พวกเขาพบโดรนกับหุ่นยนต์ที่ถูกส่งเข้ามาในรูตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กองเป็เศษซากอยู่ในป่านี้
จากการยิงคลื่นสำรวจชั้นดินของป่า พวกเราพบว่ามันมีมวลมหาศาลเป็เนื้อเดียวกัน
ซึ่งมันหนามาก…
ชั้นดินของมันหนา… จนไม่พบวี่แววว่าจะเจอจุดสิ้นสุดเมื่อไร
เหนือท้องฟ้าขึ้นไป จะพบกับเพดานดินครอบคลุมปิดทับ
ที่บนนั้นมีพืชพรรณกับสัตว์ปีกใช้ชีวิตอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก ด้วยการห้อยโหนเหมือนเช่นค้างคาว
ไกลออกไปที่เส้นขอบฟ้า พวกเขาพบการบิดผันของมิติปรากฏอยู่
สิ่งนั้น บางทีคงเป็ [รู] เหมือนกับที่ปรากฏบนยอดหอคอยบาเบลตรงนี้
และมันไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งแห่ง…
บางที… โลกใน [รู] มันอาจจะเป็สถานที่คล้ายกับ [อุโมงค์] ที่เชื่อมสู่ [รู] อื่นกระมั้ง?
ต่อมาคือการสื่อสาร กับการหาทางกลับโลกมนุษย์
การสื่อสารสามารถพึงกระทำได้ แต่ไม่อาจส่งสัญญาณกลับไปที่โลกเดิมผ่าน [รู] ได้
เห็นว่าคลื่นทุกอย่าง จะถูกวังวนสีดำดูดกลืนแล้วสลายหายไปหมด
แต่การเดินทางข้ามกลับไปที่โลกเดิมนั้นพึงกระทำได้ ด้วยการเดินย้อนกลับเข้าไปในวังวนที่ลอดเข้ามา
พวกเราจึงได้ข้อสรุป ว่าวังวนสีดำหรือเ้า [รู] นี้ มันมีลักษณะหน้าที่คล้ายกับ [รูหนอน] ตามทฤษฏีของไอสไตน์
แต่ใครเป็ผู้มาเปิดเอาไว้ พวกเราไม่รู้
เป็ปรากฏการณ์ธรรมชาติ?
ฝีมือของมนุษย์ต่างดาว?
แม้แต่แิสุดโต่ง ว่าเป็ฝีมือของพระเ้าก็มีถูกนำเสนอขึ้นมาถกเถียงด้วยเช่นกัน
ถึงจะมีคำถามมากมาย แต่คำสั่งก็เริ่มถูกถ่ายทอดลงมาสู่กองกำลังต่าง ๆ
กองทัพของแต่ละประเทศเริ่มตั้งค่าย ขึ้นโครงเหล็ก ตั้งกำแพงสูงปิดล้อมพื้นที่วังวนสีดำ
เสียงเครื่องจักรดังกังวาลต่อเนื่อง เหล่าคนงานวิ่งวุ่นไม่หยุดมือ
แสงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยผู้คนกับอาชาเหล็กกล้า
ป่าไม้เบื้องล่างถูกตัด ถ่างป่าที่รกชันเพื่อลดมุมอับสายตารอบค่าย
เสียงต้นไม้ล้มดังต่อเนื่อง สัตว์เล็ก นกน้อยโผบินทะยานขึ้นฟ้า
ฐานทัพเพื่อการปกป้องและบัญชาการ กำลังถูกสร้างขึ้นทั้งบนยอดและรอบฐาน ของหอคอยบาเบลที่ตั้งตระหง่าน
“สุดยอด… ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพที่ทหารทุกชาติมาร่วมมือสามัคคีกันแบบนี้ได้ ทั้งที่ปกติแค่เจอหน้าก็จะยิงกันจะเป็จะตายแล้ว เหมือนประชดเลยนะเนี่ย”
“เพราะมีศัตรูร่วมกันยังไงละ”
ฮาร์ดีพูดกับอาเบลไปพร้อมกับเช็คอาวุธของตัวเอง
กองกำลังทหารรับจ้าง WOW ที่เขาสังกัด กำลังอยู่ใน่ของการตั้งค่ายไม่ต่างจากกองทัพอื่น
แต่เนื่องจากเป็กองกำลังขนาดเล็กเพียงไม่กี่สิบร้อยคน จึงถูกแบ่งพื้นที่ให้มาเพียงเล็กน้อย
ด้วยความที่ยอมรับไม่ได้กับสภาพฐานทัพอันคับแคบ นายจ้างของพวกเขาจึงสั่งให้ย้ายลงมาที่ฐานของหอคอยบาเบล แล้วเริ่มถ่างป่าโดยรอบเพื่อจัดเตรียมพื้นที่
แน่นอนว่าบริษัททหารรับจ้างเอกชนส่วนใหญ่ถูกจัดให้มีความสำคัญน้อยที่สุดไม่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้บรรดาทหารรับจ้างจากทั่วทุกมุมโลก ต้องมารวมตัวอยู่ที่ฐาน มาอยู่ในสถานที่อันตรายที่สุดแทน
“ (เอาเถอะ จะตั้งฐานตรงไหนก็ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย) ”
ฮาร์ดีไม่คิดจะจมปลักอยู่กับกองทัพ
สาเหตุที่กลับมาทำงานทั้งที่ลาออกไปแล้ว ก็เพื่อแค่ได้ตั๋วเข้ามาสู่ [รู] ที่เชื่อมสู่โลกต่างดาวเท่านั้น
เขาคิดว่าหลังจากตั้งฐานทุกอย่างเสร็จสิ้น จะหาโอกาสขโมยรถกับอาวุธติดมือ แล้ววิ่งทะยานออกไปตามหาลูกของตัวเองในทันที
ถ้ายิ่งชักช้าทุกอย่างอาจสายเกินไป
เขาไม่รู้ว่าพวกต่างดาวจับลูกของตัวเองไปด้วยวัตถุประสงค์อะไร
เขาจำเป็ต้องรีบลงมือเพื่อแข่งกับเวลาที่ไม่รู้ว่าจะหมดลงเมื่อไหร
"คอยก่อนนะ"
ฮาร์ดี จะไม่ยอมเสียลูกทั้งสองคนไปเป็อันขาด
“ยังไงก็อย่าประมาทละอาเบล เธอเป็หัวหน้าหน่วย 666 แล้วไม่ใช่หรือ? จะมาทำตัวปล่อยสบายแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ”
“โถ~ รุ่นพี่นะแหละที่ต้องเป็หัวหน้าแทนฉัน อีกอย่างนี่พวกเราก็ถ่างป่ามาได้สักพักแล้ว ไม่เห็นจะมีสัตว์ร้าย---”
“เงียบ! ”
ฮาร์ดีรีบยกสองมือหยุดการพูดล้อเล่นของอาเบล
มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังผืนป่าสีเขียวที่กว้างใหญ่
“หน่วยช่างตรงนั้นรีบถอยกลับมาก่อน! ”
ฮาร์ดีไม่สนลำดับบัญชาการ แล้วสั่งการออกไปในทันที
ไม่มีใครใน WOW ที่ไม่รู้จักใบหน้าของฮาร์ดี
เหล่ากองกำลังชุดสีเหลืองต่างทิ้งรถไถดิน ทิ้งเครื่องจักรถางป่า แล้ววิ่งเข้าไปหลบหลังที่กำบังอย่างกระสอบทรายหรือคันดินสูง
ผิดกับหน่วยอื่น ซึ่งหันรีหันขวางด้วยความสับสน ต่อพฤติกรรมของเพื่อร่วมงานที่แปลกประหลาด
ผืนป่า… กำลังสั่นไหว
ต้นไม้ใบหญ้าขนาดใหญ่ที่ราวกับหลุดมาจากยุคไดโนเสากำลังสั่นไหว
ที่บนพื้น มีบางสิ่งที่คล้ายกับเชือกสีน้ำตาล กำลังเลื้อยคืบคลานมาอย่างเงียบงัน
มันกลืนไปกับสีของพื้นดิน แนบชิดจนยากจะสังเกตุเห็น
เชือกเ่าั้เลื้อยเข้าใกล้คนงานที่ยังสับสน แล้วรัดขาทั้งสองห้อยโหนสูงเหนือผื้นดิน
โลกทั้งใบของเหยื่อถูกพลิกกลับ เสียงกรีดร้องดังขึ้นไปทั่วราวกับเชื้อโรคที่แพร่กระจาย
พงหญ้าถูกแหวกออกเป็สองส่วน พร้อมกับปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตที่เป็เ้าขอเชือกสีน้ำตาลนั้น
“... นางไม้? ”
นั่นคือสิ่งแรกที่คิดขึ้นมาได้ภายในหัวของฮาร์ดี
[นางไม้] [ดรายแอดส์] [นิมป์] ชื่อที่หลากหลายของตำนานิญญาสตรีสิงสู่ต้นไม้ กำลังปรากฏขึ้นมาอยู่ในสมองของเขา
และตัวตนในตำนานที่ว่า กำลังเดินเฉิดฉายอยู่ตรงหน้าฮาร์ดีแล้ว
เธอมีผิวสีเนื้อแบบมนุษย์
เป็สตรีที่งดงามสมดั่งตำนานเล่าขาน
ไม่สวมเสื้อผ้าอาภร หากแต่หุ้มผิวกายด้วยเปลือกไม้และใบพืชสีเขียวที่ขึ้นอย่างเป็ระเบียบจากร่างกายของเธอ
เส้นผมพริ้วบางสีเขียวเข้ม ยาวสยายลากพื้น
ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งเหนือเส้นผม เป็เครื่องประดับเลอค่าที่ขับความงามของเธอให้ดูโดดเด่น
เธอคือสาวงามที่มีรูปโฉมสะกดใจชายไม่เว้นแม้แต่กับผู้หญิงด้วยกัน
แต่ความงามของเธอ กลับสั่นคลอนหัวใจของฮาร์ดีได้เพียงแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น
“เื่แบบนี้… เอาเถอะ ต่อให้มีัโผล่ออกมา ก็ไม่ใแล้วละ”
เพราะเจอเื่เหนือสามัญสำนึกติดต่อกัน เลยทำให้เขาเริ่มมีภูมิต้านทานขึ้นมาบ้างแล้ว
มือขวาของเขาจับปืนไรเฟิลมาตรฐาน M16 ในมือ พร้อมกับกระโจนหมอบลงหลังกระสอบทรายอย่างรวดเร็ว
ส่วนอาเบลนั้น เธอวิ่งไปหลบอยู่หลังม่านเต็นท์ที่กำลังถูกกางออกมาครึ่งหนึ่ง
ฮาร์ดีชูแขนส่งสัญญาณมือ ออกคำสั่งทุกคนในบริเวณให้กับคนของ WOW
“อย่าพึ่งเคลื่อนไหว”
ไม่มีใครตั้งคำถามต่อคำสั่งที่ขัดลำดับสายบัญชาการของเขา
ทุกคนต่างเชื่อใจบุรุษในตำนาน ถึงแม้ว่าเขาจะเคยทรยศองค์กรลาออกไปครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม
นางไม้ยังคงใช้เชือกสีน้ำตาลจับชายผู้น่าสงสารห้อยหัวลงมาจากอากาศ
เชือกสีน้ำตาลนั้น มันงอกออกมาจาก่รอยต่อข้อพับแขนซ้ายของเธอ
มันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เป็ส่วนหนึ่งของร่างกายสตรีผู้นั้น
“^ (*~^ (*~^ (*~”
นางหัวเราะด้วยรอยยิ้มที่ทรงเสน่หา
เธอใช้ริมฝีปากที่อวบอิ่ม ประทับลงบนริมฝีปากของชายที่ถูกห้อยหัว
วินาทีนั้น ทุกคนต่างลืมตาโตด้วยความใ พร้อมกับคิดว่าเป็โชคดีของชายหนุ่มที่ถูกสาวงามจุมพิต
การจูบอันดูดดื่มของนางไม้ กินเวลาร่วมกว่าสามนาที
เป็สามนาทีที่ไม่ใครกล้าขยับตัว เพราะไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ของนางไม้ตรงหน้า ว่าเป็มิตรหรือศัตรู
ในตอนนั้นเอง ที่ร่างกายของบุรุษผู้โชคดีเริ่มซีดเผือก
ร่างกายของชายผู้โชคร้ายเริ่มแห้งกรังราวกับถูกสูบน้ำออก
ิัเหี่ยวย่นหุ้มกระดูกราวกับเป็มัมมี่
เป้าตาปูดโปนกลวงโบ๋ ิัผุดรากสีน้ำตาลแผ่ขยาย
พอรู้ตัวอีกที ชายตรงหน้าก็มีสภาพไม่ต่างไปจากมัมมี่ที่ถูกรากไม้ชอนไช
“จะ--- โจมตี! ”
ทหารที่สวมชุดลายพรางสีเขียวคนหนึ่งกรีดเสียงดัง
ชายฉกรรจ์ทุกคนที่ยืนอยู่รอบนางไม้ พร้อมใจกันสาดะุกระหน่ำใส่เธอ
“@!!!?! ”
โลหะขนาดเท่าเมล็ดถั่วหลายสิบนัด ทะลวงตัดร่างของนางไม้
แขน ขา ทั้งสี่ กับครึ่งใบหน้าขวา
เธอถูกแยกส่วนออกเป็ห้าชิ้นด้วยอาวุธสังหารของมนุษย์
เสียงปืนได้สิ้นสุดลง พร้อมกับร่างของนางไม้ที่ล้มลงไปกองกับพื้น
“ปีศาจอะไรกันนี่…”
“อย่าลืมเก็บตัวอย่างไปแจ้งแต่ละประเทศด้วยละ”
“ว่าแต่ประเทศไหนเป็ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์กันฟะ? ”
“มีอเมริกา จีน แล้วก็รัสเซียเป็หัวหอก…. แต่พวกกลุ่มยูโรเองก็แข่งเอาหน้าไม่แพ้กันด้วยละนะ”
“ไอพวกบ้า! ระวังกันหน่อย มันอาจจะไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะเฟ้ย! ”
ทหารแต่ละคนเริ่มทยอยเดินเข้าไปสำรวจศพของนางไม้อย่างระมัดระวัง
“ (รอก่อน) ”
มีเพียงแต่กลุ่มทหารชุดเหลือง ที่ยังคงหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
ฮาร์ดียังคงจับจ้องไปที่ศัตรูซึ่งหยุดนิ่งไปแล้วอย่างไม่ละสายตา
เพราะฮาร์ดีสังเกตุเห็น ว่าปลายเส้นผมของนางไม้ยังขยับอยู่เล็กน้อย
นี่คือหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้ไม่เคยมีใครเสียชีวิตภายใต้การนำของฮาร์ดี มาตลอดนับสิบปีการทำงานของเขา
มันไม่ใช่ว่าเพราะเขาเก่งกาจ
“!?! ”
แต่เป็เพราะเขาถือคติ ไม่สู้ในศึกที่ไม่ชนะ
“อั๊ก!? ”
ใช้คนขององค์กรอื่นในการเป็ตัวล่อ
“มัน.. มันยังไม่ตาย! ”
ไม่นำตัวเองไปในจุดที่เสี่ยงอันตราย
“เกสรพวกนี้มันคืออะ--- อ๊ากกกก! ”
วิเคราะห์ศัตรูจนแน่ใจก่อนลงมือปฏิบัติการ
ใช้ชีวิตผู้อื่นเพื่อเปิดเส้นทางของตัวเอง
ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้เขากับคนของหน่วย สามารถรอดชีวิตมาได้ทุกสมรภูมิรบ
“ (ศัตรูยังไม่ตาย… แถมตามแผลยังไม่มีเืไหลออกมา จะว่าสมกับเป็สิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือยังไงดี?) ”
ฮาร์ดีพูดกับตัวเอง พร้อมกับตั้งศูนย์เล็งไปทางนางไม้
ถึงหัวจะแหว่งไปครึ่ง แขนขาขาดทั้งสองข้าง กระนั้นนางไม้ก็ยังไม่ยอมตาย
เธอใช้เส้นผมยันร่างกายให้ลุกขึ้นเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลงพื้นดิน
ใช้เชือกสีน้ำตาลที่งอกออกมาตามข้อพับ ตวัดโจมตีรอบตัวในระยะสามเมตรอย่างคลุ้มคลั่ง
ความรุนแรงของเชือกสีน้ำตาลนั้น ถึงกับทำให้ร่างของทหารเพศชายสูงสองเมตรพร้อมอาวุธครบมือ ลอยกระเด็นออกมาเป็วิถีโค้งราวกับลูกบอลที่ถูกหวดใส่
กลีบดอกไม้ตามเส้นผมเริ่มผลิบาน ปล่อยเกสรประหลาดแผ่ขยายไปตามกระแสลม
คนที่สูดดมเข้าไป ต่างกุมคอด้วยใบหน้าซีดเซียว ก่อนจะล้มตัวลงอย่างทุกข์ทรมาน
ภาพวาดของนางไม้ในตำนานผู้งดงาม ได้กลายเป็ภาพของปีศาจล่าสังหารมนุษย์
ฮาร์ดีรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่ต่างออกไปจากสนามรบ
หากให้เปรียบเปรย คงเสมือนหนึ่งยืนตัวเปล่าต่อหน้าหมีที่หิวโซ
“ (เป็ะ? ไม่สิ ถ้ามองว่าเป็สิ่งมีชีวิตรูปแบบพืช จะดีกว่าหรือเปล่านะ?) ”
ฮาร์ดีกำลังวาดภาพในหัว ถึงวิธีที่จะปราบมัน
" (ถอนตัวตอนนี้แล้วปล่อยให้กองทัพอื่นจัดการ หรือสู้เองเพื่อเก็บข้อมูลจะดีกว่ากันนะ? แต่ถ้าเป็ไปได้ อยากลองเผชิญหน้าด้วยตัวเองมากกว่าแฮะ) "
ไม่มีข้อมูลใดล้ำค่าไปกว่าประสบการณ์ตรง
ฮาร์ดีเชื่อเช่นนั้น
แต่ทหารที่เสียชีวิต มีมากถึง 10 นายแล้ว
ถ้าหากไม่รีบลงมือทำอะไร คงมีจำนวนเหยื่อเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
ซึ่งฮาร์ดียอมรับมันไม่ได้
เขารู้ด้วยประสบการณ์ ว่าศัตรูควรมีมากกว่าหนึ่ง
ดังนั้น ยิ่งทหารทางนี้ลดน้อยลง ความเสี่ยงที่เขาจะตายก็ย่อมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ฮาร์ดียังคงนิ่งดั่งรูปปั้นหินอยู่หลังที่กำบังพร้อมกับทหารในชุดสีเหลือง
เสียงกรีดร้องของทหารยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง
กลิ่นเผาไหม้ของดินปืนกับกลิ่นเืของผู้คนยังคงลอยคลุ้งเหม็นแตะจมูก
ต่อหน้าสัตว์ประหลาด ความรู้ของทหารหาญช่างไร้ค่า
เพราะพวกเขาถูกฝึกมาเพื่อให้สังหาร [มนุษย์] มิใช่เพื่อต่อกรกับสัตว์ประหลาด
แต่ทว่าการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าลงของนางไม้ไม่อาจเล็ดรอดสายตาของฮาร์ดีไปได้
“ (... เหนื่อยเป็สินะ?) ”
ไม่มีข้อสันนิษฐานใดที่อธิบายได้ดีไปมากกว่านี้
“... อาเบล ช่วยระวังหลังให้ที”
ด้วยเหตุนี้ ฮาร์ดีจึงตัดสินใจที่จะสู้เพื่อเก็บข้อมูลแทนการหันหลังหนี
นักรบรับจ้างในตำนานของมนุษย์โลก ได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว