บทที่133 บัลลังก์เลือด
ข่าวคราวจากแดนตะวันตกแม้มิอาจสะเทือนถึงแดนตะวันออกแต่ก็ทำให้แดนตะวันออกเกิดความสนใจได้ การควบรวมอำนาจของแพทย์ไร้นามแม้ยังไม่บังเกิดจุดประสงค์ที่แน่ชัดบนผืนปฐพีทว่าก็ทำให้นิกายเทวะวจนะต้องจับตาดู ชื่อเสียงของแพทย์ไร้นามไม่เป็นที่สนใจ แต่ทิศทางการเคลื่อนไหวของมันจึงเป็นที่สนใจไม่มีใครทราบว่าตัวตนมันเป็นใครด้วยซ้ำ ทว่าเพราะไม่มีตัวตนแต่ขนาดถึงขั้นโผล่พรวดในชั่วข้ามคืนเช่นนี้จึงจักต้องลองจับตา
นิกายเทวะวจนะเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้แล้วทีแรกพวกมันยังเมินเฉยต่อพรรคสุนัขรับใช้ของตน แต่หลังจากนี้จะเมินเฉยเสียทีเดียวก็คงไม่ได้เพราะท่าทีของแพทย์ไร้นามผู้นี้ยังไม่เด่นชัด
ระหว่างคล้อยตามกับแข็งข้อ คนผู้นี้จะเหยียบย่างในทิศทางใด
“เพียงมดปลวกที่พึ่งกางปีกได้ ไฉนถึงต้องไปด้วยตนเองเล่าเจ้าเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจที่หนักหน่วงมามาก สมควรจะพักซักระยะได้แล้ว"
ธรรมบาลมุทราปากกล่าววาจาแต่มือสองข้างได้หวีผมให้แก่ไป๋เหิ่นซินอย่างแผ่วเบาสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้า อาจเป็นรองเพียงแค่มหาเทวะเทียนหมิง ทุกผู้ได้เห็นแต่มุมอันน่ายำเกรงแลเด็ดขาดของนางทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวอย่างไป๋เหิ่นซิน ศิษย์เอกที่นางประคบประหงมราวบุตรในไส้นางกลับมีความอ่อนโยนที่คนทั้งโลกมิอาจจินตนาการได้
ไป๋เหิ่นซินมองเข้าไปในกระจกเงา นัยน์ตาเหม่อลอยครุ่นคิดชื่อเสียงแพทย์ไร้นามมินับเป็นความน่าสนใจในตัวตนระดับนาง แต่เหตุที่ทำให้นางอาสารับภารกิจนี้อาจเป็นเพราะตัวของแพทย์ไร้นามเอง… นี่มิอาจอธิบายเป็นเหตุผล
“ศิษย์เพียงรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา”
“อาจไม่ธรรมดาสำหรับเหล่าคนสามัญ แต่มันก็เป็นเพียงมดในสายตาพวกเราหากอยากกำจัดมัน อาศัยแค่ศิษยานุศิษย์ระดับกลางแห่งวิหารมุทราก็จบสิ้นแล้ว"
ไป๋เหิ่นซินละสายตาจากกระจกเงา
“ฉะนั้นศิษย์จึงต้องไป เพราะจะกำจัดหรือไม่กำจัดนั้นศิษย์จะเป็นคนเลือกเอง"
ธรรมบาลมุทรามองวงหน้าที่สะคราญโฉมในกระจกเงาอย่างไม่เข้าใจ
“หากเจ้าต้องการเช่นนั้นอาจารย์ก็ไม่ขัด”
วิหารมุทราเคลื่อนไหวก่อนใคร ซ้ำผู้ที่ไปยังถูกกล่าวขานว่าเป็นอันดับหนึ่งในหมู่รุ่นเยาว์หมื่นภารกิจไม่ผิดพลาด นี่ก็คือสิ่งที่ผู้คนนึกถึงเมื่อได้ยินชื่อของแสงสังหารแห่งวจนะ
“วิหารมุทราเคลื่อนไหวแดนตะวันตกแล้ววิหารยุทธ์เราก็มิต้องใส่ใจเรื่องนี้มาก”
“ถูกต้อง สิ่งที่ควรสนใจตอนนี้คือเรื่องของแม่น้ำร้อยลี้"
“จากการแตกพ่ายในพริบตาของนายน้อยครานั้นจนถึงตอนนี้ดูมันจะเตรียมการณ์เป็นอย่างดี”
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ตอนนี้รอเพียงมันออกจากการเก็บตัวฝึกวิชาเท่านั้น"
“หากจัดการเรื่องแม่น้ำร้อยลี้ได้ อย่างไรผลงานจักต้องประจักษ์กว่าการไปแดนตะวันตกอย่างแน่นอน"
“ที่แดนตะวันตกก็แค่มดปลวกที่มีปีก ยังจะน่าสนใจเทียบเท่าจอมมารแห่งปฐพีอีกหรือ"
“แต่ว่าไปที่แดนตะวันตกก็นับว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำหรับพวกเราระหว่างที่ท่านหัวหน้ายังไม่ออกจากการเก็บตัวฝึกวิชา ข้าคิดว่าจะไปดูซักหน่อยแล้ว”
บุรุษตาเดียวหลังกล่าววาจา มันก็สะพายดาบหัวตัดลายพยัคฆ์แล้วลาจากไปปล่อยให้ผู้ร่วมวงสุราต่างสนทนาแลร่ำสุราต่อ
ที่แดนตะวันออกผู้ที่เคลื่อนไหวจึงมิใช่เพียงแสงสังหารแห่งวจนะเท่านั้น
.
.
.
ราชวงศ์อันแสนเกรียงไกรหนึ่งเดียวแห่งแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกอยู่ที่แคว้นเว่ยแคว้นซานไร้ซึ่งราชวงศ์สถาปนาตั้งตัว แคว้นหลุนก็มีเพียงราชวงศ์เล็กๆ ที่ปกครองตนอย่างเรียบง่ายภายในแคว้นแสนยานุภาพแห่งกำลังคนแลด้านต่างๆ ถ้านับเพียงราชวงศ์จึงไม่มีใครกล้าไม่ยอมรับ ด้วยอำนาจที่ครอบคลุมด้วยกองกำลังที่มากมาย กอปรกับทุนทรัพย์ที่ก่ายกอง ราชวงศ์แคว้นเว่ยจึงแทบมิต้องเกรงกลัวอำนาจฝ่ายใดเว้นเสียจากนิกายเทวะวจนะเท่านั้น แต่พวกมันยินยอมเป็นศิษยานุศิษย์ เครื่องบรรณาการมากมายถูกส่งไม่ขาดตกเช่นนั้นพวกมันจึงไม่ต้องกริ่งเกรงในอำนาจของนิกายเทวะวจนะ เพราะพวกมันอยู่ใต้ร่มเงาพวกมันจึงพลอยมีร่มเงาจากเทวะวจนะปกป้องอีกชั้นหนึ่ง ราชวงศ์แคว้นเว่ยในตอนนี้จึงนับเป็นราชวงศ์ที่มั่นคงกล้าแข็งที่สุดในรอบหลายสิบปี
แต่ความแข็งแกร่งเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยกับความทุกข์ยากแร้งแค้นของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ด้วยภาษีที่ขูดรีดขูดเนื้อของทางการ ด้วยค่าครองชีพที่สูงชะรูดยิ่งกว่าเขาเถาหมิงซานที่ทอดผ่านแผ่นฟ้าไหนจะการเก็บค่าคุ้มครองอย่างเปิดเผยของเหล่าทางการ อาณาประชาราษฎร์แห่งแคว้นจึงทุกข์ยากถึงขีดสุดพ่อค้าจากที่ควรจะได้กำไรก็ล้วนคิดหนักที่จะต้องหาวิธีคืนเงินทุน ส่วนคนที่ยากไร้เป็นทุนเดิมข้าวที่ใช้กรอกหม้อในแต่ละวันก็ต้องลดทอนลง ถึงขั้นลดจำนวนมื้ออาหารลงจากสามมื้อเหลือสองมื้อบางคนเพียงกินวันละมื้อ แต่ยังโชคดีกว่าอีกหลายคนที่กว่าจะได้กินแต่ละมื้อต้องใช้เวลามากกว่าสองถึงสามวันขอทานแห่งแคว้นนี้จึงเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
เส้าเทียนเดินทอดน่องในย่านชุมชนที่แออัดของเมืองหนึ่งใกล้เมืองหลวงย่านชุมชนแห่งนี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและความทุกข์ยากของประชาชนได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะด้านสาธารณูปโภคด้านการแพทย์ หรือสุขลักษณะต่างๆ แทบหามิได้ ตลอดรายทางมีเพิงผุพังสำหรับใช้พักอาศัยแออัดมีน้ำคร่ำแลสิ่งสกปรกเปอะเปื้อนส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง มีคนป่วยหนักนอนพะงาบไม่รู้จะตายวันตายพรุ่งแต่ถึงขนาดมีสภาพเช่นนี้ เหล่าคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ต้องคิดหนักว่าเมื่อหนึ่งปีเวียนมาถึงพวกมันจะหาทรัพย์สินที่ไหนมาจ่ายภาษีที่มีชีวิตอยู่ในแคว้นเว่ยนี้ให้กับทางการ
เส้าเทียนได้แต่ทอดถอนใจ มันสาดสายตามองไปยังทิศทางของวังหลวงจากนั้นก็พึมพำอย่างแผ่วเบา
“เจ้าเสพสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นจนเกินไปแล้ว"
วังหลวงแคว้นเว่ยในยามราตรีที่มืดสนิท
เงาร่างในชุดคลุมสีแดงลวดลายมังกรทองนั่งเด่นบนบัลลังก์มังกรที่โอ่อ่าทรงอำนาจดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติที่ควรจะว่าราชโองการ แต่เพราะเรื่องนี้ไม่ปกติจึงมีการเรียกตัวขุนนางที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่งเข้ามาอย่างลับๆ
กระดาษแผ่นหนึ่งถูกขันทีชรานำมามอบให้แม่ทัพใหญ่ที่อยู่ในชุดเกราะสีเงินวาวแม่ทัพผู้นี้ดูไปอายุห้าสิบเศษ แต่รูปหน้าผิวพรรณของมันดั่งชายฉกรรจ์ มองผิวเผินก็รู้ว่าเป็นจอมยุทธ์ฝีมือดีผู้หนึ่งซ้ำยังเป็นจอมยุทธ์ในมหาวิถีเทวะวจนะ เพราะฝึกวจนะยุทธ์ร่างกายจึงดูแข็งแกร่งแข็งแรงความแก่ชราบางครั้งก็ยากถามหากว่าทุกมหาวิถี เพราะวจนะยุทธ์มุ่งหมายที่ร่างกายเป็นสำคัญ
มันผู้นี้แม้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์มังกรยังมีความเกรงใจมันหนึ่งส่วนเพราะนี่คือคนที่นิกายเทวะวจนะมอบให้เพื่อคอยช่วยเหลือมันในการครอบครองอำนาจของวังหลวงแห่งนี้
แม่ทัพใหญ่ในชุดเกราะเงินวาวผู้นี้มีนามว่าไห่ซาน มันรับกระดาษที่ยาวเหยียดแผ่นนั้นมาแล้วคลี่ออกอ่าน พบว่ามีรายชื่อขุนนางหลายคนและทหารหลายนายเรียงรายกระดาษแผ่นนี้นอกจากรายชื่อแล้วไม่มีข้อความใดอีก แต่แม่ทัพใหญ่ไห่ซานผู้นี้กลับรู้ว่าต้องทำสิ่งใด
เสียงจากบัลลังก์มังกรดังมา
“กว่าจะมั่นใจและยืนยันได้ต้องเปลืองกำลังทรัพย์แลกำลังคนมิน้อย”
ไห่ซานรู้ความหมายในวาจาที่เปล่งออกมา มันจึงค่อมศีรษะเล็กน้อย
“กระหม่อมจะมิทำให้เสียเรื่อง"
เสียงจากบัลลังก์มังกรยังตรัสว่า
“แม้นมีรายชื่อมากมาย ท่านคงเห็นว่าสิ่งใดสำคัญ"
ไห่ซานเพียงมองรายชื่อปราดเดียวมันก็รู้เรื่องแล้วเหตุไฉนมันจะไม่รู้ว่าชื่อใดสำคัญที่สุด ในป่าเมื่อมีราชสีห์เจ้าป่า แน่นอนว่าย่อมมีลูกสมุนหากอยากครอบครองป่าถ้ามัวแต่ต้องหาทางจัดการทั้งลูกสมุนย่อมต้องเสียเวลาแลเสียโอกาสฉะนั้นเพียงจัดการราชสีห์ สมุนที่ติดตามไร้ที่พึ่ง ซักวันสมุนเหล่านั้นมันก็ต้องหันเหหาเจ้าป่าที่มีอำนาจกว่าเรื่องนี้นับเป็นสัจธรรมที่เข้าใจง่ายยิ่งนัก
“กระหม่อมย่อมรู้"
หลังจากแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นรับราชโองการขุนนางในกรมสรรพวุธผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าออกมาพร้อมรายงาน
“ตอนนี้สิ่งที่ควรหายได้หายไปแล้วพะยะค่ะ”
แล้วเสนาบดีกรมราษฎรก็ออกมากล่าวรายงาน
“คนที่ควรมาก็มาแล้วพะยะค่ะ"
มหาเสนาบดีกรมวังที่มีอำนาจควบคุมสำนักมือปราบกล่าวโดยมิชักช้า
“เช่นนั้นนับว่ามีหลักฐานแล้ว ที่เหลือก็เพียงดำเนินการ"
ร่างในชุดคลุมแดงลวดลายมังกรทองลุกจากบัลลังก์อันน่าเกรงขามแลตรัสว่า
“ถึงคราวถอนรากถอนโคนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที"
หลังจากคืนเดือนมืดที่วังหลวงแคว้นเว่ยถูกแทนที่ด้วยแสงแรกแห่งเช้าวันใหม่ราชโองการที่เร่งด่วนราวกับถูกเขียนเตรียมไว้มานานแล้วก็ถูกส่งไปยังจวนเสนาบดีกรมสรรพวุธผู้ที่ถือราชโองการเป็นแม่ทัพใหญ่ในชุดเกราะเงินนามไห่ซาน มันไปหยุดอยู่หน้าจวนเสนาบดีกรมสรรพวุธโดยที่ไม่ว่ากล่าวสิ่งใด ประตูจวนบานใหญ่ก็พังโครมลง
คนในจวนที่กำลังง่วนอยู่กับงานยามเช้าล้วนบังเกิดความแตกตื่นยิ่งเห็นการมาของแม่ทัพใหญ่แลราชโองการยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บ พวกมันล้วนมิทันตั้งตัวซ้ำยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตั้งตัวในเรื่องอันใด เป็นบุรุษชราที่ดูมีเคล้าความโอบอ้อมอารีบนใบหน้ามุ่งออกมาพอเห็นแม่ทัพใหญ่ พอเห็นราชโองการแผ่นนั้น เคล้าความโอบอ้อมอารีของมันก็ปรากฏความตรึงเครียดจนรอยย่นบนหน้าผากกดลึกลงมันไม่แน่ใจในการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แต่การที่พวกมันยกทหารมาที่นี่มินับเป็นเรื่องดี
บุรุษชราผู้นี้คือเสนาบดีกรมสรรพวุธ ดูแลจัดสรรด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของราชวงศ์นับว่าเป็นขุนนางเก่าแก่ที่มีความสำคัญแลได้รับการนับถือจากรุ่นสู่รุ่น เพราะเป็นเช่นนั้นมันจึงอยู่มาได้แม้เกิดการผลัดเปลี่ยนของขุมอำนาจแต่เพราะมันอยู่มานานแล้ว และเพราะมันเหมือนจะมีปัญหาแล้ว มันจึงยากที่จะดำรงอยู่ได้ต่อไป
“ท่านแม่ทัพมาหาข้าถึงที่มิทราบมีเรื่องราชการใดหรือ"
เป็นหัวหน้ามือปราบแห่งวังหลวงผู้หนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า
“ขุนนางกังฉินทำผิดยังไม่รู้ตัว สมคบคิดกับดินแดนภายนอกรอบค้าอาวุธสำคัญของแผ่นดิน เท่านี้ก็นับว่ามีข้อหาเป็นกบฏ สมควรได้รับโทษประหารเจ็ดชั่วโครตแล้ว!”
เสนาบดีชราผู้นั้นขมวดคิ้ว ความบริสุทธิ์ภักดีต่อแผ่นดินแคว้นเว่ยมิใช่เรื่องโกหกมันไม่มีทางทำเช่นนั้น ซ้ำยังไม่มีความคิดเช่นนั้นแม้เพียงกระผีก แต่ปัญหาที่แท้จริงบุรุษชราย่อมคาดเดาออกทว่าปัญหานั้นมิอาจใช้เป็นข้ออ้างที่จะจัดการมันได้ จึงได้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น แต่เรื่องใส่ร้ายสำหรับมันมินับเป็นปัญหาใหญ่มันยินยอมตกตายได้ แต่ทว่าการที่ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวแลมุ่งเป้าถูกที่เช่นนี้ แสดงว่าพวกมันคงได้ระแคะระคายเรื่องบางอย่างแล้วและหากเป็นเช่นนั้นจริง คนผู้นั้นแย่แน่
เห็นเสนาบดีกรมสรรพวุธเงียบไป หัวหน้ามือปราบผู้นั้นได้ทีก็แสดงหลักฐานจำนวนอาวุธที่หายไปจากคลัง ตราประทับของเสนาบดีกรมสรรพวุธ รวมถึงลายมือชื่อที่ถูกเขียนเบิกออกไป
“ท่านเบิกอาวุธเหล่านี้ไปที่ไหน ไม่มีรายงานว่าเมืองใดต้องการจัดสรร!”
มิเปิดโอกาสให้บุรุษชราได้เปิดปาก หัวหน้ามือปราบก็นำคนชนเผ่าสองผู้ออกมาแสดงหลักฐานเพื่อให้บุรุษชราจนต่อพยานอย่างรวบรัด
“คนป่าอริราชศัตรูเหล่านี้ล้วนเปิดปากหมดสิ้นแล้ว"
แน่นอนว่านี่ย่อมมิใช่ฝีมือของเสนาบดีชรามันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาวุธถูกเบิกออกไปได้อย่างไร ตราประทับนั่นเป็นของมันได้อย่างไรและที่สำคัญรายมือชื่อที่ลงนั้นก็เหมือนของมันไม่ผิดเพี้ยน แต่มันมิใช่คนทำ มันได้แต่คาดเดาถึงคนในอาจเป็นถึงขั้นคนสนิทของมันที่หักหลัง!
เสนาบดีชรายกยิ้มอย่างข่มขื่น
“พวกเจ้าเตรียมการณ์มาดีเพียงนี้ ต่อให้ข้าหาหลักฐานยืนยันความบริสุธิ์ก็คงมิได้”
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะมองไปที่แม่ทัพใหญ่พร้อมเหล่าทหารหาญที่ติดตามอยู่เบื้องหลัง
“อีกทั้งพวกเจ้าก็คงไม่มีทางให้เวลาแก่ข้าอยู่ดี"
ประตูจวนที่พังทลาย ถูกเหล่าทหารพากันล้อมปิดกั้นบดบังทัศนียภาพมิให้คนภายนอกได้มองเห็นอีกทั้งมิให้คนในได้มีโอกาสหลบออก ก่อนที่เสียงของดาบและหอกจะดังอื้ออึงขึ้นพร้อมกับเสียงแตกตื่นด้วยความหวาดกลัวเช้าวันใหม่ที่ควรจะสดใสกลับอึมครึมไปด้วยความสิ้นหวัง กลิ่นคาวโลหิตพัดโชยแทนกลิ่นบุปผาเสียงโหยหวนดังแทนเสียงสรรพสัตว์ที่ขับขาน ชวนหดหู่แลน่าอกสั่นขวัญแขวนยิ่ง
จวนเสนาบดีกรมสรรพวุธถูกสังหารล้าง!
การจะจัดการขุนนางใหญ่ที่มีความดีความชอบสักคนมิใช่เรื่องง่ายแต่ก็มิใช่เรื่องยาก ที่องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเว่ยยังให้อำนาจมันถึงเพียงนี้เพราะหวังซื้อใจคนดีมาอยู่ในฝ่ายแต่พอข่าวคราวถึงคนผู้หนึ่งเริ่มหนาหู เริ่มมีฝักมีฝ่ายค่อยๆ แบ่งแยกปรากฏขึ้น มันจึงต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมมีสายเลือดจักรพรรดิองค์ก่อนสืบทอดแล้วอย่างไร หากไร้ซึ่งกองกำลังสนับสนุน อาศัยแค่สายเลือดยังจะทำอะไรได้
“ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับเลือกข้างผิดเอง"
เสียงตรัสดังขึ้นแผ่วเบา ก่อนที่ร่างในชุดคลุมแดงลวดลายมังกรทองจะหายลับเข้าสู่วังในที่เต็มไปด้วยนางสนมของมันทันที